ก่อนถึง"Zero Minute"ที่ฮิโรชิม่า(II)

ก่อนถึง “Zero Minute” ที่ฮิโรชิม่า (II)




วันที่ 6 สิงหาคม 1945 เวลา 09.13 น.
ที่บังเกอร์ป้องกันภัยทางอากศฮิโรชิม่า
ในย่านไซโจะ ด้านตะวันออกของฮิโรชิม่า มีคนเห็นเครื่องบินสามลำกำลังมุ่งหน้ามาทางฮิโรชิม่า จึงได้รีบแจ้งไปยังบังเกอร์ป้องกันภัยทางอากาศว่า มีเครื่องบินข้าศึกสามลำกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ขอให้ส่งสัญญาณเตือนภัยสูงสุด
ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงที่อยู่ห่างจากสะพานรูปตัวทีประมาณ 100 เมตร ผู้ประกาศข่าว มาซาโนบุ ฟูรูตะ ได้ยินระฆังเตือนภัยขณะที่เพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จ
วันที่ 6 สิงหาคม 1945 เวลา 09.13 น. 17 วินาที
บนเครื่องบินอีโนล่า เกย
 ์
เสียงเตือนภัยถูกเปิด เจ้าลิตเติ้ลบอยที่ปล่อยจากใต้ท้องมีอาการโคลงเคลงเล็กน้อยก่อนจะพุ่งตัวลงไปด้านล่าง ทิบเบตตบคันบังคับอย่างแรงทันที เพื่อให้เครื่องเลี้ยวกลับในมุมแคบอย่างรวดเร็ว เขามีเวลา 44 นาที นำเครื่องหนีออกให้พ้นแรงระเบิด ในขณะที่อีโนล่า เกย์ กำลังฉีกตัวหนี ลิตเติ้ล บอย ยังคงหล่นลงเรื่อย ๆ ตามแรงโน้มถ่วง จนความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วเสียง ผู้สังเกตการณ์บนเครื่องบินอีกลำเห็นกล่องวัดแรงระเบิดลอยสู่ตัวเมืองอย่างช้า ๆ มีร่มคอยชะลอความเร็ว

[บังเกอร์ป้องกันภัยทางอากาศ]

ชาวฮิโรชิม่าที่ยืนมองอยู่ต่างส่งเสียงเกรียวกราว ในห้องส่งวิทยุกระจายเสียง ฟูรูตะ พูดกรอกลงไปในไมโครโฟนว่า “มีเครื่องบินขนาดใหญ่ของข้าศึกสามลำ กำลังตรงเข้ามา…” เขามีโอกาสพูดได้แค่นั้นอาคารห้องส่งก็เอียงกระเท่เร่ลง ในขณะที่ตัวเขากระเด็นขึ้นไปบนอากาศ และก่อนที่เสียงไซเรนเตือนภัยจะดังขึ้น ก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกับท้องฟ้ากำลังหล่นลงมาทับเมืองฮิโรชิม่า
วันที่ 6 สิงหาคม 1945 เวลา 09.16 น. 1 วินาที
เป็นเวลาที่ซีโร่มินิตเกิดขึ้น มันมีผลกระทบต่อตัวเมืองอย่างฉับพลัน ในช่วงเสี้ยวที่เศษหนึ่งส่วนพันล้านวินาที อุณหภูมิ ณ จุดระเบิดเพิ่มขึ้น 60 ลัานองศาเซ็นติเกรด คือ มีความร้อนมากกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์ถึง 10,000 เท่า มีแสงแปลบปราบพุ่งขึ้นบนท้องฟ้า

[ชายคนหนึ่งนั่งตรงบันไดในบริเวณใกล้จุดระเบิด ระเหยเป็นไอทันที เหลือไว้เพียง…]

ในสามวินาทีแรก ผู้คนนับพันพูกเผาเป็นจุล บ้างกลายเป็นถ่ายร้อนแดง บ้างมีลักษณะคล้ายห่อผ้าที่มีควันพุ่งโขมง นกถูกเผาเป็นจุลกลางอากาศ อาคารที่เป็นโครงเหล็กหลอมละลายเป็นขี้ผึ้งถูกความร้อน ตามด้วยคลื่นความดันที่กระแทกเข้ามาด้วยความเร็วเท่าความเร็วเสียง บดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า กำแพงความดันกดดันสูง ๆ จะทิ้งลักษณะเกือบสุญญากาศไว้เบื้องหลัง ดูดอวัยวะภายในของร่างกายมนุษย์ออกจนหมด ไอโซโทปกัมมันตรังสีจะชอนไชเข้าไปในเนื้อและกระดูกของคนที่อยู่ในรัศมี 500 เมตร จากจุดระเบิด ส่งผลให้มีการตายในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกพื้นที่ในเขตนี้ว่า “รัศมีแห่งความกลัว”

[เถ้าถ่านมนุษย์กองพะเนิน พวกเขาตายโดยมิทันได้ลิ้มรสความเจ็บปวด]

ผู้คนประมาณ 80,000 คน เสียชีวิตทันทีในวินาทีแรกที่เกิดการระเบิด อีกหลายพันคนเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการถูกไฟเผา และจากการแผ่รังสีพิษ ในจำนวนนี้รวมถึงนายกเทศมนตรีรวมถึงหลานสาวที่นำมาอยู่ด้วยเพื่อความปลอดภัย

[นอกจากผู้ที่ล้มตายไปแล้ว ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับเคราะห์กรรมยิ่งกว่าความตาย]

ห่างออกไป 15 กิโลเมตร คลื่นความสั่นสะเทือน หรือช็อคเวฟ พุ่งเข้ากระแทกอีโนล่า เกย์ อย่างรุนแรง คล้ายถูกโจมตีด้วยอาวุธข้าศึก ทิบเบตต้องพยายามเต็มที่ในการควบคุมเครื่องบินให้ได้ ภายในรังปืนท้ายเครื่อง พลปืนมองด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นกลุ่มควันขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อมองไปยังพื้นดินพบว่าเมืองฮิโรชิม่าถูกลบหายไปแล้ว

[ดอกเห็ดยักษ์แห่งความตายของชาวฮิโรชิม่า]

เขาใช้กล้องบันทึกภาพเมฆรูปดอกเห็ดยักษ์ที่ลอยตัวขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟีย (บรรยากาศชั้นบนสุด) เอาไว้ เขาตกตะลึงถึงขั้นบันทึกไว้ในสมุดบันทึกว่า เป็นภาพที่ลืมไม่ลงจริง ๆ แม้ว่าอายุยืนยาวต่อไปอีกร้อยปี ก็ไม่อาจลืมภาพนี้ได้

[เมืองฮิโรชิม่า หลังถูกถล่มด้วยปรมาณู]

ข้อมูลลับที่เกี่ยวข้อง(ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน)
1. คำว่า “แมนฮัตตัน โปรเจคท์” ที่ให้กับโครงการสร้างระเบิดปรมาณู ใช้ชื่อตามกรมทหารช่างเขตแมนฮัตตัน ที่ใช้เป็นสถานที่ทำการวิจัยสร้างระเบิด
2. มูลค่าในการวิจัย และสร้างระเบิด ต้องใช้งบประมาณถึง 1.8 พันล้านดอลล่าร์ หากคิดเป็นเงินปัจจุบันก็ตกประมาณ 18 พันล้านดอลล่าร์ ระเบิดดังกล่าวมีแรงระเบิดเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 19,000 ตัน
3. ระยะแรก ๆ ฮิโรชิม่าและนากาซากิ ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักในการทิ้งระเบิด แต่กำหนดเอานครโตเกียวเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่มีผู้คัดค้าน เพราะจะเป็นการทำลายศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น
4. หลักการออกแบบระเบิดลิตเติ้ลบอย คือ การยิงยูเรเนียม-235 จำนวน 32 กิโลกรัม ไปยังยูเรเนียม-235 จำนวนเท่ากัน
5. ผลการทำลายล้าง ประชากรฮิโรชิม่าจากจำนวนทั้งหมดสองแสนคน 32,800 คนเสียชีวิตทันที และเสียชีวิตจากผลกระทบของระเบิดในอีก 5 ปีต่อมา ส่วนที่นากาซากิ มีคนเสียชีวิต 70,000 คนจากประชากรทั้งหมด 259,000 คน

[ชายผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูในฮิโรชิมา…เขาควรจะดีใจจริงหรือ?]

6. สี่วันหลังจากที่ถูกถล่มด้วยปรมาณู 2 ครั้ง บรรดาผู้นำของทหารญี่ปุ่นยังไม่ยอมแพ้ เพราะเชื่อว่ากลยุทธิ์การโจมตีแบบพลีชีพยังคงมีความเป็นต่อ จนกระทั่งวันที่ 14 สิงหาคม พระเจ้าจักรพรรดิได้ทำการลงนามในใบประกาศยอมแพ้ เนื่องจากไม่อาจทนเห็นการสูญเสียชีวิตของประชาชนได้อีกต่อไป มีการลงนามยอมแพ้อย่างเป็นทางการในวันที่ 13 สิงหาคม 1945 บนเรือรบ ยูเอส.เอส.มิสซูรี่
7. หลังจากขนส่งระเบิดปรมาณูไปยังเกาะทีเนียนแล้ว ในเที่ยวกลับ เรือรบ ยู.เอส.เอส อินเดียนาโปลิส ถูกโจมตีด้วยเรือดำน้ำญี่ปุ่น ลูกเรือ 850 นาย ต้องลอยคออยู่กลางทะเลถึง 4 วัน ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือ และในจำนวนนั้นเสียชีวิตเพราะถูกฉลามทำร้าย จนเหลือรอดเพียง 300 นาย เท่านั้น
8. ผลกระทบที่ตามมา หลังการระเบิดคือ ลูกที่เกิดจากแม่ที่ได้รับกัมมันตรังสี มีความพิการทั้งทางร่างกายและจิตใจทั้งสิ้น
9. เมื่อสงครามสงบ ฝ่ายพันธมิตรพบว่าญี่ปุ่นกำลังทำการวิจัยเพื่อสร้างระเบิดปรมาณูมาตั้งแต่ปี 1940 แล้วเช่นกัน และทำเกือบสำเร็จ
10. หนึ่งปีหลังสงครามสงบ สหรัฐฯผลิตระเบิดปรมาณูได้หลายสิบลูกจนถึงกลางปี 1980 ทั้งโลกมีหัวรบนิวเคลียร์สะสมไว้ถึง 23,000 ลูก
11. วาทะสำคัญของประธานาธิบดีแฮรี่ ทรูแมน คือ “มีแต่ระเบิดปรมาณูเท่านั้น ที่จะสามารถยุติสงครามได้”

[แฮรี่ ทรูแมน ผู้ตัดสินใจยุติสงครามด้วยการฆ่าผู้บริสุทธิ์นับแสน]

แอดมิน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ทวีชัย สุวพานิช

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า