การครั้งหนึ่ง…เมื่อฉันถูกแม่ตี

การครั้งหนึ่ง…เมื่อฉันถูกแม่ตี

 

 
 

 

“ขอโทษแม่มาเดี๋ยวนี้”

 

“ไม่…”

 

แม่ใช้หวายฟาดลงกับโต๊ะเสียงดังเป็นการข่มขู่

 

“ไม่งั้นจะตี ว่าไง…จะขอโทษมั้ย?”

 

“ไม่ ถ้าหนูไม่ตาย แม่อย่าหยุดตีนะ…” ฉันท้าทาย

 

แม่ทรุดตัวลง กอดลูกสาวแล้วร้องไห้…

 

———————————————

 

ฉันเป็นเด็กผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดในชั้นเรียนเสมอ เมื่อขึ้นชั้นอนุบาลสาม ความแตกต่างระหว่างฉันกับเพื่อนเริ่มเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น ฉันตัวผอม ผิวสีซีดและสูงแค่ไหล่ของพวกเขาเท่านั้น นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉันหรอก ดูเหมือนมันจะเป็นปัญหาและความกังวลของพวกผู้ใหญ่มากกว่า จนกระทั่งเด็กหญิงร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งเริ่มเห็นว่านั่นเป็นเรื่องตลก

 

เธอชื่อน้องแป้ง ตัวโตตุ้ยนุ้ยและดูจะมีอิทธิพลแบบเด็ก ๆ เธอเริ่มตั้งกลุ่มและชักชวนพวกเขาให้แกล้งฉัน แรก ๆ ก็แค่ตบหัว ดึงผม แต่ฉันไม่สนใจพวกนั้นเท่าไหร่ ซึ่งนั่นทำให้เธอเกลียดฉันมากขึ้น ทุกอย่างเริ่มรุนแรงขึ้น เริ่มมีการแย่งของใช้ ค้นกระเป๋า เอารองเท้าไปซ่อน และทำร้ายร่างกายเมื่อฉันขัดขืน เช่น หยิก ข่วน ผลัก และครูทำได้เพียงพูดว่า “เพื่อนไม่ได้ตั้งใจหรอกนะคะ” เพราะทุกครั้งที่มีใครสักคนบอกครู เธอจะบีบน้ำตาเสมอ และพูดว่า “ก็หนูไม่รู้ หนูไม่ตั้งใจ”

 

แต่อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้โดดเดี่ยวซะทีเดียวหรอก มีเด็กผู้ชายแหย ๆ สองคน กับเด็กหญิงที่ดูไม่เต็มเต็งอีกหนึ่งคนคอยเข้าข้างฉันเสมอ(ช่างน่าอุ่นใจจริง แต่ฉันก็ชอบพวกเขา) วันหนึ่งฉันโดนหนักเป็นพิเศษจนแม่สังเกตเห็นรอยเขียวที่แขนขา ฉันร้องไห้เมื่อแม่ถาม และฟ้องว่าฉันถูกแกล้งทุกวัน แม่ก็ร้องไห้ ร้องมากกว่าฉันซะอีก เธอพาฉันไปคุยกับครูผู้ดูแลในวันต่อมา น้องแป้งถูกเรียกมาสอบสวน แต่ทุกคนก็ทำเหมือนว่าเธอบริสุทธิ์และไม่ตั้งใจทันทีที่เธอร้องไห้และทำหน้าไร้เดียงสา

 

เหตุการณ์เป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาบ่อยครั้งคือ ฉันถูกแกล้ง ไปฟ้องแม่ แม่ร้องไห้ มาเคลียร์กับครู และจบลงแบบไม่ยุติธรรม อาจจะเป็นเพราะฉันร้องไห้ไม่เก่งล่ะมั้ง แต่ฉันเกลียดเวลาที่เห็นแม่ร้องไห้ ฉันไม่อยากให้แม่ร้องไห้ มันทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าฉันเป็นฝ่ายผิด

 

ไม่นานนักเด็กหญิงคนหนึ่งก็ได้เรียนรู้ว่า “แม่จะร้องไห้เมื่อรู้ว่าฉันถูกรังแก…” และเริ่มคิดว่าจะแก้ไขสิ่งนี้ได้อย่างไร

 

ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติของมัน ฉันยังคงถูกแกล้งทุกครั้งที่มีโอกาส และดูเหมือนว่าโอกาสจะเยอะซะเหลือเกิน มันเยอะและบ่อยครั้งเพียงพอที่จะทำให้ฉันเริ่มเกลียดเพื่อน เกลียดเด็กผู้หญิง และหวาดระแวงเวลามีใครเดินมาข้างหลัง ถ้าหากตอนนั้นมีใครสักคนบอกกับฉันว่า “เด็กเปรียบเหมือนผ้าขาว” ฉันคงเถียงสุดใจขาดดิ้น เพราะเธอเหมือนผ้าดำยุ่ย ๆ ที่ยังไม่ถูกฟอกขาวซะมากกว่า ทั้งขี้โกง ขี้แย และน่ารังเกียจ

 

“วันนี้ถูกใครเขาแกล้งมาหรือเปล่าลูก?” แม่ถามแบบนี้ทุกวัน ทันทีที่ฉันปีนลงจากรถโรงเรียน

 

“ไม่ค่ะ…พวกเค้าไม่ยุ่งกับหนูแล้วล่ะ” ฉันโกหกทุกวันเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก และแม่จะได้ไม่ทำตัวโศกเศร้าเกินเหตุ ในเมื่อแม่อ่อนแอฉันก็ต้องเข้มแข็ง

 

วันหนึ่งในเวลาอาหารกลางวัน มื้อนี้มีข้าวผัดกับนมหนึ่งแก้ว หลังจากแจกจ่ายอาหารให้เด็ก ๆ แล้วครูก็เดินออกไปทำธุระของเธอ น้องแป้งผู้ซึ่งมักจะเลือกที่นั่งติดกับฉันเสมอก็ได้โอกาสของเธออีกครั้ง เธอมีความสุขเวลาเห็นเด็กคนอื่น ๆ หัวเราะฉัน และชื่นชมว่าเธอเก่ง ฉันว่าเธอคงเสพติดสิ่งนั้นซะแล้ว เธอตั้งใจเอานมเทลงบนข้าวผัดในถาดของฉัน “กินซะจะได้โต ๆ” เด็กหญิงอีกสองสามคนหัวเราะคิกคัก

 

วันนั้นฉันฟิวส์ขาด ฉันรู้สึกว่ามันมากเกินไป ฉันเกลียดเด็กนั่น และฉันไม่อยากจะยอมอีกแล้ว ถ้าแม่มาเห็นสิ่งนี้เธอคงถึงกับบ้าตายเลยมั้ง แล้วถ้าฉันเป็นฝ่ายกระทำล่ะ แม่จะดีใจไหม ?

 

ฉันหน้ามืดตามัวด้วยความโกรธ นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกโกรธมากที่สุดในชีวิต ฉันผลักเก้าอี้ของเธอให้ล้มลง เธอล้มลงไป ฉันเอานมเทราดตัวเธอ และเอาส้อมขูดที่แขนของเธอ แต่มันไม่คม จึงทำได้แค่รอยถลอก มีเลือดซึมเล็กน้อย เธอร้องเสียงหลงเหมือนกำลังจะตาย ฉันคล้ายจะได้กลิ่นความกลัวและความอับอายของเด็กนั่น ในชั่วขณะหนึ่งที่เธอหวาดกลัว ฉันรู้สึกถึงความสุขแปลก ๆ แบบนี้หรือเปล่าคือเหตุผลที่เธอชอบรังแกฉัน มันคงรู้สึกดีสินะ…

 

ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจเลยซักนิดว่าทำไมเหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ในเมื่อฉันก็ถูกแกล้งออกจะบ่อย และอย่างมากสุดน้องแป้งก็แค่ถูกเรียกเข้าไปถามนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วมันก็จบ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมกรณีของฉันมันจึงไม่เป็นอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะฉันไม่ได้ร้องไห้งั้นหรือ?

 

เราสองคนคงเป็นเด็กที่วุ่นวายที่สุดในโลกมั้ง เพราะนี่เป็นอีกครั้งที่ครูต้องปวดหัวกับผู้ปกครองถึงสองคน แม่ของน้องแป้งมาโวยวายถึงที่ แม่ของฉันก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน เรื่องสอบสวนได้ความว่า แป้งเทนมใส่ถาดข้าวของฉัน ฉันจึงทำร้ายเธอ สั้น ง่าย ได้ใจความ และสมเหตุสมผลดีจะตาย ไม่น่าจะยุ่งยาก

 

“ทำไมน้องแป้งถึงทำแบบนั้นล่ะลูก” คุณครูเริ่มอย่างนุ่มนวลเมื่อเห็นเด็กหญิงแป้งเริ่มน้ำตาคลอ

 

“ก็…ก็หนูเห็นน้องเค้าตัวเล็กเลยอยากให้กินเยอะ ๆ” จากนั้นก็มีเสียงพึมพำจากแม่ของเธอประมาณว่า “โถ ลูกแม่ ช่างมีจิตใจดีอะไรแบบนี้…”

 

“เพื่อนเค้าไม่ตั้งใจ ทำไมหนูต้องทำเพื่อนขนาดนั้นด้วยล่ะคะ” ครูหันมาถามฉันบ้าง

 

“ก็หนูเกลียดแป้ง” โอเค นั่นคงตรงไปตรงมาเกินกว่าผู้ใหญ่จะรับได้ เพราะทันทีที่มันหลุดจากปากทุกคนก็ลงความเห็นว่าฉันผิดเต็มประตู แต่จะให้เด็กหญิงอายุหกขวบอธิบายเหตุผลที่ดีกว่านั้นได้อย่างไร แม้ฉันจะรู้ว่าเธอตั้งใจ และไม่ได้หวังดี แต่จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อพวกผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กนั้นบริสุทธิ์เกินกว่าจะคิดอะไรซับซ้อนเช่นนั้นได้

 

เมื่อครูสั่งให้เราขอโทษกันและกัน น้องแป้งรีบพูดว่า “ขอโทษ” ทันทีโดยไม่ลังเลเลย ซึ่งนั่นมันก็น้อยเกินไปสำหรับทุกอย่าง และฉันก็ไม่คิดว่าฉันควรจะต้องพูดมัน ฉันไม่มีวันขอโทษเธอ

 

“ขอโทษเพื่อนสิลูก” แม่กระตุ้น แต่ฉันยังคงนั่งเฉย

 

แม่เริ่มร้องไห้ เอาอีกละ ทำไมกันนะแม่ถึงได้เปราะบางอย่างนี้ ฉันถูกรังแกแม่ก็ร้องไห้ เมื่อฉันรังแกเขาได้ แม่ก็ร้องไห้อีก เป็นคนที่น่าสับสนซะเหลือเกิน

 

“ช่างแกเถอะค่ะ” แม่ของน้องแป้งพูดขึ้นในที่สุด “เด็กที่ไม่ได้รับการอบรม ก็มักจะเป็นแบบนี้ แต่อย่าให้มันเกิดขึ้นอีกก็แล้วกัน…” เธอแขวะอย่างไม่พอใจ แล้วพาลูกสาวของเธอออกไป

 

ครูคุยกับแม่ฉันต่ออีกหน่อย และเธอพยายามสรุปทำนองว่า ฉันตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่น ก็เลยมีจิตใจไม่ค่อยปกติ อาจต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะกลายเป็นเด็กมีปัญหา…โอ้ เจ๋งเลย สรุปว่าฉันผิดปกติ ส่วนนังเด็กโรคจิตนั่นปกติดี เป็นบทสรุปที่เด็กหญิงวัยหกขวบโคตรจะงงมาก ๆ

 

พอกลับมาถึงบ้านแม่ก็เล่นงานฉันในทันใด ฉันเป็นคนไม่ค่อยได้สร้างปัญหาหรือดื้อรั้น ฉันไม่เคยถูกแม่ตีเลยสักครั้ง แต่วันนี้แม่จะตี ด้วยความผิดที่ฉันไม่อาจยอมรับได้…

 

———————————————

 

แม่คลายอ้อมกอดของเธอออกไปจากตัวฉัน เธอเช็ดน้ำตา แล้วใช้หวายฟาดที่ขาฉันทีหนึ่ง

 

“ครั้งนี้ สำหรับการที่ลูกโกหกแม่ทุกวัน…”

 

แม่รู้หรือว่าฉันโกหกเรื่องที่โรงเรียน? ยังไม่ทันที่จะถาม เธอก็ฟาดฉันอีกครั้ง

 

“ครั้งนี้ สำหรับการที่ลูกยอมให้คนอื่นพูดว่า แม่ไม่สั่งสอน…”

 

แม่สะบัดไม้ฟาดลงไปอีกครั้งหนึ่ง ครั้งสุดท้ายนี้แรงเป็นพิเศษจนฉันรู้สึกว่าเนื้ออาจจะแตกแล้วก็ได้

 

“และครั้งนี้ สำหรับการแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ แม่ไม่ชอบเด็กนั่น และลูกก็ทำตัวเหมือนเธอ… คนที่แก้ปัญหาด้วยอารมณ์คือคนอ่อนแอ ขี้ขลาด และโง่เง่าที่สุด…”

 

แม่ทิ้งหวายลง เหมือนกับว่าการฟาดฉันแค่สามทีจะทำให้เธอเสียพลังงานที่มีทั้งหมดไป เธอกอดฉันอีกครั้ง แล้วกระซิบว่า “แม่ไม่ได้ตีลูกเพราะลูกไม่ขอโทษเพื่อน แต่วันหน้าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การทำร้ายคนอื่น ไม่ทำให้ลูกเจ็บปวดน้อยลงหรอกจำไว้…นั่นไม่ใช่ชัยชนะหรอกลูก”

 

“หนูขอโทษค่ะแม่…”

 

ณ ขณะนั้นฉันคงเป็นเด็กหกขวบที่เข้าใจโลกมากที่สุดในโลกล่ะมั้ง หลังจากได้ชิมไม้เรียวของแม่ ฉันได้รู้ว่าความเข้มแข็งไม่ใช่การที่คนเราไม่ร้องไห้ แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่จะประกอบมันขึ้นมา ฉันได้รู้ว่าแม่ไม่ได้มองเห็นฉันตามที่คนอื่นเห็น แม้ว่าเธอมักจะทำเป็นเห็นด้วยกับคนอื่นก็ตาม และฉันได้รู้ว่าแม่ของฉันวิเศษที่สุด และเธอไม่ใช่คนอ่อนแอ

 

———————————————

 

นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ฉันจำได้ดีมาก เพราะมันเป็นการถูกแม่ตีครั้งแรก และครั้งสุดท้าย
มันทำให้ฉันรู้จักใช้ชีวิตและแก้ปัญหาได้อย่างมีสติมากขึ้นจนถึงทุกวันนี้
ฉันอยากจะบอกแม่ว่า

 

“ขาหนูยังเป็นแผลเป็นอยู่เลยนะแม่”

 

 
รักแม่ที่สุด
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “การครั้งหนึ่ง…เมื่อฉันถูกแม่ตี”

  1. annmaku says:

    เรื่องจริงของแอดมินหรือเปล่าเนี้ย รันทดใช้ได้เลย T_T

  2. pichi says:

    อ่านบล๊อคนี้มานานแล้ว เพิ่งเปิดเจอบทความนี้ มันกระตุกฝันร้ายวัยเด็กเราขึ้นมาเลยค่ะ

    เราก็เป็นอีกคนนึงที่ถูก bullying ในโรงเรียน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่อนุบาล 2 โรงเรียนเอกชนก็ประมาณ 5 ขวบมั้ง
    เหตุของการถูกรังแกมาจากเป็นเด็กใหม่ย้ายมาระหว่างภาคเรียนแล้วก็ขี้แยร้องไห้ทัุกเช้าที่มาเรียน ทำให้ตกเป็นเหยื่อ้ของเด็กที่อยากได้ที่ระบายอารมณ์ ไม่รู้บ้านไม๋อบอุ่นกันรึไงถึงได้รุมกระทืบเราเกือบทั้งห้อง เด็กผู้ชายจะเข้ามารังแกแบบตรงๆ ส่วนเด็กผู้หญิงมีวิธีการแยบยลและไม่เคยหาหลักฐานไปฟ้องครูได้ บทจะฟ้องครูก็ไม่เชื่อ เพราะเธอเป็นที่รักขิองครู

    ฟ้องพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่เชื่อค่ะ แล้วตัดสินว่าเราเป็นเด็กมีปัญหา แล้วพาไปหาจ่ิตแพทย์ ส่วนจิตแพทย์ก็ไม่ได้ซักถามอะไรเรา เพราะพ่อแม่นี่แหละเล่าอาการให้หมอฟัง สรุปว่าปัญหาของเราไม่มีใครรับฟัง เราเลยเก็บเงียบไปซะ กว่าพ่อแม่จะรู้ความจริงก็ปาเข้าไป ป.4 มีเด็กหญิงน่ารักนิสัยดัดจริตอยากได้หน้าบังเอิญไปเที่ยวเล่นข้างบ้านแล้วเจอพ่อแม่เรา ถึงได้เล่าเรื่องว่าเขาน่ะเป็นคนปลอบใจเราที่ถูกทุบตีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พ่อแม่ช็อคไปเลย จนไปขอทำเรื่องย้ายโรงเรียนแบบไม่ฟังครูอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น

    ความจริงพ่อแม่ก็ไม่ได้ปล่อยปะละเลยนะคะ แค่เป็นคนอีโก้สูง มั่นใจว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกแล้ว ถ้ามีอะไรผิดพลาด ก็มีแต่ลูกนี่แหละที่ปรับตัวไม่ได้เอง แต่จากจุดนั้นก็ไม่ได้ทำให้เราหวังพึ่งพ่อแม่ค่ะ เพราะพอพ่อแม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจพลาดจุะช็อคมากจนเราไม่อยากเป็นตัวนำปัญหามาสู่ครอบครัว ถึงย้ายโรงเรียนใหม่ หรือเติบโตขั้นการถูก bully ก็ไม่ได้หายจากชีวิต ก็มีรูปแบบใหม่มาเรื่อยๆ ยิ่งวัยรุ่นยิ่งเยอะค่ะ หนักสุดก็ ม.ปลาย ที่ทำเอาเราอยากเป็นบ้าหรือตายซะให้พ้นๆ ไปเลย

    กว่าพ่อ้แม่จะรู้ก็ใกล้จบ ม.6 โน่น แล้วก็ประสาทแดกกันทั้งบ้านอีกแล้ว เฮ้อ…ชีวิต

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า