กรณีรถไฟทั้งขบวนหายไปอย่างลึกลับ

เนื่องจากกรณีเที่ยวบินเอ็มเอช 370 พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือเกือบ 300 ชีวิต หายไปอย่างลึกลับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้มีแฟนเพจท่านหนึ่งขอให้แอดมินนำเสนอกรณีรถไฟ 13 โบกี้ ของอิตาลีที่หายเข้าอุโมงค์ไปเมื่อปี พ.ศ.2492 และโผล่ออกมาอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2535 หลังจากเวลาผ่านไปแล้วถึง 42 ปี

แอดมินเคยอ่านเรื่องรถไฟดังกล่าวเมื่อนานมาแล้วในหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับความลึกลับของเวลา แต่จำชื่อหนังสือไม่ได้แล้วเพราะนานมาก และไม่ได้สนใจเพราะหลาย ๆ กรณีที่ระบุในหนังสือเล่มดังกล่าวฟังดูไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถหาต้นฉบับ ได้ เมื่อคืนก็เลยลองค้นข้อมูลอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่พบต้นฉบับหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในภาษาอะไรเลย ยกเว้นภาษาไทย ซึ่งก็ดูเหมือนจะมาจากแหล่งเดียวกันทั้งหมดด้วย แอดมินจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนานมากกว่าที่จะ เป็นเรื่องจริง ส่วนตัวไม่ค่อยชอบคำอ้างที่ว่า “ไม่มีข้อมูลเพราะปิดข่าว” เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำได้จริง ไม่เชื่อก็ลองเล่าความลับสุดยอดให้คนที่คุณไว้ใจที่สุดฟังดู แล้วจะค้นพบสัจธรรมที่ว่า “คนที่เก็บความลับได้…คือคนที่ตายแล้ว” (เผลอ ๆ ตายแล้วศพยังฟ้องได้อีก)

แต่เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่สนุกดี ก็เลยจะเอามาเล่าให้ฟังคร่าว ๆ เผื่อใครยังไม่ได้อ่าน เรื่องมันก็มีอยู่ว่า…

ในปี พ.ศ.2492 รถไฟขบวนรถด่วนหมายเลข F626 ของอิตาลี ซึ่งมีผู้โดยสาร 120 คน และพนักงานอีก 3 คน ได้แล่นเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่ง และไม่โผล่ออกมาอีกเลย ทุกฝ่ายต่างก็ตามหาแทบพลิกแผ่นดิน แต่รถไฟที่วิ่งอยู่บนรางและลอดอุโมงค์มันจะไปไหนได้? สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามันได้หายไปอย่างลึกลับ…

แต่เมื่อต้นปี พ.ศ.2535 หลังจากเหตุการณ์หายสาบสูญของรถไฟทั้งขบวนผ่านไปแล้วถึง 42 ปี รถไฟขบวนดังกล่าวก็ได้โผล่ออกมาจากอุโมงค์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนทั้งหมดในรถไฟขบวนดังกล่าวยังคงมีอายุและรูปร่างหน้าตาเหมือนครั้งที่ หายตัวไป และพวกเขายังคงเชื่อว่าตนเองยังอยู่ในปี พ.ศ.2492 และไม่เชื่อว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วถึง 42 ปี

จากการสอบสวนผู้โดยสารต่างให้การตรงกันว่า ในขณะที่รถไฟลอดเข้าไปในอุโมงค์นั่นอยู่ ๆ ก็มีหมอกลงหนามากจนมองไม่เห็นอะไร แล้วตนเองก็คล้ายกับหมดสติ ไม่รับรู้อะไรไปชั่วขณะ ซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก่อนที่รถไฟจะโผล่พ้นปากอุโมงค์แล้วทุกคนก็ ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ อีกเลย จนกระทั่งมารู้อีกทีว่าเวลานั้นผ่านไปแล้ว 42 ปี และพวกเขาก็ได้กลายเป็นบุคคลสูญหายในอดีตไปเสียแล้ว

เหตุการณ์ประหลาดนี้ทำให้ชีวิตของเหล่าผู้โดยสารเปลี่ยนไปอย่างมาก เช่น ชายคนหนึ่งซึ่งมีอายุ 30 ปี ในขณะที่ขึ้นรถไฟขบวนดังกล่าวเขามีภรรยาและบุตรชายวัย 10 ขวบ แต่ในชั่วพริบตากลับพบว่า ลูกชายของเขาอายุ 52 กว่า อ้วนและเป็นโรคหัวใจ ภรรยากลายเป็นหญิงชราอายุ 70 กำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน และเขาก็ยังคงมีอายุ 30 ปีเท่าเดิม กลายเป็นคนที่เด็กที่สุดในบ้านและต้องทนอยู่ในสภาพนั้นอย่างช่วยไม่ได้

เรื่องก็มีอยู่เท่านี้ค่ะ แปลกประหลาดและสนุกดีเหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงคงเป็นข่าวที่ใหญ่น่าดู แต่ก็มีบางคนอ้างว่าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เคยลงข่าวนี้และเขาก็มีหนังสือพิมพ์ดังกล่าวอยู่ในมือ น่าจะเป็นฉบับที่มีภาพที่เห็นนี่แหละ (ไม่แน่ใจว่าฉบับปีไหน แอดมินน่าจะเกิดไม่ทันมั้ง)

ดังนั้น เรื่องนี้แอดมินไม่ขอยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงนะ ก็ใช้วิจารณญาณกันดู แม้จะได้ลงหนังสือพิมพ์จริงก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือการที่แอดมินไม่เชื่อ ก็ใช่ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริง

ถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ เอามาแชร์ด้วยนะคะ จะจริงหรือไม่จริงแต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจดี ^^

แอดมิน
อ่านเพิ่มเติม

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

3 Responses to “กรณีรถไฟทั้งขบวนหายไปอย่างลึกลับ”

  1. real says:

    it is the movie from the train of event in Portugal 1949. the story told for the studying purpose of how people will act and respond.

  2. Jongpak J. says:

    ประหลาดสุดสุดเลยครับ มันเป็นไปได้ยังไง?

    แต่ผม สันนิษฐาน ว่า……

    คนศตวรรษใน 22 อาจขี่ ไทม์แมชชีน (time machine)
    (เอาจากโดราเอมอนครับ) แล้วเปิดทิ้งขวางเลย ดัน อยู่ใน อุโมง
    ควัน หรือ หมอกสีขาว อาจ เป็น อุโมงกาลเวลา เมื่อรถไพมา
    ก็พุงเข้าไป ทะลุมาที่ 42 ปี ข้างหน้า ปล.คนขับไทม์แมชชีน
    ต้องเสียใจแน้ ที่ไทม์แมชชีนหายไป

  3. Gab says:

    เราไม่ค่อนเชื่อนะแต่เคยมีเหตุการเกิดขึ้นกะตัวเองมีหมอกในบ้านเนี่ยแหละตามองเห็นฝ้าๆเหมือนคนเพิ่งตื่น เหตุเกิดตอนอยู่ม.3 เวลาเกือบสี่ทุ่ม พ่อยังกลับไม่ถึงบ้านเลยอยู่บ้านคนเดียว จำแม่นเลยเป็นฤดูฝน รถติดมากๆๆ ระหว่างนั่งเล่นเกมอยู่ แมวก็อยู่ข้าง มันนั่งหันหน้าไปหลังบ้านเราก็นั่งหันหน้าไปทางน่าบ้านสักพักแมวก็ทำตาโตเหมือนเห็นอะไรสักอย่าง เราก็เลยออกจากเกม เท่านั้นแหละ เรานึกว่าเราง่วงนอน มีหมอกเต็มครึ่งบ้านทาวเฮาเลย ขยี้ตาก็ไม่หาย ตอนนั้นเราก็เอาไงดี เวลานั้นเรารู้สึกว่าบ้านเงียบมาก ปกติข้างบ้านก็ไม่เงียบนะแต่วันนั้นเหมือนทุกอย่างมันหยุด ทีวีเราก็ไม่ได้เปิด จนเรากลัวไม่ไหวแล้วเรากลัวว่าจะมีอะไรออกมากมันหนาจนไม่เห็นกำแพงหลังบ้าน เราเลยวิ่งออกไปน่าบ้าน แล้วกลับเข้าไปใหม่ เราเสียดายมากๆๆๆๆๆเราน่าจะกล้าลองเดินเข้าไป รู้สึกเสียใจจนทุกวันนี้

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า