ตลกร้ายแห่งมรณะกรรม

1. การตายของโคบาล

เวลาที่โคบาลสุดเท่จะขึ้นม้า ภาพเท่ ๆ ที่เรามักจะเห็น คือ การยกเท้าขึ้นเหยียบโกลน(stirrup) แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้า แต่ความเท่นี้ต้องแลกมากับความเสี่ยงพอสมควร เพราะใช่ว่าโคบาลทุกคนจะชำนาญในการขึ้นม้า บางคนพลาดพลั้ง เหวี่ยงตัวไม่ขึ้น พลัดตกลงมาทั้งที่เท้ายังคิดอยู่กับโกลน นั่นมักทำให้ม้าตกใจและวิ่งเตลิดลากโคบาลไปด้วย และโคบาลผู้นั้นก็มีโอกาสมากที่จะเสียชีวิตได้ง่าย ๆ ด้วยสาเหตุนี้ เพราะในช่วงปี ค.ศ. 1850-1880 พบว่าสาเหตุการตายของคาวบอย หรือโคบาลที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ คือการที่เท้าติดโกลนโดนม้าลากไปกับพื้นน่ะเอง

2. การตายของปิแอร์ เบลอง (Pierre Belon, ค.ศ.1517-1564)

เบลองเป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ตระเวนท่องเที่ยวไปทั่วชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก สมัยนั้นชนพื้นเมืองไม่ค่อยเป็นมิตรกับชาวคริสเตียน แต่เบลองก็ทัศนศึกษาบรรดาพืชและสัตว์ย่านนั้นอย่างทั่วถึง ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ แม้แต่รอยข่วน เมื่อกลับมาถึงปารีต แวะเยือนสวนพฤกษชาติแห่งหนึ่งใกล้ปารีต มีโจรแอบซุ่มจี้สังหารเขาจนตาย… แสดงว่าป่าดงดิบกับพวกไร้อารยธรรม ดูจะปลอดภัยกว่าในเมืองของผู้มีวัฒนธรรมเสียอีก

3. การตายของบ๊อบบี้ ลีช (Bobby Leech)

ลีช ทดลองผจญภัยโดยการเข้าไปอยู่ในถังแล้วลอยละล่องตามกระแสน้ำ จนล่วงหล่นลงมาจากน้ำตกไนแอการา(Niagara) ปรากฏว่ากระดูกแทบทุกชิ้นของเขาหักหมด แต่ก็รอดตายมาได้ จากนั้นเขาก็ลงเรือตระเวนบรรยายถึงการผจญภัยของเขาไปทั่วโลก แต่มาถึงนิวซีแลนด์ ลีชเดินเหยียบเปลือกกล้วยที่มีใครบางคนเผลอทิ้งไว้ หงายหลังหัวกระแทกพื้น ได้รับบาดเจ็บทางสมอง และตายในที่สุด (ท่าทางเปลือกกล้วยจะอันตรายกว่าน้ำตกไนแอการา)

4.การตายแบบไม่ให้เลือดตกยางออก

ธรรมเนียมที่ไม่ยอมให้โลหิตของผู้สูงศักดิ์หลั่งรดแผ่นดินนั้นมีในประเทศไทยมานาน เมื่อต้องปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์ คนไทยเราใช้ถุงคลุมแล้วทุบด้วยท่อนจันทน์ ในประเทศจีนยุคจักรพรรดิกุบไล่ข่าน (Kublai Khan) ก็ถือธรรมเนียมนี้เช่นกัน แต่วิธีทำต่างกันนิดหน่อย คือ เอาตัวข่าน หรืออ๋อง ผู้ต้องโทษวางลงบนพรม แล้วม้วนพรมรอบตัว จากนั้นก็จับกลิ้งกลับไปกลับมา จนทนไม่ไหวและขาดใจตายในม้วนพรมนั้น (คิดได้ยังไงเนี่ย…-*-)

5. การตายของคนจำนวนมากในราชวงศ์สุย

ราชวงศ์สุยปกครองจีนในระยะเวลาสั้น ๆ ช่วง ค.ศ.600 ได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับการสร้างคลองใหญ่ (Great Canal) ซึ่งมีขนาดกว้างกว่า 30 เมตร สองข้างคลองมีแนวถนน และปลูกต้นไม้ ความยาวทั้งหมด 1,600 กิโลเมตร ใช้เวลาขุดสร้างมากกว่า 25 ปี สูญเสียแรงงานไปมากมาย จากผู้คนราว 5.5 ล้าน ที่ขุดคลอง เกือบครึ่งนึงคือ 2.5 ล้านคน ต้องตายไปเนื่องจากทำงานนี้ แต่อภิมหาคลองนี้ที่ทอดยาวจากปักกิ่งไปหังโจ ก็ยังคงใช้สำหรับเดินเรือได้อย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน



6. การตายของชนเผ่ามาลากาซี (Malagasy)

ทุก ๆ สี่หรือห้าปี ชนเผ่ามาลากาซี บนเกาะมาดากาสคาร์ จะมีพิธีนำศพผู้ตายออกจากโลงซึ่งฝังไว้ใต้ดินหนึ่งหนึ่ง และเหนือดินครึ่งหนึ่ง เอามาวางผึ่งแดด กลับตัวไปมาให้แห้งดี แล้วห่อหุ้มด้วยผ้าไหมผืนใหม่ แล้วบรรจุกลับลงโลงดังเดิม พิธีนี้เรียกว่า ฟามาดิฮานา (Famadihana) จัดเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง มีการร้องรำทำเพลงกันอย่างเบิกบาน

7. การตายของชนเผาปารสี (Parsi)

ชนเผ่าปารสีแห่งอินเดีย มีความเชื่อต่างจากชนเผ่ามาลากาซีโดยสิ้นเชิง พวกเขาเลื่อมใสในศาสนาโซโรแอสเตอร์(Zoroaster) มีความเชื่อว่า ถ้าหากศพของผู้ตายถูกชำระล้างหรือกำจัดเนื้อหนังออกไปได้เกลี้ยงเกลาเร็วเท่าไหร่ ดวงวิญญาณก็จะหลุดพ้นและล่องลอยไปสู่สุคคติได้เร็วเท่านั้น ชาวปารสีจึงนำศพขึ้นไปตั้งไว้บนแท่นสูงที่เรียกว่า “หอคอยแห่งความสงัด (Tower of Silence)” ซึ่งไม่นานนัก ฝูงแร้งก็จะมาช่วยกันจัดการฉีกทึ้งเนื้อของศพจนเหลือแต่กระดูกภายในเวลาอันรวดเร็ว (โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น)

แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า