จักรพรรดิองค์สุดท้าย

จักรพรรดิองค์สุดท้ายวัย 2 ชันษา

เมื่อวานได้อ่านประวัติของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน เพราะบังเอิญเห็นตัวอย่างภาพยนต์เก่าเรื่องนึงเข้า เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยเอามาลงเป็นบทความให้อ่านกันค่ะ อ่านเรื่องนี้แล้วก็ปลงนะ ชีวิตเราไม่แน่นอนจริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่ามีใครคนนึงที่เคยเป็นทุกสถานะ ตั้งแต่จักรพรรดิ ประธานาธิบดี สามัญชน นักโทษ คนสวน ฯลฯ อ่านจบหาหนังมาดูประกอบด้วยก็ได้ค่ะ…
ราชวงศ์ชิงขึ้นปกครองประเทศจีนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1644 แต่ต่อมาอำนาจของระบอบจักรพรรดิเริ่มสั่นคลอน เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 1800 เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ฝักใฝ่สาธารณรัฐขึ้นและเริ่มแพร่หลายทำให้ระบอบจักรพรรดิเริ่มอ่อนแอลง
หลังจากพระจักรพรรดิเซียนเฟิงสวรรคตในปี 1861 พระนางซูสีไทเฮาพระมเหสีปฏิเสธที่จะย้ายออกจากวัง และขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระราชโอรสวัย 6 ชันษา พระนางเป็นผู้ปกครองที่ปราศจากความปราณี จนได้รับขนานนามว่านางพญามังกร
ครั้นแล้วพระราชโอรสของพระนางก็สิ้นพระชนม์ลงในปี 1875 พระนางก็ยังคงยึดอำนาจไว้ด้วยการนำพระราชนัดดาวัย 4 ชันษา นามว่าพระเจ้ากวงซูขึ้นสืบราชสมบัติ และสำเร็จราชการแทนพระราชนัดดาอีก ต่อมาในปี 1898 พระเจ้ากวงซูพยายามทวงพระราชอำนาจคืน พระนางจึงจับพระองค์ขังคุกจนสิ้นพระชนม์ในปี 1908 และพระนางเองก็สิ้นพระชนม์หลังจากพระเจ้ากวงซูเพียง 1 วัน
ดังนั้นพระราชสมบัติจึงตกเป็นของผู่อี๋ (ภาษาอังกฤษเรียกปูยี) ซึ่งต้องขึ้นครองราชย์ในปี 1908 ด้วยวัยเพียง 2 ชันษา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ราชสำนักกำลังอ่อนแอมาก จนในที่สุดก็เกิดการปฏิวัติขึ้นในปี 1911 และมีการสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้นในปี 1912 ยุวกษัตริย์ผู่อี๋จึงจำต้องสละราชสมบัติ
อย่างไรก็ตาม การสละบัลลังก์ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋มากนัก พระองค์ยังคงใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยอยู่ภายในกำแพงพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง ซึ่งปกป้องพระองค์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ
แม้ว่าจะไม่มีตำแหน่งจักรพรรดิแล้ว ผู่อี๋ก็ยังคงถูกรายล้อมด้วยคนรับใช้นับพันที่ยังจงรักภักดีและพร้อมตอบสนองความปรารถนาทุกประการของพระองค์ แม้แต่บิดามารดาบังเกิดเกล้าก็ยังยินดีคุกเข่าให้กับเด็กชายน้อยผู้นี้ต่อไป จนกระทั่งปี 1917 ผู่อี๋ก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์อีกครั้งแต่เป็นเพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์เท่านั้น
ชีวิตในวัยเยาว์ของผู่อี๋นั้นได้อยู่แต่ในพระราชวัง ไม่เคยได้ออกไปไหน พระองค์ได้รับการศึกษาอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษ พระองค์ทรงสนใจทุกเรื่องเกี่ยวกับชาวตะวันตกและตัดสินใจใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่าเฮนรี่ พระองค์ทรงปรารถนาโลกภายนอกเป็นอย่างมาก จนมีหลายครั้งที่ต้องทำการติดสินบนแก่ยามเพื่อหลบหนีไปจากการบังคับจองจำภายในกำแพงพระราชวังต้องห้าม
จนกระทั่งปี ค.ศ.1924 ผู่อี๋ถูกบังคับให้ย้ายออกจากพระราชวัง ถือเป็นการออกสู่โลกภายนอกอย่างถาวรดังที่เขาเฝ้าคอยมาทั้งชีวิต เขาเริ่มต้นชีวิตสามัญชนด้วยอัญมณีและทรัพย์สินที่นำออกมาจากพระราชวัง แล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้พบกับอิสระแล้ว”
อิสระภาพของผู่อี๋มิได้ยั่งยืนดังที่วาดหวัง เพราะในปี 1932 ขณะนั้นแมนจูเรียและมองโกเลียตกอยู่ในปกครองของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเล็งเห็นประโยชน์จากการนำผู่อี๋มารับตำแหน่งประธานาธิบดี และเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดของประเทศแมนจูเรีย แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามในปี 1945 ผู่อี๋ก็ถูกจับเป็นนักโทษของโซเวียต และถูกคุมขังอยู่ในบ้านของตนเอง
ในปี ค.ศ.1950 อดีตจักรพรรดิวัย 44 ปี ก็ได้กลับสู่มาตุภูมิอีกครั้งในฐานะอาชญากรสงคราม ช่วง 9 ปี ต่อจากนั้น เขาเปลี่ยนแนวคิดจากผู้สนับสนุนระบอบกษัตริย์อย่างแรงกล้าไปเป็นผู้สนับสนุนระบบคอมมิวนิสต์อย่างทุ่มเท และเมื่อถูกปล่อยตัวในปี 1959 เขาก็แทบไม่เหลือคราบของผู่อี๋คนเดิมอีกเลย
ต่อมาผู่อี๋ได้กลายมาเป็นคนสวนของสวนพฤกษศาสตร์ปักกิ่ง เรียนรู้การเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกบนผืนแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแผ่นดินของพระองค์ และจากโลกนี้ไปในปี 1967 ในฐานะคนสวนที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ชำรุดทรุดโทรม…
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “จักรพรรดิองค์สุดท้าย”

  1. ชีวิตพลิกผันสุดๆๆ จริงๆ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า