คนเราควรมีสิทธิ์ที่จะพูดถึงความกลัว

ตลอดเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา มีหลายอย่างที่แอดมินได้เรียนรู้จากพ่อ ยกเว้นแต่ความกลัว พ่อไม่เคยสอนให้กลัว ไม่ชอบให้แสดงความอ่อนแอ อันที่จริงการพูดถึงความหวาดหวั่นหรือคร่ำครวญถึงความโชคร้ายแทบจะเป็นหัว ข้อต้องห้ามระหว่างเรา ความพ่ายแพ้และความเจ็บปวดใด ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ควรกล่าวย้ำ เราปล่อยให้มันผ่านเข้ามาและผ่านออกไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น…

เราอาจเป็นพ่อลูกที่เหมือนกันมาก ๆ และต่างกันอย่างสุดขั้ว เรามีแนวความคิดที่ต่างกัน แต่ไม่มีใครเข้าใจพ่อเท่าแอดมิน และแอดมินก็รู้ว่าไม่มีใครรู้จักแอดมินเท่ากับพ่อ เราอาจพูดกันทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ต้องการสื่อสารจริง ๆ นั้นกลับต้องคุยกันผ่านทางสายตาและคำพูดที่กำกวม เพราะส่วนมากมันจะเข้าข่าย “หัวข้อต้องห้าม”

นั่นทำให้แอดมินเรียนรู้ที่จะ ฟัง พูด ถกเถียง กับเขาด้วยสายตา และตีความคำพูดไร้ความหมายให้เป็นอะไรสักอย่างให้ได้ เชื่อเถอะว่าถ้าคุณรู้จักฟังด้วยสายตา คำพูดใด ๆ ล้วนไร้สาระ ความจริงนั้นประกาศตัวเองอยู่ในแววตา…และมันเสียงดัง

แต่ถึงกระนั้นในแววตาของพ่อก็ไม่เคยประกาศความหวาดกลัว เขาเป็นชายร่างเล็กที่เก่งไปเสียทุกเรื่อง เขาทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งรู้สึกยิ่งใหญ่และกล้าหาญเสมอ เขาไม่อนุญาตให้ลูกสาวกลัว หากเขายังไม่กลัว ไม่ชอบให้บ่น หากเขายังไม่บ่น มันเป็นอย่างนี้เสมอมา…จนเป็นความเคยชิน…และชา

สัปดาห์ที่แล้วพ่อต้องเข้ารับการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจ พ่อและแอดมินไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักที่จะทำตัวให้เป็นปกติจนถึงวันนัด อันที่จริงพ่อแทบจะไม่ใส่ใจเลย ในขณะที่แม่กังวลจนอยู่ไม่ติด เราสองคนได้แต่มองดูเธอไหว้เจ้าแทบทุกประเภทที่คิดออกโดยพยายามจะไม่ปริปาก พูดอะไร นั่นเป็นการใจร้ายหรือเปล่าที่คนเราไม่สามารถที่จะพูดถึงความกังวล?

แอดมินมั่นใจในตัวพ่อพอ ๆ กับที่เขามั่นใจในตัวเอง ไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด หมอนัดให้พ่อนอนโรงพยาบาลก่อนวันผ่าตัดสองวันเพื่อเตรียมความพร้อม พ่อเดินเข้าไปในห้องพักอย่างคนปกติคนหนึ่ง แอดมินตามไปส่งเขา มันก็เป็นเหมือนกับวันธรรมดา ๆ วันหนึ่งเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่เท่านั้น พยาบาลบอกให้พ่อเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดโรงพยาบาล เขาก็เข้าไปเปลี่ยนเสื้อ แล้วเดินออกมา…

ชั่วขณะหนึ่งมันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก แอดมินแทบไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้ในชุดของโรงพยาบาล มันเหมือนกับการยืนเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก ชุดโรงพยาบาลทำให้ผู้คนดูอ่อนแอและเจ็บป่วยเกินจริงเสมอ… ในใจนึกบ่นคนออกแบบชุดคนไข้พวกนี้ว่ามันช่างไม่ส่งเสริมกำลังใจเอาเสียเลย ชายเสื้อด้านหนึ่งของเขาห้อยลงมาไม่เท่ากันเพราะพ่อผูกเชือกผิด มันน่าตลกเหลือเกิน ชายที่ทำเป็นทุกอย่าง…ใส่เสื้อของโรงพยาบาลไม่เป็น

แอดมินเดินเข้าไปแก้เชือกพวกนั้นเงียบ ๆ แล้วผูกให้เขาใหม่ ปกติแล้วถ้าแอดมินทำอะไรให้เขา เขาจะทำเป็นบ่นแก้เขิน แต่วันนี้เขายืนนิ่ง ๆ ให้ทำโดยไม่พูดอะไร ทำให้แอดมินยิ่งรู้สึกว่าตนเองกำลังอยู่กับใครก็ไม่รู้ ใครบางคนที่ไม่ใช่พ่อ…และเริ่มรู้สึกหวาดกลัวจนมือสั่น…ความหวาดกลัวที่ พ่อไม่เคยอนุญาตให้มี…

พ่อพยายามก้มหน้าลงมาสบตา คิดจะโชว์พาวเวอร์ล่ะสิ แอดมินรู้ทุกครั้งที่พ่อต้องการมองหน้าและจะตอบสนองทุกครั้งอย่างท้าทาย นัยหนึ่งเพื่อบอกให้เขารู้ว่า “เรื่องแค่นี้มันเล็กน้อยสำหรับหนู” แต่ครั้งนี้แอดมินปฏิเสธที่จะสบตาเขา ปฏิเสธที่จะยอมรับว่า ลูกของพ่อ…กำลังหวาดกลัวเหลือเกิน…

ช่วงเวลาที่แย่ที่สุดคือช่วงเวลา 6 ชั่วโมงที่พ่ออยู่ในห้องผ่าตัด บางทีผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอาจคิดว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดง ความหวาดกลัวหรือไม่เช่นนั้นเขาก็จะทำให้ทุกคนเสียขวัญไปด้วย และวันนี้แอดมินก็ต้องทำหน้าที่นั้นแทนพ่อ เพราะแม่เริ่มจะน้ำตาคลออีกแล้ว แม่เปราะบางเสมอสำหรับเราสองคน แอดมินเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ร้องไห้ เพราะแม่จะร้องนานกว่า…

สิ่งที่แย่กว่าการรอคอย คือญาติ ๆ ที่เริ่มทยอยกันมาเป็นกำลังใจ พวกเขาก็ไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไปที่ชอบให้กำลังใจทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ากำลังใจคืออะไร และควรแสดงออกมาอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวบุคคล… ผู้คนมากมายกับคำปลอบใจที่ผิดวิธียิ่งทำให้แม่เกิดความกดดัน เพราะมันยิ่งส่งเสริมให้รู้สึกถึงสถานการณ์ที่ผิดปกติ แอดมินอยากจะไล่ให้พวกเขากลับไปเสีย แต่ทำได้เพียงพูดคำสวัสดีและขอบคุณ

พวกลูกค้าของพ่อที่ไม่ใช่ญาติก็เริ่มทยอยกันมาอีก แอดมินเข้าใจว่ามันคือน้ำใจ คนพวกนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรและยิ่งทำให้บรรยากาศดูพลุกพล่านซึ่งมันไม่ดีต่อ ความรู้สึกของแม่ และหากคุณเป็นคนที่สามารถได้ยินสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตา แม้แต่ความเงียบก็เกิดเสียงดังได้… ความเห็นใจ ความอยากรู้อยากเห็น และความกระหายฉากดราม่าที่อาจเกิดขึ้น…

เวลา 6 ชั่วโมงที่เหมือนจะไม่สิ้นสุด ผู้คนที่มาให้กำลังใจและเสียงสะอื้นของแม่เพิ่มความยาวนานของมัน แอดมินไม่รู้เลยว่าจากนาทีนี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับพ่อจริง ๆ “ความสูญเสีย” หรือ “ความเห็นใจ” กันแน่ที่จะเป็นภาระหนักหนาที่ต้องแบกเอาไว้มากกว่ากัน…

เวลา 6 ชั่วโมง ที่แอดมินอยากให้พ่อออกมาเสียที และอยากจะบอกกับเขาว่า คนเราสมควรมีโอกาสที่จะพูดถึงความหวาดกลัวให้คนที่เข้าใจมันได้รับฟัง แม้เขาจะไม่อยากได้ยิน แทนที่จะพูดกับคนอื่นที่อยากได้ยิน…แต่ไม่มีวันเข้าใจ

เมื่อไม่มีเขาอยู่ตรงนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดูใหญ่เกินไป ทุกความรับผิดชอบที่เคยมั่นใจว่าต้องทำได้…ก็เหมือนจะใหญ่เกินตัว

บางทีพ่ออาจจะรับรู้มันก็ได้ หมอออกมาบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว และพ่อก็รู้สึกตัวเร็วมาก เขาอนุญาตให้แม่กับแอดมินเข้าไปในห้องพักสังเกตอาการ แต่แม่กลัวที่จะเห็นเครื่องมือแพทย์ที่ค่อนข้างจะเยอะในห้องนั้น ก็เลยให้แอดมินเข้าไปก่อน

เครื่องช่วยชีวิตมากมายถูกต่อเข้ากับตัวพ่อ แอดมินไม่รู้และไม่อยากรู้ว่ามันใช้ทำอะไรบ้าง แต่มันให้ความรู้สึกหดหู่พิลึก พ่อตื่นแล้วแต่เขาขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้เพราะมีท่อช่วยหายใจอยู่ที่ปาก พยาบาลชมว่าพ่อเป็นคนไข้รายแรกที่ฟื้นเร็วมากและมีสติดีทุกอย่างจนน่าทึ่ง แน่นอน…ไม่ว่าจะอย่างไร สำหรับแอดมินพ่อไม่เคยเป็นอะไรที่น้อยไปกว่าความน่าทึ่ง เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะน่าแปลกใจ…

แอดมินเดินไปที่ข้างเตียง คิดหาคำพูดที่จะพูดกับเขา ในสภาพที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้แอดมินไม่รู้จะพูดอะไร พ่อไม่ชอบให้ปลอบใจอยู่แล้วนั่นคงไม่จำเป็น จึงบอกเขาว่า “หมอเค้าแถมเฟอร์นิเจอร์ให้ป๊าเพียบเลยนะนี่ มีจอทีวีส่วนตัว กับท่อปะปาแบบพกพาด้วย” การทำเสียงให้ร่าเริงไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่น้ำตาเจ้ากรรมมันก็หยดลงมา…มันนานเท่าไหร่แล้วนะที่พ่อไม่เคยเห็นน้ำตา ของลูกสาว?…มันนานเสียจนไม่แน่ใจว่าเขาเคยเห็น

ความไม่พอใจปรากฏขึ้นในสายตาของเขา พ่อขยับมือที่มีสายรุงรังทำท่าเขียนหนังสือ พยาบาลพยายามเอามือเขาลงเพราะไม่อยากให้ขยับ แต่หมอบอกว่าไม่เป็นไรแล้วเอากระดาษปากกาให้ เขาเขียนหนังสือด้วยความมีสติ ข้อความแรกของเขาบอกว่า…

“อย่ามาดูถูกป๊านะ”

แอดมิน

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า