กาลครั้งหนึ่ง…เมื่อฉันกลายเป็น”ผี”

[ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง แค่มันสวยดีเลยเอามาวางตรงนี้เท่านั้น]
 
ย้อนไปตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กมาก ๆ ตอนนั้นบ้านเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ พ่อกับแม่ให้พราหมณ์คนหนึ่งมาทำพิธีตั้งศาลพระภูมิหน้าบ้าน จำได้ว่ามีการขุดหลุม แล้วก็โยนเหรียญลงไป แล้วก็อะไร ๆ อีกมากมาย ฉันก็ยืนดูอยู่แถว ๆ นั้น

เมื่อเสร็จพิธีพราหมณ์คนนั้นคุยกับแม่ เขาทักว่า “เด็กนี่เกิดวันอาทิตย์ใช่ไหม?” แม่ตอบว่าใช่ และจากนั้นเขาก็พูดเรื่องของฉันได้ถูกหมด ไม่ว่าจะเป็นวัน เดือน ปีเกิด หรือนิสัยต่าง ๆ พร้อมกับบอกว่า “ระวังนะ เด็กคนนี้อายุสั้น อาจจะตายในวันครบรอบ 11 ปี”
 
(อ้าว…ซวยแล้ว)
 
แรก ๆ แม่ก็เป็นกังวลมาก และด้วยความเป็นเด็ก ฉันก็คิดไม่ออกว่าตัวเองจะตายได้อย่างไร จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก และเมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกคนก็ค่อย ๆ ลืมเรื่องนั้น…
 
ในคืนวันเกิดครบรอบ 11 ปี พอดิบพอดี ฉันได้รับอุบัติเหตุแต่ไม่ร้ายแรงมากนัก แค่กระดูกหัก แต่ด้วยดวงซวยหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจะยุ่งยาก หมอลงความเห็นว่า ควรจะผ่าตัดเอาเหล็กเข้าไปดามกระดูกไว้
 
เมื่อความซวยเกิดขึ้น มันก็มักจะซวยต่อ ๆ กันไปเป็นโดมิโน่ เมื่อบังเอิญหมอเกิดวางยาสลบเกินขนาด อาจจะด้วยความสับเพร่า หรือเป็นเพราะฉันตัวเล็กกว่าเด็กอายุ 11 ปีทั่ว ๆ ไปก็ไม่รู้ แต่มันทำให้ฉันไม่ตื่นขึ้นมาตามเวลาที่กำหนด…
 
พ่อกับแม่ขอให้ส่งตัวฉันไปให้อาจารย์หมอคนหนึ่งที่เขารู้จักที่โรงพยาบาลเลิศสิน เมื่อไปถึงฉันก็รู้สึกตัวแล้ว และทุกอย่างก็เหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าหมอคนนั้นไม่พูดว่า “หมออะไรทำงานได้ซุ่ยมาก คงต้องผ่าตัดใหม่อีกครั้ง ไม่งั้นเด็กเดินไม่ได้แน่” (อ้าว เฮ้ย…)
 
จากนั้นฉันก็เลยพักอยู่ที่ชั้น 9 ของ รพ. ซึ่งเป็นชั้นของคนไข้เด็กโดยเฉพาะ ฉันกับแม่ได้อยู่ห้องพิเศษสำรองที่เล็กมาก ๆ เพราะห้องอื่นเต็มหมดแล้ว แต่ประตูมันเล็กมากจนไม่สามารถเข็นเครื่องมือเทคนิคบางอย่างเข้ามาได้ ก่อนวันผ่าตัดหนึ่งวัน พยาบาลจึงขอเปลี่ยนห้องของฉันกับเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่ง ซึ่งมาผ่าตัดโรคเพดานโหว่ เด็กคนนั้นชื่อน้องฟ้า ถึงจะพูดฟังไม่ค่อยชัดแต่เป็นเด็กร่าเริงแข็งแรงมาก ผิดกับฉันที่ยังคงมึนงง เธอยังมานั่งคุยที่ห้องฉันตั้งนาน เธอเล่าว่าเธอโดนผ่าหัวใจมาแล้วสามครั้ง และจะผ่าเพดานปากครั้งที่สองในวันรุ่งขึ้น (วันเดียวกับฉัน) แต่เธอไม่กลัวหรอก เพราะมันก็เหมือนเดิมทุกครั้งแหละ
 
วันต่อมาฉันก็ได้มานอนอยู่ในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลเลิศสิน… ทุกอย่างดูปกติดี หมอและพยายาลชมฉันไม่ขาดปากที่ฉันไม่คร่ำครวญเรียกหาแม่เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ
 
เสียงหมอเดินเข้ามาถามพยาบาลว่า “เด็กเป็นไงบ้าง? พร้อมหรือยัง”
 
เสียพยาบาลอ้ำอึ้งตอบว่า “เด็กหน้าตาเซ็งมาก ๆ สงสัยจะพร้อมแล้ว” หมอหัวเราะหึ ๆ
 
จากนั้นก็มีคนเอาบางอย่างที่กลิ่นหอมเอียน ๆ แสบจมูกมาครอบปากครอบจมูกฉันไว้ แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลงเหมือนไฟทั้งห้องถูกปิดกะทันหัน และสายตายังไม่ชินกับความมืด
 
สองสามนาทีต่อมาฉันกำลังยืนอยู่ข้างเตียง มองดูคนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมทึ้งอะไรบางอย่างบนเตียง และฉันต้องตกใจเมื่ออะไรบางอย่างนั้นคือตัวฉันเอง…ฉันตายแล้ว?
 
“ตายแล้ว” คือความคิดแรกของฉัน ความรู้สึกว่า “ตาย” มันเป็นแบบนี้เองหรือ? (ไม่แย่อย่างที่คิดแฮะ) แต่ก็เล่นเอาทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ด้วยไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตายได้
 
ฉันเดินออกจากห้องผ่าตัด จะเดินมาหาแม่ แต่แม่ไม่ได้อยู่แถวนั้น ฉันจึงคิดจะเดินขึ้นไปชั้น 9 เพื่อที่จะกลับไปที่ห้อง ระหว่างทางฉันก็รู้สึกรำคาญเสื้อคลุมสีเขียวที่รุงรัง เพราะขนาดใหญ่กว่าตัวฉันเกือบสิบไซส์ มันแทบจะลากไปกับพื้น แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรฉันก็ไม่สามารถถอดมันออกได้ มันเหมือนส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว
 
ฉันพยายามหยุดคุยกับพยาบาลถึง 2-3 ครั้ง ฉันบอกกับพวกเขาว่า “หนูตายแล้ว ทีนี้ใครจะรับผิดชอบล่ะ?” แต่ไม่มีใครสนใจ ฉันก็คิดงั้นอยู่แล้ว พวกเขาคงมองไม่เห็น
 
สิ่งที่น่ารำคาญอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องเวลารอบ ๆ ตัว ที่ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างช้าลงไปหมด ยกเว้นฉันคนเดียวที่ยังคงเคลื่อนที่ไปด้วยอัตราความเร็วปกติ ผู้คนที่เดินผ่านไปมา และทุกอย่างดูเหมือนจะเคลื่อนไปช้า ๆ ช้ากว่าปกติ 2-3 เท่าเป็นอย่างน้อย เหมือนกับเข้าไปอยู่ในโลกสโลว์โมชั่น… ทุกคนพูดคุยกับแบบยานคาง จนแทบฟังไม่ออก
 
ที่ชั้น 9 ฉันเดินตามทางเดินยาว ๆ ไปยังห้องพัก เดินผ่านห้องพิเศษสำรองซึ่งตอนนี้เป็นของน้องฟ้า มีคนสองคนเดินสวนมา คนหน้าเป็นชายในชุดทักซิโด้ ตัวสูงใหญ่มาก อกและไหล่ใหญ่กว้างเหมือนนักกล้าม จนมองใกล้ ๆ แทบจะไม่เห็นใบหน้า ส่วนเด็กหญิงที่เดินตามมานั้นคือน้องฟ้า ทั้งสองเดินด้วยความเร็วใกล้เคียงกับฉัน ขณะที่เราเดินสวนกัน น้องฟ้าหันมาสบตาฉัน เธอตัวโตกว่าฉันมาก และดูเหมือนจะรู้อะไรมากกว่าฉันมากมาย ฉันพยักหน้าให้เธออย่าง งง ๆ เหมือนเป็นการรับคำอะไรสักอย่าง…
 
ฉันเดินเข้ามาในห้อง แม่อยู่ในนั้นจริง ๆ ในใจหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระหว่างแม่ลูก น่าจะมีอะไรที่พิเศษบางอย่างล่ะน่า ที่ทำให้เราสองคนมองเห็นและคุยกันได้ ฉันอาจจะขอความช่วยเหลือจากแม่ สำหรับเด็กหญิงคนหนึ่ง แม่ช่วยได้เสมอ…
 
แต่แม่ไม่รับรู้หรือมองเห็นการมาของฉันเลย ยังคงจัดเตียง และโซฟา และเอาเครื่องดื่มแช่ตู้เย็น แม่สะอื้นเบา ๆ ในลำคอด้วยความเป็นกังวลขณะที่วางตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ไว้ข้างเตียง มันคงเป็นของขวัญวันเกิด ฉันนึกเสียดายที่ตายแล้ว และฉันคงจะไม่ได้เป็นเจ้าของมัน ฉันเอื้อมมือไปจับมัน มันให้สัมผัสที่แปลกประหลาดมาก เหมือนกับเป็นวัตถุจากนอกโลก ที่คุณไม่เคยมีประสบการณ์ในการจับต้องมาก่อน และมีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งผ่าน ฉันสะดุ้งดึงมือกลับ และเพิ่งสังเกตว่าทุกอย่างที่ฉันพยายามจับต้องให้ความรู้สึกอย่างเดียวกันหมด แม้กระทั่งแม่
 
ฉันตายแล้ว และอีกไม่กี่นาทีแม่ก็จะรู้ว่าฉันตาย…ตอนนี้ฉันควรจะเสียใจและอาลัยอาวรณ์ใช่ไหม?
 
ในความคิดมันก็ใช่อยู่ แต่ทำไมความรู้สึกมันถึงไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้ ฉันคิดว่า ฉันควรจะรู้สึกสงสารแม่ ควรจะรู้สึกกลัวสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และควรจะรู้สึกอะไรหลาย ๆ อย่างตามที่ควรจะเป็น แต่มันแปลกว่า เมื่อคุณตายแล้ว ความรู้สึกต่าง ๆ มันเหมือนกับตายไปด้วย ไม่สามารถเกิดความรู้สึกทางอารมณ์ได้เลย มีเพียงความรู้สึกจากเหตุผลที่คิดว่าควรจะเป็น
 
เวลามันไหลไปช้ามาก เหมือนนานเป็นชาติ กว่าแม่จะเดินลงไปชั้นล่างอีกครั้ง ฉันเดินตามแม่ไปอย่างอดทน(เพราะแม่เดินช้ามาก)
 
แม่เดินเข้าไปในลิฟต์ ฉันก็เดินตามเข้าไปด้วย ยายแก่ ๆ คนหนึ่งร้องไห้เหมือนจะเป็นจะตาย แม่ของฉันถามได้ความว่า เธอเป็นยายของเด็กหญิงที่ชื่อฟ้า และน้องฟ้าของเธอได้ตายไปแล้วเมื่อครู่ ข่าวนั้นทำให้แม่ฉันปล่อยโฮตามไปด้วย แม่จะเป็นอย่างไรเมื่อรู้ว่าฉันก็ตายไปแล้ว ถ้าอยู่ในภาวะปกติฉันก็คงร่วมบรรเลงความเศร้ากับพวกเขาเช่นกัน แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกเฉย ๆ
 
แม่มานั่งคอยหน้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง เธอยังคงสะอึกสะอื้นจากอาการเสียใจหรือความเครียดของหลาย ๆ วันที่ผ่านมา แต่ก็พยายามควบคุมอารมณ์ ฉันยืนอยู่ข้าง ๆ แม่ มองดูทุกอย่างผ่านไปมาอย่างช้า ๆ
 
พ่อกำลังเดินมาหาแม่ เขาถือถุงใส่ของใช้จิปาถะที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อในโรงพยาบาล มีกระดาษทิชชู่ มาม่า ขนม ของกิน เป็บซี่แบบกระป๋องหนึ่งแพ็ค และของใช้อื่น ๆ เขานั่งลงข้าง ๆ แม่
 
ฉันเริ่มนึกสงสัยว่าที่นี่มีคนตายตั้งมากมาย แล้วพวกเขาหายไปไหนกันหมด แล้วฉันล่ะ ที่สุดแล้วฉันจะต้องไปไหน และไปอย่างไร ? มันเป็นคำถามที่เด็กอายุ 11 ปี ยังเร็วไปที่จะหาคำตอบ ฉันไม่เคยคิดสงสัยเรื่องนี้มาก่อนเลย
 
ผู้ช่วยพยาบาลชุดเหลืองคนหนึ่งเข็นรถที่ใช้วางแก้วน้ำสเตนเลสผ่านหน้าฉันช้า ๆ ในระยะห่างพอสมควร เธอบังเอิญซุ่มซ่ามปัดถาดที่รองแก้ว มันค่อย ๆ ร่วงลงพื้นอย่างช้า ๆ มองดูเหมือนภาพสโลวโมชั่น ฉันมองมัน มันใช้เวลาพอสมควรทีเดียวกว่าจะตกกระทบพื้น แต่เสียงที่เกิดขึ้นกลับทำให้ฉันตกใจได้อย่างประหลาด ทั้งที่ฉันไม่ควรจะตกใจในเรื่องที่ฉันคอยเฝ้าดูอยู่แล้ว และรู้ว่าเสียงนั้นกำลังจะเกิดขึ้น
 
เคล้งงงงงงง!!!…
 
ฉันใจหาย รู้สึกเหมือนร่างกายถูกกระชากแรง ๆ ให้กระจายออกจากกัน รู้สึกเหมือนคนจมน้ำที่กำลังไขว้คว้าหาอะไรสักอย่างมาเกาะไว้ อากาศหายใจกำลังหมดลง…
 
แล้วฉันก็สะดุ้งตื่นขึ้น…
 
“แกเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ดีใช่ไหม? ผมหมายถึง แกดูเบื่อ ๆ …” เสียงผู้ชายคนนึงกำลังคุยอยู่ห่างออกไป
 
“อ่อ…ค่ะ ที่จริงแกพูดเก่งมากถ้าเจอคนถูกใจ” เสียงแม่หัวเราะเล็ก ๆ “และก็…แกเป็นเด็กไม่เรื่องมาก เลยชอบบ่นว่ารำคาญเด็ก ๆ วัยเดียวกันที่ค่อนข้างซุกซน ซึ่งดิฉันก็ว่าดีแล้ว”
 
“คือแกค่อนข้างมีโลกส่วนตัว แต่เราแทบจะไม่เคยมีปัญหากับแกเลย แกเลี้ยงง่ายมาก ๆ…” เสียงพ่อแทรกขึ้น
 
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ” เสียงชายคนนั้นสรุปอย่างอารมณ์ดี
 
ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นสักสิบเท่า ฉันยกมือตัวเองขึ้นมาตรวจดู ฉันจับมือตัวเอง นาฬิกาข้อมือหายไป มีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ที่หลังมือ และความรู้สึกหนึ่งทำให้ฉันหัวเราะ หึหึ ออกมา… ฉันยังไม่ตาย ฉันฝันไปน่ะเอง?
 
ทุกคนมารุมที่เตียง มีพ่อ แม่ และหมอ พวกเขาถามคำถามที่เหมือนท่องกันมา ฉันไม่ได้ตอบ แต่รู้สึกดีใจที่ได้เจอแม่ และ…
 
“ฟ้าตายแล้ว เด็กคนเมื่อวานตายแล้วเหรอ?” คำพูดแรกหลุดจากปากของฉัน ทุกคนเงียบ
 
และนั่นคือคำตอบ…จากประสบการณ์ 11 ปี ความเงียบ คือคำว่า “ใช่” และหมายถึงเรื่องแย่ ๆ ทุกอย่าง แต่ฉันไม่มีเหตุผลให้ต้องเสียใจกับคนที่เพิ่งรู้จักพูดคุยกันแค่วันเดียว ฉันแค่อึ้ง และอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง
 
“มีเป็บซี่แพ็คหนึ่ง…หนูกินได้ไหม?”
 
หมอส่ายหน้าบอกว่า ยังไม่ได้ แต่พ่อกับแม่เริ่มมองหน้ากันอย่างวิตก ฉันเริ่มรู้สึกสนุก
 
“พ่อซื้อของมาจากร้านข้างล่าง มีกระดาษทิชชู่ ผ้าขนหนู มีขนม…” ฉันสาธยายของทุกอย่างที่เห็นก่อนหน้านั้น “และแม่เจอยายของฟ้าในลิฟต์ใช่รึเปล่า?”
 
ตอนนี้แม่เริ่มมีน้ำตาคลอ และพ่อก็เอาแต่ถามว่า “ลูกรู้ได้ยังไง?”
 
“หนูฝันน่ะ…ฝันว่าตายแล้ว” ฉันหัวเราะด้วยคอที่แหบแห้ง
 
“ไม่มีใครตายเพราะผ่าตัดกระดูกหรอกนะ โดยเฉพาะถ้าหมอเป็นคนทำ” หมอพูดขึ้น ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มอย่างคนใจดี ทำให้พ่อกับแม่ผ่อนคลายขึ้น พวกเขาหัวเราะกลบเกลื่อนในสิ่งที่เกิดขึ้น
 
ไม่มีหมอคนไหนอยากยอมรับเรื่องแบบนี้ พอ ๆ กับไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากจะเชื่อว่าลูกของเขาได้ตายไป แม้เพียงในชั่วขณะหนึ่ง…
 
ทุกอย่างเกิดขึ้น และจบลง เหมือนฝัน…หรือมันอาจจะเป็นความฝันจริง ๆ ?
 
__________________________________
 
 
สรุป “ผี” ในความคิดของฉัน (ในกรณีที่ฉันไม่ได้ฝันไป)
 
1. ผี อาจจะเป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว หรือยังไม่ตายก็ได้
 
2. ผี ถอดเสื้อไม่ได้ เสื้อผ้าของผี คือชุดสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นผี
 
3. ผี เดินทะลุวัตถุที่ปิดสนิทจริง ๆ ไม่ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะผ่านรูเล็ก ๆ ได้หรือเปล่า
 
4. ผี เห็นภาพซ้อน ๆ เหมือนภาพที่มองผ่านแว่นสามมิติ และจะกะระยะไม่ค่อยถูก เหมือนคนสายตาไม่ดี เหมือนอยู่ในโลกเสมือนที่หลอก ๆ ตา
 
5. ผี มีปัญหาเรื่องลำดับก่อนหลังด้วย จะค่อนข้างสับสน ว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง เหมือนกับเส้นเวลาของผีมันมากระจุกรวม ๆ กัน ต้องใช้สติอย่างมากในการแยกแยะ
 
6. ผี มีเวลาที่แตกต่างจากคนมาก ๆ บอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเร็วกว่า หรือช้ากว่ากันแน่
 
7. ผี สามารถรับรู้และคิดโดยใช้เหตุผลได้ แต่ไม่สามารถรู้สึกโดยใช้อารมณ์ได้
 
8. ผี ไม่มีความสามารถ หรือความรู้ที่มากไปกว่าคน จะรู้แค่เรื่องที่เคยรู้โดยปกติเท่านั้น (บอกหวยไม่ได้)
 
9. ผี อาจได้รับผลกระทบจากเสียงมากกว่าอย่างอื่น
 
10. ผี ไม่เห็นตัวเองในลักษณะโปร่งแสง และไม่กลัวแสง แต่แสงจ้าทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยด้วยเหตุผลที่อธิบายไม่ถูก
 
11. ผี มีเสียงพูด เหมือนเสียงของคนที่พยายามพูดในน้ำ หรือเป็นเสียงในลักษณะที่มีคลื่นรบกวน บางทีก็เบาบางจนตัวเองแทบไม่ได้ยิน
 
12. ผี เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาดมาก ถ้าคุณบอกว่าเห็นผี ทุกคนจะบอกว่าโม้ แต่ถ้าคุณบอกว่าเคยเป็นผี ทุกคนจะบอกว่า “บ้า”
 
จากประสบการณ์จริงของแอดมิน
(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

10 Responses to “กาลครั้งหนึ่ง…เมื่อฉันกลายเป็น”ผี””

  1. Hi.Tree.Ka says:

    อืม … เราอ่านแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ แหละ ไม่อยากจะสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ก่อนวัยอันควร ^__^”

  2. annmaku says:

    มีคนเคยบอกว่าถ้าคนเราถ้าเคยตายไปครั้งหนึ่ง (ลักษณะแบบวิญญาณออกจากร่าง)
    แล้วพอกลับมาได้ บางอย่างจะไม่เหมือนเดิม จริงหรือเปล่า?

  3. ต้องรอ admin มาตอบ

  4. อืมมม… อันนี้แอดมินไม่แน่ใจน้า คงแล้วแต่บางคนมั้ง แต่สำหรับแอดมินไม่ค่อยมีอะไรพิเศษมากนะคะ อาจจะมีบ้าง เช่น รู้สึกว่าประสาทสัมผัสบางอย่างถูกรบกวนได้ง่ายขึ้น(คิดไปเองรึเปล่าไม่รู้)แต่ที่แน่ ๆ จะรู้สึกไม่กลัวตายค่ะ เราจะรู้สึกกับความตายแตกต่างไปจากเดิม อธิบายไม่ถูก

  5. annmaku says:

    คงเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง ก็เลยรู้สึกเหมือนพวกเดียวกัน เหมือนคนกลัวความตายหรือกลัวผีเป็นเพราะความไม่รู้เลยกลัว แต่พอรู้แล้วว่าตายเป็นอย่างไง ผีเป็นยังไงก็เลยไม่กลัว แบบนี้ใช่ไหมคะ

  6. ก็กลัวผีเหมือนกันนะ มันเป็นจินตนาการที่ฝังแน่น แต่ไม่ได้กลัวมาก แอดมินว่าคนเราน่าจะกลัวความมืดมากกว่ามั้ง แล้วก็กลัวตกใจ

    สมมติว่า ถ้าผีโทรมาบอกว่า “เดี๋ยวจะโผล่ออกไปแล้วนะ” คนเราคงไม่กลัวหรอก

    คนเรากลัวตกใจมากกว่า กลัวอะไรที่มันกะทันหัน ไม่รู้ ไม่ได้ตั้งตัวอะไรประมาณนี้ คือไม่ได้กลัวผีจริง ๆ

  7. เช่นการได้ยินเสียงโทรศัพท์ก่อนที่มันจะดัง เกี่ยวกับเรื่องนี้รึเปล่า

  8. ไม่รู้สิ สรุปไม่ได้หรอก มันไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ น่าจะเข้าเคสปัญหาควอเลียมากกว่านะ ไม่งั้นคนที่มีช่วงการได้ยินที่แคบหรือกว้างกว่าปกติ ก็ต้องเคยตายกันหมดล่ะสิ เป็นไปไม่ได้

  9. Anonymous says:

    ผมเป็นนะ แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องการได้ยินเพราะถึงดังวี้ๆแต่มันไม่ใช่เสียงจริงๆ ถ้าเป็นเสียงต้องได้ยินทางดู ตำแหน่งที่ดังมันต่างกัน

    ปล ผมไม่เคยตายและไม่เคยมีประสบการลึกลับอะไรครับ

  10. Anonymous says:

    *ทางหู

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า