ตำนานกำเนิดโลกฉบับไอยคุปต์

นับตั้งแต่ มนุษย์เริ่มมีสติปัญญาและความคิดในเรื่องที่นอกเหนือจากปากท้องและความอยู่ รอด สิ่งที่เราสงสัยอยู่เสมอคือการกำเนิดของจักรวาล โลก และตัวเรา ซึ่งมันเป็นคำถามใกล้ตัว แต่คำตอบอยู่แสนไกล เป็นคำถามง่าย ๆ ที่ตอบยาก

ความสนุกสนานของปริศนานี้อยู่ที่ “ตำนาน” มีคนเคยบอกแอดมินว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์พิเศษที่สุด เพราะพวกเราเป็นผู้ดื่มกินตำนาน

“มนุษย์นิยมภาพวาดที่มีลายเส้นขมุกขมัว เพื่อเว้นช่องว่างสำหรับจินตนาการ” ช่องว่าง…ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเราไม่ให้หวาดกลัวต่อความจริงสุดท้าย ซึ่งเผ่าพันธุ์อื่นไม่ต้องรับรู้ แต่พวกเรากลับต้องแบกมันเอาไว้ตลอดเวลา

สมัยที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า การกำเนิดโลกเป็นเรื่องของเทพเจ้าและสิ่งลี้ลับ ผู้คนไม่เคยคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล่า พวกเขาเชื่อถือมันไม่ต่างจากเรื่องจริง และสังเวยชีวิตมากมายให้แก่ “ตำนาน”

ตำนานการกำเนิดโลกที่เราคุ้นเคยมักเป็นเรื่องของเทพปกรณ์ณัมของชาวกรีกและ ชาวโรมัน แต่อีกซีกโลกหนึ่งก็มีตำนานที่น่าสนใจและพิศดารไม่แพ้กัน นั่นคือ ตำนานกำเนิดโลกของชาวไอยคุปต์ หรือชาวอียิปต์โบราณนั่นเอง เพียงแค่เรื่องเล่าของชาวอียิปต์ก็นับตำนานและเทพเจ้ากันแทบไม่ถ้วน เพราะมีหลากหลายมากจริง ๆ แต่ละเมืองก็มีเรื่องเล่าต่างกันไป บางทีก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่แฟนตาซีและน่าสนใจที่สุด คือ ตำนานการสร้างโลกของ “เทพอตุม(Atum)” ซึ่งเป็นตำนานเทพแห่งนครเฮลิโอโพลิส (Heliopolis)

เขากล่าวเอาไว้ว่า…

ก่อนที่โลกจะเกิดเสียอีก มีผืนน้ำกว้างใหญ่แห่งหนึ่งเรียกว่า “นุน (Nun)” เป็นผืนน้ำแห่งความสับสนอลหม่าน ใต้ผืนน้ำนั้นมีไข่ห่านใบใหญ่ แล้วในวันหนึ่งไข่ห่านนั้นก็แตกออก สิ่งที่อยู่ในไข่นั้นทะลักท่วมออกมาปรากฏเป็นผืนดินขึ้นบนผืนน้ำแห่งนุน พร้อมกับมีเทพเจ้าพระองค์แรกยืนเด่นอยู่ท่ามกลางผืนดินนั้น ซึ่งก็คือเทพอตุม

เทพอตุมอยู่บนเกาะคนเดียวก็เหงา จึงสร้างเทพรุ่นที่สองขึ้นมาอีกสองพระองค์โดยการจาม แล้วของเหลวที่กระเด็นออกมาจากร่างกายก็กลายเป็นเทพชู(Shu) และเทพีเทฟนุต(Tefnut) เมื่อมีบุตรสาวและบุตรชายเทพอตุมก็มีความสุข

แต่แล้ววันหนึ่งเทพและเทพีผู้เป็นลูกทั้งสองได้ตกลงไปในผืนน้ำนุน บ้างว่าเทพแห่งนุนซึ่งเป็นผืนน้ำได้ลักพาตัวไป เทพอตุมตกใจและเป็นห่วงมาก จึงควักลูกตาข้างหนึ่งของพระองค์ออกมา แล้วใช้ให้มันไปตามหาบุตรทั้งสอง โชคดีที่ลูกตานั้นได้ตามหาเทพชูและเทพีเทฟนุตพบและนำทางกลับมาอย่างปลอดภัย

เทพอตุมผู้เป็นบิดาก็ดีใจมาก แต่ดวงตาที่ถูกควักออกไปนั้นไม่พอใจอย่างยิ่งเพราะเมื่อกลับมาก็พบว่าเทพอตุ มได้เนรมิตดวงตาใหม่ขึ้นมาแทนแล้ว เทพอตุมจึงต้องเนรมิตดวงตานั้นให้กลายเป็นงูเห่าตัวหนึ่งแล้วนำมาประดับไว้ บนหน้าผากของพระองค์เอง งูตัวนั้นชื่อว่า งูยูเรอัส(Uraeus) ซึ่งเป็นงูที่ประดับบนศีรษะของเหล่าฟาโรห์อย่างที่เราเห็นกัน

ไม่นานนัก เทพชูและเทพีเทฟนุตก็ให้กำเนิดเทพอีกสองพระองค์ คือ เทพเจ้าเกบ(Geb) และเทพีนุต(Nut) จากนั้นเกบและนุตก็แต่งงานกันและให้กำเนิดดวงดาวต่าง ๆ มากมาย แต่แล้วเทพีนุตก็เกิดหิวจัด กินดวงดาวซึ่งเป็นลูก ๆ เข้าไปหมด ทำให้เทพเกบโกรธมาก กล่าวกันว่าเทพีนุตจะกลืนกินลูก ๆ เข้าไปในยามเช้า และให้กำเนิดพวกเขาอีกครั้งในยามเย็น เกบและนุตจึงทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลาด้วยเรื่องนี้

เทพีนุตอยากหนีไปให้ไกลจากเทพเกบ พระนางจึงโค้งตัวขึ้นข้างบนแล้วใช้ปลายเท้าและปลายนิ้วมือค้ำยันพื้นดินไว้ กลายเป็นจุดกำเนิดของท้องฟ้า ส่วนเทพเกบก็ไม่อยากพบเจอเทพีนุตจึงนอนลงให้ต่ำที่สุดราบไปกับพื้นกลายเป็น แผ่นดิน แต่ทั้งคู่ก็ยังมีจุดที่บรรจบกันอยู่เรียกว่าเส้นขอบฟ้า (ตรงที่นิ้วมือและนิ้วเท้าของเทพีนุตค้ำยันอยู่) ส่วนเทพชูผู้เป็นบิดาแห่งคู่กรณีทั้งสอง ก็ต้องยืนอยู่ตรงกลางคอยแยกเทพเกบและเทพีนุตออกจากกัน ไม่ให้กลับมาทะเลาะกันอีก กลายเป็นอากาศที่อยู่ระหว่างฟ้ากับดิน

และนั่นเป็นคำอธิบายว่าทำไมเราจึงเห็นท้องฟ้ามีลักษณะโค้ง และบรรจบกัน ณ ที่ไหนสักแห่ง…

นี่คือตำนานการกำเนิดโลกของชาวอียิปต์โบราณ มันก็เหมือนนิทานเรื่องหนึ่ง แต่จะว่าไม่มีเหตุผลเลยเสียทีเดียวคงไม่ได้ เพราะดินแดนอียิปต์โบราณนั้น ช่วงประมาณกลางปี แม่น้ำไนล์จะเอ่อท่วมผืนดินทุกปี กินระยะเวลาประมาณสี่เดือน เมื่อน้ำค่อย ๆ ลดลง แผ่นดินก็จะโผล่ขึ้นมา เป็นดินตะกอนสีดำอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูก เทียบได้กับการเริ่มต้นใหม่ของทุกสิ่งทุกอย่างตามตำนาน และปรากฏการณ์ที่ซ้ำไปมาทุกปีนี้ก็กำเนิดเป็นความเชื่อของการฟื้นคืนในโลก หลังความตาย และเกิดการทำมัมมี่เพื่อรอคอยการกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

***หมายเหตุ : ตำนานที่นำมาเล่านี้เป็นฉบับดั้งเดิม แต่มีบางตำรากล่าวว่า ที่จริงเทพีนุตเป็นชายาของสุริยเทพรา และพระนางรักอยู่กับเกบเทพแห่งผืนดิน เมื่อเทพรารู้เข้าจึงสาปให้นุตและเกบ(ผืนดินและท้องฟ้า)ต้องแยกจากกันไปตลอด กาลและไม่ได้พบเจอกันอีกเลย วรรณกรรมเรื่อง The Red Pyramid (เล่มแรกในชุด Kane Chronicles) ของ ริค ไรเออร์แดน ก็มีการกล่าวถึงนุตและเกบที่ถูกสาปให้ต้องแยกจากกันแม้จะคิดถึงกันมากแต่ก็ ไม่สามารถกลับมาพบกันได้อีก (แอดมินการันตีสำนวนการเขียนของริคเลย ใครได้อ่านหนังสือของริคจะหลงรักเทพปกรณัม)

——————————————————-

บรรยายภาพ : ในภาพแสดงเทพีนุตที่โค้งตัวเป็นท้องฟ้า ด้านล่างเป็นเทพเกบนอนอยู่เป็นแผ่นดิน ตรงกลางระหว่างเกบกับนุตคือเทพชูผู้เป็นบิดา คอยแยกทั้งสองออกจากกัน ส่วนที่นั่งอยู่บนเรือที่ล่องผ่านร่างของนุตคือสุริยเทพ ทางซ้ายมือคือ “อตุม(Atun)” และทางขวามือคือ “รา(Ra)” เป็นเทพคนละองค์กันเพราะ รา เป็นสุริยเทพตอนกลางวัน ส่วน อตุม เป็นสุริยเทพตอนเย็นบางครั้งก็เชื่อว่าอตุมล่องเรือผ่านช่วงเวลากลางคืน เชื่อมโยงระหว่างความตายและโลกหลังความตายด้วย แต่บางแหล่งที่เอา รา กับ อตุม มารวมกัน เป็น “อตุม-รา” และถือว่าเป็นเทพองค์เดียวกัน ส่วนมุมขวาล่างน่าจะเป็น “เคปริ(Khepri)” ซึ่งเป็นสุริยเทพตอนเช้า(ปกติจะอยู่ในร่างด้วงสการับ)

อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าที่เป็นตำนานเทพเช่นนี้มักจะมีหลายที่มาจึงไม่ค่อยสอดคล้องเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันเท่าไร ใครที่คุ้นเคยกับเวอร์ชั่นอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่ถูกต้องนะ ทุกเวอร์ชั่นถูกหมดแล้วแต่ที่มาค่ะ ^^

แอดมิน
อ่านเพิ่มเติม

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า