การทดลองตัดขาดจากโลกภายนอก

ก่อนมนุษย์จะเหยียบดาวอังคาร

เป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้ว ที่พวกเราชาวโลกเฝ้าฝันถึงความเป็นไปได้ในการไปตั้งรกรากสร้างอาณานิคมบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ ๆ และหนึ่งในดาวเคราะห์ที่นักบินอวกาศทั้งหลายใฝ่ฝันที่จะขึ้นไปเหยียบมากที่สุดดวงหนึ่งก็คือ “ดาวอังคาร”
แต่การเดินทางไปยังดาวอังคารนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันจะต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 520 วัน ซึ่งก็คือนักบินอวกาศจะต้องอยู่ในยานอวกาศแคบ ๆ นานเกือบสองปี(ยังไม่นับขากลับ) นั่นยังไม่ได้พูดถึงการใช้ชีวิตบนดาวอังคารที่ซึ่งไม่มีปัจจัยใดเอื้ออำนวยให้มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ได้เลย นั่นหมายถึง การที่มนุษย์จะเดินทางไปเหยียบดาวอังคารได้จะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับที่นั่นอย่างละเอียด ต้องเตรียมการเดินทางเป็นอย่างดี และการที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจะต้องมีการสร้างสถานที่จำลองซึ่งมีสภาพเหมือนโลกมากที่สุดในระบบปิดให้ได้
ในเมื่อความเจริญทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนเกิดจากความฝัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะพยายามเดินหน้าสานฝันในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการทดลองขึ้นมากมายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางบุกเบิกดาวอังคาร และในจำนวนนั้นมีการทดลองที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ “การทดลองแยกตัวออกจากโลกภายนอก” ซึ่งการทดลองนี้จัดขึ้นที่ไซบีเรีย ในกรุงมอสโกว โดยเริ่มการทดลองในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.1967 ด้วยเหตุผลที่ว่า การเดินทางไปยังดาวอังคาร นักบินอวกาศจะถูกโดดเดี่ยวอยู่ในยานอวกาศแคบ ๆ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องนี้ด้วย
วิธีการทดลองนั้นทำโดยการคัดเลือกตัวแทนนักบินอวกาศจำนวนสามคน โดยชายทั้งสามคนจะต้องเข้าไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เหล็กกล้าขนาดเพียง 12 ตารางเมตร ซึ่งสมมติให้เป็นแคปซูลอวกาศที่รัสเซียจะส่งขึ้นสู่อวกาศในปี ค.ศ.1971(ภายหลังโครงการส่งแคปซูลนี้ถูกยกเลิกด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ) พื้นที่กว่าครึ่งภายในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวถูกบรรจุไปด้วยเครื่องยังชีพ เตียงนอน และอุปกรณ์การทดลอง ตามแบบที่แคปซูลอวกาศพึงมี และตู้นั้นยังถูกผนึกแน่นจากภายนอก มีเพียงท่อส่งออกซิเจนและอาหารแบบอวกาศเท่านั้น แม้จะมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อให้ศูนย์ควบคุมติดตามการทดลองภายในได้ แต่พวกเขาสื่อสารกับศูนย์ควบคุมได้ไม่มากนัก และมีความเหลื่อมล้ำของเวลาเหมือนกับอยู่ในยานอวกาศจริง ๆ
ผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งสามนำทีมโดยนายแพทย์เกอร์มัน มานอฟต์เซฟ จะต้องอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่ได้รับอนุญาตให้บอกแก่ทางบ้านว่าตนเองไปทำอะไรที่ไหน และหนึ่งในนั้นมีภรรยาซึ่งตั้งครรภ์รออยู่ที่บ้าน ทั้งนี้เพื่อทดสอบสภาวะกดดันทางจิตใจด้วย นอกจากนี้บางครั้งพวกเขายังได้รับการทดสอบภาวะกดดันต่าง ๆ จากศูนย์ควบคุมภายนอกอีก เช่น เร่งเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น หรือลดปริมาณออกซิเจนลง เป็นต้น
ผลจากการทดลองแสดงให้เห็นว่า เมื่ออยู่ในภาวะตัดขาดจากโลกภายนอก พวกเขามีอาการกดดันและตึงเครียด ออกซิเจนที่ลดลงมีผลต่อความสามารถในการจดจำและทำการทดลองที่ได้รับมอบหมาย อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เกิดอาการขาดน้ำ ผู้เข้าร่วมการทดลองบางรายถึงขั้นแอบดื่มน้ำในชักโครกเลยทีเดียว นอกจากนี้การใช้ชีวิตอยู่โดยเวลากลายเป็นนามธรรมไปเสียแล้ว พวกเขาไม่รับรู้สภาวะภายนอก ทำให้บางคนไม่ใยดีอีกต่อไปว่าจะมีภรรยาที่ตั้งครรภ์รออยู่ที่บ้าน และไม่รู้ว่าเมื่อไรสามีจะกลับไปหาเธอ และการอยู่ร่วมกับคนอื่นตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีเวลาส่วนตัวเลยก็ทำให้พวกเขาหงุดหงิดง่ายขึ้นด้วย
หลังจากพ้นระยะการทดลองที่ทุกข์ทรมาน ก็มีการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมการทดลอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เกอร์มัน มานอฟต์เซฟ หัวหน้าทีม เขาให้การอย่างตรงไปตรงมาดังนี้…
“ผมได้รับเลือกเพราะเคยร่วมการทดลองแยกตัวออกมาหลายครั้งและเพราะผมเป็นหมอด้วย อีกสองคนเป็นนักชีววิทยากับวิศวกร เราได้รับมอบหมายให้ทำการทดลองต่างสาขากัน ผมไม่ได้รับอนุญาตให้บอกทางบ้านว่ากำลังทำอะไรอยู่ จึงบอกแต่เพียงว่าจะเดินทางไปธุระเท่านั้น พวกเขาคงเป็นห่วงที่ผมหายสาบสูญไป…”
ต่อไปนี้คือคำถามหลักจากการสัมภาษณ์
1.การถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเป็นอย่างไรบ้าง?

“วันแรกนั้นแย่มาก ผมรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิด ผมเป็นห่วงทางบ้าน ช่วงซึมเศร้านี้เป็นอยู่นานหลายวัน แต่เรามีงานต้องทำ ซึ่งก็ช่วยให้ดีขึ้น ต่อมาเป็นช่วงที่มีกิจวัตรประจำ ทำให้เราได้ปรับตัว ต่อจากนั้นเป็นช่วงที่ยาวนานและน่าเบื่อมาก รู้สึกว่ายาวนานที่ไม่สิ้นสุด ในช่วงท้ายสุดเราเริ่มดูนาฬิกาครั้งแล้วครั้งเล่า นับเวลาทุกวินาทีจนกว่าจะได้ออกจากแคปซูล…”
2.การอยู่ในพื้นที่จำกัดมีผลอย่างไร?

“การอยู่กับเพื่อนร่วมทีมตามลำพังทำให้รู้สึกเหมือนได้พบตัวเองในอีกโลกหนึ่ง เราอยู่ในห้องที่แคบมาก ขยับตัวแต่ละครั้งต้องชนกับเพื่อนร่วมทีมคนใดคนหนึ่งเสมอ พื้นที่ไม่กว้างไปกว่าห้องครัวในแฟลตเก่า ๆ ที่มอสโกว แต่มีเตียงสามเตียง และอุปกรณ์ทางเทคนิคมากมาย ผมคิดว่ามันไม่ถูกที่ไม่มีห้องให้หนีไปอยู่คนเดียวเลย…”
3.กลุ่มผู้ร่วมทำการทดลองทำหน้าที่ได้ดีไหม?

“ผมคิดว่าการกำหนดให้ทีมมี 3 คน เป็นการตัดสินใจที่แย่มาก เพราะอีก 2 คนมีแนวโน้มจะร่วมกันข่มคนที่เหลือเสมอ ผมเป็นหัวหน้าทีมอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีใครนำคน 3 คน ได้เป็นปีหรอก พูดตามตรงว่า เราต่างก็หวังว่าการทดลองจะยุติลงก่อนเวลา เราหวังว่าบางทีการส่งน้ำหรือออกซิเจนเข้ามาอาจล้มเหลว ทำให้เราถูกปล่อยออกมาก่อน เรารู้สึกผิดหวังที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน…
4.รู้สึกอย่างไรที่ได้ออกมาข้างนอก?

“ตอนแรกผมรู้สึกดีใจมากอยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่ง หลังจากนั้นกลับรู้สึกแย่ลงเพราะพลังทางอารมณ์หมดไปกับความดีใจ ต่อมารู้สึกว่างเปล่า นอกจากนั้นยังได้ยินเสียงชัดเจนทุกเสียง คืนแรกที่เข้านอนหลังจากเป็นอิสระ ผมรู้สึกเหมือนว่าในหูมีสำลีอัดอยู่ เพราะประสาทหูได้รับเสียงมามากเกินไป…”
นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียยังค้นพบว่า การอยู่ในภาวะโดดเดียวหรืออยู่ในระบบปิดนาน ๆ มนุษย์จะโหยหาสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เช่นพืชและสัตว์ เพราะพวกมันช่วยต้านความเครียดและลดอารมณ์ด้านลบได้ เช่น ความเกลียด โกรธ มีหลายครั้งที่ผู้เข้าร่วมการทดสอบได้บังเอิญพบกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้รับเชิญในขณะที่ถูกคุมขัง เช่น ครั้งหนึ่งมีแมลงวันหลงเข้าไป พวกเขาต้อนรับมันด้วยความยินดีในฐานะผู้สร้างสีสันให้ชีวิตอันจำเจ และเมื่อพบแมลงสาบตัวหนึ่งเข้า พวกเขาก็ให้อาหารเลี้ยงดูมันเหมือนสัตว์เลี้ยง นักวิทยาศาสตร์เรียกความต้องการสัตว์ระหว่างถูกตัดขาดจากโลกภายนอกนี้ว่า “ความเครียดที่ถูกเปิดเผย” เนื่องจากในภาวะที่มีความกดดันสูง มนุษย์ไม่สามรถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดีเท่าปกติ พวกเขาจะแสดงความรักต่อสัตว์ต่าง ๆ เกินจริง เพราะพวกมันเตือนให้ทุกคนคิดถึงชีวิตที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง…
เรื่อง : Øjvind Hesselager / Jakob Gottschau
เรียบเรียง : แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “การทดลองตัดขาดจากโลกภายนอก”

  1. potion says:

    โอ้ว เหมือนเรื่อง i’m legend เลย ลองหาดูกันวิลสมิทเล่น สนุกมากๆ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า