ความจริงเกี่ยวกับความจำ

มีคำกล่าวว่า…

“หากเราสามารถจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ก็มีโอกาสสูงมากที่เราจะป่วยทางจิตพอๆกับผู้ที่จำอะไรไม่ได้เลย” (William James)

กล่าวกันว่าตัวตนของเราคือบทสรุปของสิ่งที่เราจำได้ ประสบการณ์และความทรงจำทุกอย่างบ่งบอกว่าคุณคือใคร แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่คุณอยากเป็นหรือไม่ก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนมากก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบความจำของตัวเองน้อย มาก และมักพูดว่า “ฉันเป็นคนที่มีความจำแย่” นั่นอาจหมายถึงเขาสามารถจัดการความจำได้ไม่ดีนักหรือไม่รู้จักวิธีที่ถูก ต้อง คนเราชอบเอาสมองของตนเองไปเปรียบเทียบกับหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ แต่ที่จริงระบบความจำของเรานั้นแตกต่างและซับซ้อนกว่านั้นมาก


ต่อไปนี้คือความจริงที่น่าสนใจ 10 ประการ เกี่ยวกับความทรงจำของเรา ซึ่งได้รับการรีวิวจากนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความจำ (Professor Robert A. Bjork)

—————————————————————–

1. ความทรงจำเป็นสิ่งที่ไม่เคยสูญสลายไป

ทุกคนอาจเคยมีประสบการณ์ความหงุดหงิดเกี่ยวกับ “การนึกไม่ออก” ทั้งที่เคยรู้หรือที่เรียกว่าอาการลืม เช่น นึกไม่ออกว่าบุคคลที่เคยรู้จักนั้นชื่ออะไร นึกไม่ออกว่าจอดรถไว้ตรงไหนกับแน่ และเราก็คิดว่าความทรงจำของเรามันสามารถหมดอายุหรือสูญหายไปไม่ต่างจากผลไม้ ที่เน่าเสียเมื่อผ่านกาลเวลา แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความทรงจำของเราไม่เคยหายไปไหนเพราะหน่วยเก็บความจำในสมองนั้นไร้ขีดจำกัด แต่หากเราไม่ได้ใช้ข้อมูลนั้นบ่อยๆ เราจะเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ความเป็นจริงคือไม่ใช่ข้อมูลหายไปแต่ความสามารถในการเรียกใช้ข้อมูลจะลดลง ซึ่งหมายความว่า เรายังคงจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ไม่สามารถเรียกใช้ได้ทุกอย่าง

—————————————————————–

2. การลืมมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้

อาจฟังดูขัดกับสามัญสำนึกที่จะบอกว่าการลืมช่วยให้เราเรียนรู้ แต่ลองมาคิดดูว่า หากสมองสามารถเรียกใช้ทุกอย่างที่มันเก็บไว้ได้ตลอดเวลา นั่นฟังดูเหมือนเป็นสมองที่น่าทึ่งดี แต่นั่นจะหมายความว่าในขณะที่เรากำลังคิดว่าจอดรถไว้ตรงไหนนั้น สมองจะเรียกข้อมูลที่จอดรถทั้งหมดที่เราเคยจอดขึ้นมาแสดง และเราต้องเลือกหนึ่งข้อมูลที่ถูกต้องจากข้อมูลมหาศาลที่คล้ายจะมีความสำคัญ เท่าเทียมกันไปหมด นั่นจะทำให้สมองและการตัดสินใจของเราช้าลงมากจนไม่มีเวลาจะทำอย่างอื่น

แต่เชื่อมั๊ยว่าโครงสร้างของสมองที่สามารถจดจำและเรียกใช้ทุกอย่างได้นั้น มันง่ายกว่าระบบที่เราเป็นเจ้าของอยู่ในปัจจุบัน วิวัฒนาการของเราก้าวข้ามสิ่งนั้นไปแล้วและพัฒนาระบบตัวช่วยที่จะโยนข้อมูล เก่าๆและขยะที่เราไม่ได้ใช้ใส่เข้าไปในกล่องที่เรียกว่า “การลืม” เพื่อให้ข้อมูลล่าสุดที่รับเข้ามานั้นมีความสำคัญมากกว่า เรียกใช้ได้เร็วกว่า

สมองที่ลืมได้มีประโยชน์กับโลกของความจริงมากกว่าสมองที่จำได้ทุกอย่าง มันช่วยให้เราเรียนรู้เพราะในขณะที่เราเข้าถึงข้อมูลขยะไร้ประโยชน์ได้น้อย ลง ข้อมูลสำคัญที่มีประโยชน์จะถูกหยิบใช้ได้ง่ายและเป็นตัวเลือกแรกๆที่สมองจะ นำเสนอแก่เรา

—————————————————————–

3. ความทรงจำที่หายไป สามารถเรียกคืนได้

แม้ว่าข้อมูลบางอย่างเราได้ลืมไปนานมากแล้วจนเราไม่คิดว่าจะมีมันหลงเหลือ อยู่อีกแล้ว หรือไม่สามารถเข้าถึงมันได้อีกแล้ว แต่มันก็จะยังอยู่ที่นั่นและรอวันที่จะถูกใช้งานหากได้รับการกระตุ้นที่ เหมาะสม สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าข้อมูลความทรงจำนั้นไม่เคยสูญสลายไปจริงๆ สังเกตจากการที่เราได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเป็นครั้งที่สอง แม้ก่อนหน้านี้เราจะจำมันไม่ได้เลยสักนิดเดียว แต่การเรียนครั้งที่สองจะดึงทุกอย่างออกมาเองและทำให้มันง่ายและรวดเร็วขึ้น มาก

นักจิตวิทยาบางกลุ่มที่เชื่อเรื่องการถ่ายโอนข้อมูลของสิ่งที่เรียกว่าจิต วิญญาณ(การเวียนว่ายตายเกิด) เชื่อว่าพรสวรรค์ส่วนบุคคลคือความทรงจำจากชีวิตก่อนหน้า เหมือนการที่คนเราไม่เคยลืมวิธีขี่จักรยาน แม้ว่าวันหนึ่งเขาจะลืมไปว่าจักรยานคืออะไร

—————————————————————–

4. การนึกถึงความทรงจำเก่าๆอาจบิดเบือนมันได้

เป็นเรื่องแปลกและฟังดูไม่สมเหตุสมผลหากจะคิดว่าการนึกถึงความทรงจำเก่าๆอาจ ทำให้มันเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนไปจากความจริงได้ และการนึกถึงสิ่งหนึ่งในอดีตก็ยังทำให้สิ่งอื่นๆที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน นั้นเลือนลางลงได้อีกด้วย

เมื่อเรานึกถึงความทรงจำหนึ่งในอดีต ความทรงจำนั้นจะชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบกับความทรงจำในเวลาเดียวกันที่เราไม่ ได้นึกถึง เช่น หากตอนเด็กๆเรามีเพื่อน 10 คน เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาจะจัดอยู่ในควาามทรงจำที่เท่าเทียมกัน แต่วันหนึ่งคุณนึกถึงคนใดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้นขึ้นมา เขาจะชัดเจนขึ้นในความทรงจำ ระบบความจำของเราจะทำการเทียบความสำคัญและทิ้งให้คนอื่นๆถูกเก็บเข้ากรุและ ค่อยๆถูกลืมไป

หรือเมื่อเรานึกถึงของขวัญวันเกิดที่เราได้รับสมัยเด็กๆ เช่น ยานอวกาศเลโก้ ความไม่สมบูรณ์ของการกู้คืนข้อมูลทำให้เราพยายามเติมเต็มรายละเอียดของมัน เลโก้ที่เรานึกถึงจะมีลักษณะที่ต่างออกไปจากความจริงและเราจะจัดเก็บข้อมูล ที่บิดเบือนนั้นไว้อีกครั้ง

ความทรงจำบางอย่างที่เรานึกถึงบ่อยๆอาจถูกเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนไปมากจนเราแยกไม่ออกเลยว่ามันคือความจริงหรือเปล่า

—————————————————————–

5. ความทรงจำเป็นสิ่งที่ไม่เสถียรและเชื่อถือไม่ค่อยได้

ความจริงก็คือ กิจกรรมธรรมดาอย่างการนึกถึงอดีตก็สามารถทำให้ความทรงจำเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ซึ่งก็หมายความว่าความทรงจำของเราเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและไม่มีความเสถียรเอา เสียเลย คนส่วนมากชอบคิดว่าความจำของตนเองเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ เราลืมไปว่าเราจะต้องลืม และเรามักคิดว่า “ฉันไม่มีทางลืมเรื่องนี้แน่นอน”

ลองมองไปยังวัตถุที่คุ้นตาสักชิ้นหนึ่ง จดจำรายละเอียดของมันเอาไว้ จากนั้นก็วาดภาพมันจากความทรงจำดูสิ แล้วจะรู้ว่ามันเป็นการประสาทแค่ไหนที่จะเชื่อถือความทรงจำของตนเอง

—————————————————————–

6. เรามักคาดการณ์เข้าข้างตัวเอง

ทุกคนต้องมีประสบการณ์นี้แน่นอน… คุณคิดอะไรออกอย่างหนึ่งและมันก็เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมไปเลย และคุณก็คิดว่าสิ่งที่สุดยอดขนาดนี้ไม่มีทางที่คุณจะลืมมันไปได้เด็ดขาด ดังนั้น จึงไม่ได้เสียเวลาที่จะจดมันลงไป และหลังจากนั้น 10 นาที คุณก็จำได้แค่ว่าคุณคิดอะไรที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แลมันก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

การศึกษาในปี 2005 (by Koriat and Bjork) แสดงปรากฏการณ์นี้ชัดเจน ผู้ร่วมการทดลองจะได้ทราบคำเป็นคู่ เช่น “แสง-โคมไฟ” แล้วถูกถามว่ามั่นใจแค่ไหนว่าทุกครั้งที่เจอคำว่า “แสง” จะตอบว่า “โคมไฟ” อาสาสมัครทั้งหมดมีความมั่นใจอย่างมหาศาลว่าเขาไม่มีทางลืมแน่นอน เพราะคำเป็นคู่เหล่านั้นมันจำง่ายและบ่งบอกซึ่งกันและกันอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงเมื่อผ่านไปสักครู่ เมื่อพวกเขาเจอคำว่า “แสง” ทุกอย่างที่เกี่ยวกับแสงก็เข้ามาในสมอง เช่น “หลอดไฟ” และ “สี” การจำคำตอบที่ถูกต้องไม่ง่ายอย่างที่พวกเขาคิดเลย

—————————————————————–

7. การท่องจำทำให้การเรียรู้ของสมองต่ำลง

เราคงเคยรู้สึกฉลาดเมื่อนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ทันที และรู้สึกโง่หากต้องใช้เวลานาน แต่สำหรับการเรียนรู้ เราควรจะรู้สึกกลับกันจึงจะถูก เพราะเมื่อเรานึกบางอย่างขึ้นมาได้ทันทีแสดงว่ามันยังไม่ได้ผ่านกระบวนการ คิดเลย และเราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไร แต่เมื่อเราต้องใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะดึงมันออกมาใช้ บางอย่างที่แสนวิเศษเกิดขึ้น… เรากำลังเรียนรู้

นั่นเป็นเหตุผลในการที่เราต้องทำข้อสอบ การนำความรู้ที่เรามีมาประยุกต์ใช้ในการแก้โจทย์เป็นการทำให้ความจำในส่วน นั้นแข็งแกร่งและมีชีวิตชีวาขึ้น การทำแบบทดสอบช่วยทำให้การเรียนรู้ของเราก้าวกระโดดและผลิดอกออกผล อย่างมหาศาล ในขณะที่การนั่งท่องตำราและจดจำมันได้ทั้งเล่ม…ไม่ได้ช่วยอะไร

—————————————————————–

8. การเรียนรู้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

เคยสังเกตรึเปล่าว่า สิ่งที่เราเรียนรู้ภายใต้สภาพแวดล้อมหนึ่ง เช่น ในห้องเรียน มันยากที่จะนึกขึ้นมาได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง นั่นเป็นเพราะการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบรอบตัวเป็นอย่างมาก ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ที่นั่นในตอนนั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบๆตัว และวิธีการที่เราจดจำก็มีสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบ และเราก็พบว่ามันจะดีที่สุดหากเราได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งในสภาพแวดล้อมต่างๆ กันออกไป จะช่วยให้สิ่งนั้นไม่ติดอยู่กับสภาพแวดล้อม นั่นส่งผลดีกว่าในระยะยาว

—————————————————————–

9. การรีโหลดหน่วยความจำสมอง

ถ้าเราหัดทำอะไรซักอย่าง สมมติว่าหัดเล่นเทนนิส บางคนอาจจะคิดว่ามันคงดีกว่าถ้าเราใช้เวลาในสัปดาห์แรกเพื่อหัดเสิร์ฟ สัปดาห์ต่อมาเพื่อหัดทำแบ็คแฮนด์ และอีกสัปดาห์ต่อมาเพื่อหัดทำฟอร์แฮนด์ แล้วต่อไปทำไงล่ะ? ก็เอาความรู้ทั้งหมดมารวมกันใช่ไหม?

หลายคนคิดว่าการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆจนเกิดความชำนาญไปทีละอย่างนั้นเป็น ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ดี นั่นอาจถูกต้องเพียงบางส่วน เพราะที่จริงเราจะเรียนรู้ได้ดีและรวดเร็วที่สุดหากเราฝึกทำหลายอย่างไป พร้อมกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการ “รีโหลด” ข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

การเรียนรู้เกิดจากการดึงข้อมูลเก่าขึ้นมา อัพเดทข้อมูลใหม่ลงไป และต่อยอดไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดทักษะและความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในแต่ละครั้งที่เราสลับโหมดการทำงานจากอย่างหนึ่งไปยังอีกอย่างหนึ่งข้อมูล จะถูกรีโหลดใหม่พร้อมรอการอัพเดท ต่างจากการทำสิ่งเดิมซ้ำๆติดต่อกันไปนานๆ แต่เราต้องเลือกทำให้เหมาะสม

—————————————————————–

10. การเรียนรู้อยู่ภายใต้การควบคุมของเราเสมอ

ในขณะที่เราคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปเรื่องความจำ แต่เรากลับประเมินความสามารถในการควบคุมการจดจำและเรียนรู้ของตัวเองต่ำเกิน ไปเสมอ เรามักคิดว่าทุกอย่างมันก็เป็นอย่างนั้นตามธรรมชาติ ยากที่จะเรียนรู้ มันเกิดขึ้น และแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อการนึกถึงความทรงจำสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของมันได้ นั่นก็หมายความว่าเราสามารถควบคุมมันได้เช่นกัน

ในปี 2008 นักจิตวิทยาได้นำความรู้นี้มาใช้รักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวาดกลัวหรือผู้ที่ ได้รับประสบการณ์อันเลวร้ายและต้องทนทุกข์ทรมานกับความทรงจำนั้น โดยให้พวกเขานึกถึงความทรงจำดังกล่าวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและปรับเปลี่ยน อารมณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น พูดง่ายๆก็คือ อันที่จริงเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะจำอะไร แบบไหน และปรับแต่งมันได้

ζ-Zeta S.
อ่านเพิ่มเติม

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า