"กา" เป็นสัตว์ที่เข้าใจเหตุผลได้อย่างน่าทึ่ง

คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินนิทานอีสปเรื่อง “กากับเหยือกน้ำ” ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่า กาตัวหนึ่งกระหายน้ำมาก มันบินไปเจอเหยือกปากแคบทรงสูง(คนโทน้ำ) อันหนึ่งที่มีน้ำอยู่แค่ก้น ๆ เท่านั้น มันไม่สามารถยื่นจะงอยปากไปถึงน้ำได้ มันจึงคิด คิด และคิด (แล้วก็ปิ๊งป่อง…คิดออก) มันจึงเอาก้อนกรวดเล็ก ๆ หย่อนลงไปในเหยือกทีละก้อน ทีละก้อน จนกระทั่งระดับน้ำมันเอ่อขึ้นมาที่ปากเหยือกสูงพอที่มันจะกินได้ และนิทานเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า จงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยสติปัญญา…
อีสปนั้นเป็นคนโบราณ เขาชอบแต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์ และมีหลายเรื่องที่เขาสื่อให้เห็นว่าสัตว์ที่โง่ คือ ลา และสัตว์ที่ฉลาด เจ้าเล่ห์ คือ กา (และชอบยกความชั่วร้ายให้สุนัขจิ้งจอก) ทำไมต้องเป็นแบบนั้นด้วยล่ะ ?
บางทีอีสปอาจจะมีความรู้จากการสังเกตธรรมชาติของสัตว์อยู่ในระดับที่น่าทึ่งก็ได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ ณ ปัจจุบันก็ยังต้องยอมรับว่ากานั้นเป็นสัตว์ที่ฉลาดมากจริง ๆ มันมีความโดดเด่นต่างจากนกอื่น ๆ และทำให้คำด่าที่ว่า “ไอ้สมองนก (birdbrain : ฝรั่งใช้เปรียบเทียบคนที่โง่เง่า)” เป็นอันต้องพิจารณาเสียใหม่
กา(Crow) เป็นสัตว์ที่คนมักมองมันในทางที่ไม่ดี เพราะพวกมันเป็นสัตว์กินเนื้อและขี้ขโมย แต่ความจริงแล้วมันสามารถนำมาฝึกให้เชื่องได้ พวกมันมีอายุยืน(เป็นนกที่มีอายุยืนที่สุด) และมีความเฉลียวฉลาดมาก มันสามารถคิดโดยใช้เหตุผล สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือ คิดแก้ปัญหา และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง จึงเป็นนกที่ได้รับความสนใจในวงการวิทยาศาสตร์และการทดลองมาก
จากการทดลองล่าสุดเกี่ยวกับสติปัญหาด้านการใช้เหตุผลของกา(New Caledonian crow) ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า นอกจากจะรู้จักใช้เหตุผลแล้ว พวกมันยังสามารถเชื่อมโยงเหตุผลที่ซับซ้อนเข้าด้วยกันได้ แม้ว่าต้นเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้นจะถูกซ่อนไว้ก็ตาม
การทดลองนี้ฟังดูเหมือนง่าย ๆ แต่ให้ความหมายที่ลึกซึ้ง เพราะความสามารถในการเชื่อมโยง คาดเดา เหตุและผล เป็นพื้นฐานของการพัฒนาความรู้ทั้งปวง
การทดลองจัดทำขึ้นโดยให้กา 8 ตัว มาไว้ในพื้นที่ปิดล้อมขนาดใหญ่ ให้มันเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือ คือแท่งไม้ เพื่อเขี่ยเอาอาหารที่อยู่ในกล่องออกมาจากรูเล็ก ๆ ข้างกล่อง ซึ่งพวกมันสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว  จากนั้นการทดลองก็เริ่มขึ้น โดยมีคน(ผู้ทำการทดลอง)เดินเข้าไปข้างใน ตรงกล่องใส่อาหารนั้น พวกกาบินหนี และเฝ้าดู 
ผู้ทำการทดลองเดินเข้าไปในที่กำบังสายตาที่มีรูพอให้ไม้แหย่ออกมาได้ เขาแหย่ให้ท่อนไม้โผล่ออกมาจากรูนั้น แล้วขยับไม้ไปมาให้นกเห็น จากนั้นก็หยุด แล้วเดินออกไป
เมื่อกามั่นใจว่าคนไปแล้วมันก็บินกลับมาเอาอาหารที่กล่องเช่นเดิม มันเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าหากมีไม้แหย่ออกมา หมายความว่ามีคนอยู่ มันสามารถเชื่อมโยงเหตุผลได้ว่า “คน เป็นเหตุให้ไม้โผล่ออกจากรู” แม้จะมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตาม 
ดังนั้น เมื่อมันมาเอาอาหาร มันจึงคอยตรวจสอบและเฝ้าระวังรูที่เคยมีไม้โผล่ออกมานั้น มันต้องละสายตาจากการพยายามเขี่ยอาหารหลายครั้ง เมื่อตรวจสอบรู 
อย่างไรก็ตาม จากการทดลองเห็นได้ชัดว่า พวกมันตรวจสอบรูนั้นน้อยลง หลังจากที่เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำ และมันเรียนรู้ว่าหลังจากที่คนเดินออกไปแล้ว ไม้นั่นจะไม่โผล่ออกมา เพราะมันรู้ว่าคนซึ่งเป็นเหตุให้ไม้โผล่ออกมานั้นจากไปแล้ว
การเข้าใจว่า คน เป็นผู้ขยับไม้ และเมื่อไม้หยุดเคลื่อนไหว แสดงว่าคนไม่อยู่แล้ว เป็นมากกว่าความรู้ที่เกิดจากเหตุและผล เพราะผู้ทำการทดลองซ่อนอยู่ในที่กำบัง กาไม่ได้เห็นพวกเขาขยับไม้จริง ๆ แต่พวกมันก็ยังสามารถสรุปได้ว่าคนมีผลต่อการขยับของไม้ แสดงให้เห็นว่าพวกมันสามารถเชื่อมโยงเหตุที่ซ่อนอยู่เข้ากับผลที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่น่าประทับใจมาก เพราะนั่นเป็นการสรุปโดยใช้สมมติฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จนถึงเดี๋ยวนี้ เราก็ยังเชื่อกันว่า แม้สัตว์บางชนิดจะรู้เหตุที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถสรุปสิ่งต่าง ๆ โดยการอนุมานจากเหตุที่ถูกซ่อนอยู่ได้ บางทีเราอาจจะต้องคิดกันใหม่เสียแล้ว
แอดมิน
http://www.bbc.co.uk/nature/19626912
http://blogs.discovermagazine.com

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า