ตำนานพิศวง ตอนนี้ผมก็ยังงงๆอยู่?

นิทานเรื่องยาวของผมกับแอดมิน
 
 
เรื่องนี้เป็นประสบการณ์โง่ ๆ ของผมและแอดมินเองครับ ไม่เคยแชร์ที่ไหนเพราะอาย แต่อยู่ ๆ วันก่อนแอดมินเตือนความจำผมขึ้นมาและเธอก็คิดว่าเราน่าจะเอามาแชร์ให้คนอื่นฟังบ้างนะ อาจจะมีประโยชน์ในแง่การเตือนสติครับ ก็ฟังหูไว้หูนะครับ
 
 
ต่อไปนี้ผมจะเล่าเรื่องที่ครั้งหนึ่งผมกับแอดมินได้หลวมตัวเข้าไปทำธุรกิจอย่างหนึ่งที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM” โดยบังเอิญ ผมไมได้เหมารวมทั้งหมดนะ แค่ผมเจอดีเข้าไปอย่างจังกับสายงานไม่ดีสายงานหนึ่ง
 
 
ตอนนั้นผมอยู่ปีสาม เพิ่งรู้จักกับแอดมินไม่ถึงปี แต่ถูกคอกันเลยสนิทเป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งเธอ โทรมาบอกผมว่ามีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งชวนสมัครธุรกิจเครือข่ายยี่ห้อหนึ่ง แต่บอกว่าไม่ต้องขายอะไร เพราะพวกเธอจะขายให้เอง ขอแค่สมัครแล้วซื้อของมาก็พอ
 
 
ทีแรกผมก็ว่ามันง่ายไปมั้ย กลัวเพื่อนโดนหลอก เลยแวะไปที่หอ ก็เจอรุ่นพี่คณะเดียวกันกลุ่มหนึ่งกำลังคุยอยู่ ผมก็เบาใจว่าเป็นคนสนิทรู้จักคุ้นเคยกันนะ คงไม่เป็นไร เรียนคณะเดียวกันหนีกันไม่พ้นอยู่แล้วอ่ะ
 
 
พวกเธอมีข้อเสนอที่น่าสนใจมาก แม้ผมกับแอดมินจะยืนยันว่าไม่ชอบขายของ พวกเธอก็ยืนยันว่าไม่ต้องขาย เพราะมีคนสั่งของเข้ามาแล้ว พร้อมเอาใบรายชื่อให้ดู เราแค่สมัครแล้วซื้อของมา พี่เค้าก็จะเอาของไปส่งตามออร์เดอร์ เอากำไรมาให้ แล้วพี่เค้าก็จะได้เปอร์เซ็นต์และได้ลูกทีมไปในตัว เอ้อ…น่าสนใจ ดูง่ายและรวดเร็วดีครับ ข้อเสนอแบบนั้นใครไม่คว้าไว้ก็ดูจะไม่ฉลาดเลยน่ะ กำไรต่อชิ้นเยอะมาก
 
 
แต่ค่าสมัครกับค่าซื้อสินค้าไม่ใช่ถูก ๆ เลยครับ สำหรับเด็กปีสามไม่มีงานทำ ไม่มีปัญญาจ่ายหรอก แต่ด้วยความโลภ และด้วยความคิดว่า เดี๋ยวก็ได้คืนแล้ว แอดมินก็เลยโทรไปขอยืมเงินทางบ้านมาก้อนหนึ่งเพื่อการนี้ ผมก็สมทบทุนไปด้วยพอสมควร ยืมทางบ้านเหมือนกัน
 
 
ด้วยความรวดเร็ว เราก็ได้สมัครและซื้อของในทันใด (สมัครในชื่อแอดมิน) ไม่กี่วันต่อมาของก็มาส่งกองไว้ที่หออื้อเลย ผมกับแอดมินก็โทรให้คุณพี่ ๆ กลุ่มเดิม มารับของไปส่งตามออร์เดอร์ตามที่พวกเธอได้รับปากไว้ แต่ก็ได้รับคำตอบว่า…
 
 
“ของมาแล้วเหรอ ดี ๆ งั้นสองคนก็หัดขายไปนะ เดี๋ยวขายหมดก็กำไรและ…” ไม่เห็นเป็นอย่างที่บอกไว้เลยนี่หว่าครับ ผมก็ท้วง แต่พวกเธอไม่สนใจ เปลี่ยนไปเหมือนคนละคน ไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น พอติดต่อไปหลายครั้งเข้าพวกเธอมีด่าเหน็บว่า “พวกเมิงอยากรวยแต่ไม่คิดจะทำอะไรจะเป็นไปได้เหรอวะคะ คนที่จะเอาข้าวเอาน้ำมาป้อนให้แdก ถึงปากก็มีแต่แม่เมิงเท่านั้นแหละ…”
 
 
โอ๊ววววว!!! แรว๊ง เหลือเชื่อ ตั้งกะเกิดมาไม่เคยเห็นสตรีมีการศึกษานางใดแรงได้กระชากใจหนุ่มหล่ออย่างผมขนาดนี้มาก่อน ไอ้พวกคุณเธอเป็นตัวอะไรแปลงร่างมาเปล่าวะครับเนี่ย เออ ครับ ที่ไอ้พวกคุณเธอพูดมันก็ถูก แต่ที่มันผิดคือ ไอ้ทีแรกผมก็บอกแล้วว่าผมไม่อยากขายของ แต่ก็ยังล่อลวงให้ผมสมัคร แบบนี้มันก็หลอกกันสิเฟ้ย
 
 
เอาล่ะซีครับ… ฟ้าผ่า! แล้วทำไงต่อไปดี ของอื้อเลยจะเอาไปขายให้ใคร ผมขายไม่ได้แน่ สินค้ากระเดียดไปทางผู้หญิงหน่อย ๆ ด้วย (พวกอาหารลดความอ้วน+เครื่องสำอาง) ส่วนไอ้คุณแอดมิน ถ้าขายของแบบนี้ได้โลกคงแตกล่ะครับ อย่าว่าแต่แต่งหน้าเหอะ กินก๋วยเตี๋ยวมันยังไม่ปรุงเลย แล้วจะขายกันยังไงวะครับเนี่ย
 
 
พี่คนหนึ่งในกลุ่มนั้นที่ยังพอจะคำนึงถึงความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่บ้าง บอกจะแนะนำให้ผมรู้จักกับอัพไลน์ของเธอ พี่แกบอกว่าลุงคนนี้แหละที่จะช่วยให้ขายของได้ ตอนนั้นผมกับแอดมินก็อยากปล่อยของเต็มที่และ จะได้เอาเงินไปคืนทางบ้าน ก็โอเค ใครช่วยได้ก็ดีทั้งงั้นแหละ เราสองคนเลยตัดสินใจไปพบกับลุงคนนี้ที่เซ็นเตอร์ ตอนนั้นอยู่ที่ตึกหรูแห่งหนึ่งแถวสถานีสุรศักดิ์ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของหลาย ๆ อย่างเลยล่ะครับ…
 
 
ลุงคนนี้ท่าทางใจดีกับเราสองคนมาก ทำเเหมือนคุ้นเคยสนิทมานาน บริการสารพัดแล้วก็พูดให้กำลังใจฟังดูดีมาก จากนั้นเขาก็ให้เราเข้าฟังอบรมที่เราไม่ได้อยากจะฟัง คือผมแค่จะไปหาเขาเพราะคาดว่าเขาคงจะช่วยปล่อยของได้ ตอนนั้นผมเข้าใจว่าพี่ที่คณะโกงผม โดยไม่เอาสินค้าของเราไปส่งตามออร์เดอร์ แต่เอาสินค้าของพี่ไปส่งแทน อะไรงี้แหละ ตอนนั้นผมเชื่อว่ามันมีการบันทึกออร์เดอร์สั่งของอยู่แล้วจริง
 
 
ทุกอย่างผิดคาดหมดเมื่อได้เข้าไปที่นั่น เมื่อได้ฟังอบรมอะไรนั่น เราก็เหมือนจะคล้อยตามไปหมด เหมือนถูกจี้จุดสะกดจิตประมาณนั้นเลย ถึงแม้บางเรื่องฟังดูไม่เห็นจะเข้าท่า แต่มันแทงใจดำยังไงไม่รู้ ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่าผมหลงไปชั่วขณะหนึ่งเลยครับ หลงกับบางอย่างที่พวกเขาพูดให้ฟัง หลงกับแนวคิดใหม่ ๆ ที่อาจจะฉีกกรอบศีลธรรมแต่ดูตรงใจมนุษย์ปุถุชนซะเหลือเกิน ผมก็อธิบายไม่ถูกนะว่ามันเป็นยังไง แต่พวกเขามีวิธีการพูดที่คนไม่ได้ฟังมักจะเถียงว่า “เชื่อเข้าไปได้ไงวะ?”
 
 
จากนั้นครับ ผมกับแอดมินก็คล้อยตาม และเห็นด้วยที่ว่า ไม่พยายามจะทำก็ไม่มีสิทธิ์บ่นว่าทำไม่ได้ และคำพูดอื่น ๆ ที่เป็นการดักคอไปในตัว สำหรับผู้ที่คิดจะบ่น (ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาทำอยู่แล้วอ่ะนะ ลืมไปว่ากรูถูกหลอกมา)
 
 
พวกเขาบอกให้ผมหาลูกทีมเยอะ ๆ ถ้าไม่อยากขายของ สอนให้ผมหาลูกทีมโดยการโกหกว่ามันเป็นงานโฆษณา สอนให้ผมล่ารายชื่อ โดยการทำยังไงก็ได้ให้ได้ชื่อกับเบอร์โทรมา ถ้าได้ตัวมาเข้าฟังอบรมได้ยิ่งดี เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง การอบรมพวกนี้มันเหมือนการสะกดจิตหมู่แหละ ถ้าใครไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน ก็ติดเบ็ดกันนั้นงั้น เห็นดีเห็นชอบด้วยกับเขาไปหมด
 
 
ตอนนั้นผมกับแอดมินก็เชื่อด้วย เพราะกำลังหลงสนุกอยู่กับโลกทรรศน์ใหม่ ๆ ที่เขายัดใส่ให้ ตามประสาเด็กที่เพิ่งได้ออกจากอกพ่อแม่มาสู่ชีวิตอิสระ เรามีความฝันที่พวกเขาขายให้ แอดมินอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเธอไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ที่พ่อแม่จะต้องคอยตามห่วง เธออยากมีรายได้เยอะ ๆ ด้วยตนเอง ส่วนผมซึ่งมีแม่เพียงคนเดียวเพราะพ่อจากเราไปตั้งแต่ยังเล็ก ยิ่งฝันไปไกลว่าผมนี่แหละจะต้องดูแลแม่ให้มีความสุขที่สุดมากกว่าใคร แม่ผมจะต้องได้ทุกอย่างที่อยากได้ และมีทุกอย่างที่เราไม่เคยได้มี
 
 
การหาคนเข้าฟังอบรมง่ายนิดเดียวถ้าอยากจะหา ยิ่งถ้าเสนองานที่ฟังดูง่ายและไม่บอกว่าเป็นงานขายด้วยแล้วยิ่งมีคนสนใจเยอะจะตาย ตอนนั้นคนหลอกง่าย เพราะโฆษณาพวกนี้มันเพิ่งจะมีไง ผมกับแอดมินก็เขียนหน้าเว็บเอาไว้ให้คนกรอกชื่อกับเบอร์โทร โดยโฆษณาว่าเป็นงาน part time ทำที่ไหนก็ได้ เงินดีเดือนละ 10000+ แล้วก็ส่งสแปมเมล์โฆษณาเยอะ ๆ ผมมีวิธีส่งได้วันละเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ แล้วยังเอาเว็บลงโฆษณากูเกิ้ลด้วย มีคนสนใจกรอกชื่อไว้เยอะมากจนแทบจะรับไม่ไหว คุยโทรศัพท์กันจนน้ำลายไหลเลยทีเดียว
 
 
แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอกครับ มันอยู่ตรงที่หามาได้แล้ว นัดเข้าอบรมได้แล้ว ต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกผิดที่ว่า “มันคือการหลอกลวง” ครับ และยิ่งกว่านั้น คนที่เราหลอกเข้ามา พอได้ฟังอบรมแล้วมันดันโง่อีก ดันลืมไปเลยว่าถูกหลอกมา เหมือนผมเปี๊ยบเลย ยินยอมพร้อมใจให้หลอกต่ออีกเนี่ยสิ แห่กันหาเงินมาเปิดตำแหน่งขายตรงกันใหญ่เลย
 
 
ไอ้ค่าเปิดตำแหน่งที่จะทำเงินได้จริง ๆ เนี่ยแพงนะ หลักหมื่นถึงหลักแสนเลยทีเดียว เหตุผลที่ต้องแพง เพราะมันเป็นการซื้อของเพื่อซื้อตำแหน่ง ผลประโยชน์ตกแก่อัพไลน์ทันที เค้าเลยค่อนข้างบังคับให้เปิดในราคานี้ ทำได้หรือไม่ได้ ไม่ค่อนสนหรอกครับ ถ้าใครเกิดเก่งขึ้นมาจริง ๆ ก็ผลพลอยได้ของอัพไลน์อีกนั่นแหละ แต่เมื่อเสพความฝันกันเข้าไปเต็มที่แล้ว ทุกคนก็ดิ้นรนหามาไม่เว้นแต่คนแก่คนเฒ่า นักเรียนนักศึกษา คนจน คนรวย โดนหมด น้อยคนที่จะรอดถ้าได้เข้ามาเสพ
 
 
ที่นี่เค้ามีการคอนเฟิร์มว่าทุกคนจะได้กำไรกลับมาในเวลาไม่นาน แต่จะปิดบังเงื่อนไขเอาไว้ ให้รู้ทีละน้อย คือไม่หลอกแต่บอกไม่หมดว่าจะต้องทำไรเสียอะไรมั่ง บางคนพอหมดตัวแล้วเพิ่งรู้ และเขาก็จะไม่รับผิดชอบใด ๆ โดยบอกว่า “ก็คุณมึงทำตามเงื่อนไขไม่ได้เองนี่หว่า จะเรียกร้องหาวิมานอะไร”
 
 
มีการแนะนำวิธีหาเงินแบบแปลก ๆ เช่น กู้เงิน จำนองที่ดิน ขายรถ ขายบ้าน ยืมเพื่อน ไปจนถึงการโทรไปขอยืมทุกคนที่รู้เบอร์ คนละเล็กละน้อยจนครบจำนวน ฯลฯ เรียกว่าทำไงก็เอาเหอะ อยากรวยมั้ย ถ้าอยากไปหาเงินมา ถ้าหาเงินแค่นี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำไรแล้ว
 
 
หลังจากที่มีตำแหน่งแล้วก็จะได้เข้าสู่วงการนรก วิธีทำงานก็ขายของบ้างอะไรบ้าง แต่หลัก ๆ คือต้องหลอกคนเข้ามาฟังอบรมให้ได้ มีการสอนการพูดล่อลวง(มีสคริปท์ให้ด้วย) และอื่น ๆ มากมายเลยครับ มันเป็นธุรกิจหลอกลวงที่ถูกกฎหมายของแท้เลย หลอกว่ามีงาน”ที่ใช่ต้องขาย” ทั้งที่จริงมันคืองานขาย ถ้าไม่ขายก็คือมานั่งหลอกคนต่อ ๆ ไปเนี่ยแหละ ใครไม่ทำจะโดนด่าด้วยถ้อยคำที่เจ็บลึกและถูกเฉดหัวออกจากสายงานในที่สุด ใครกล้าทักท้วงก็โดนเหมือนกัน ใครจะอยากโดนล่ะครับ เงินก็เสียไปตั้งเยอะแล้ว ก็ต้องทนกันล่ะ ถึงจะรู้ว่าโลกความจริงในนั้นมันต่างจากภาพลักษณ์ที่เห็นในวันแรกก็เหอะ
 
 
ในนั้นเขาจะสอนให้เราประเมินมนุษย์ด้วยเงินและความสามารถในการอยู่เหนือคนอื่นด้วยวิธีใดก็ได้ ถ้าใครหาคนเข้าอบรมไม่ได้ อัพไลน์จะบังคับให้คนนั้นโทรหาทุกคนที่มีเบอร์อยู่ในมือถือ แล้วชวนมา ผมสงสารมากครับ เบอร์ในมือถือผมเข้าใจว่าก็ต้องเป็นเบอร์คนที่เราสนิทและเกรงใจทั้งนั้นแหละ จะโทรไปแบบนี้ได้ไง ทุกคนก็ทำท่ากะอักกะอ่วน แต่ก็จะถูกกดดันให้โทร
 
 
คำพูดของพวก speaker หลายประโยคซ้ำซากที่น่ารังเกียจมาก จนถึงตอนนี้ผมก็ยังงง ๆ อยู่เลยว่าผมเข้าไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของคนพวกนั้นได้ไง เช่น…
 
 
“ผมชื่อX ผมเป็นหมอ แต่ผมลาออกแล้วเพราะทำธุรกิจนี้รวยกว่า ถึงจะไม่มีคนเคารพกราบไหว้ แต่ผมมีเงิน อย่าหลอกตัวเองด้วยจรรยาบรรณเลยครับ ทุกคนต้องการเงิน…”
 
 
“ผมชื่อY มีรายได้เดือนละสองล้าน รู้มั้ยคนรวยมันรู้สึกยังไง รวยแล้วมันมีอิสระ ปัจจุบันนี้ผมขับรถสปอร์ต ขับเร็วเกินกำหนด ตำรวจเรียกให้หยุด ผมจอดแล้วชี้หน้าถามมันเลย บอกมันเลยว่า ‘มึงรู้มั้ย ถนนที่มึงยืนอยู่เนี่ยเงินภาษีกู ภาษีที่กูจ่ายแต่ละเดือนเยอะกว่าเงินเดือนตำรวจอีก’…”
 
 
“เราเรียนเพื่อทำงานใช่มั้ย ถ้ามีงานที่เงินดี ๆ อยู่แล้วเราจะเรียนให้เสียเงินเสียเวลาไปทำไม ดูอย่างน้องZสิ อยู่ปีหนึ่งทำเงินได้เดือนเป็นแสน… เลิกเรียนมาทำงานกันดีกว่า…”
 
 
ผมกับแอดมินเริ่มรู้สึกแย่กับวิธีการทำงานแบบนี้มากขึ้นทุกที แม้จะไม่ได้ถูกกดดันอะไรมาก เพราะล่ารายชื่อได้เก่งเกิ๊น ภายในสองเดือนได้เลื่อนตำแหน่งเลย หาคนได้เยอะจัด เราคุยกันว่าถ้าได้เงินคืนแล้วก็จะเลิกทันที เพราะทนความอุบาศก์ไม่ไหว ช่วงนั้นผมแทบจะอ้วกออกมาเป็นคำว่าเงินเลยมั้ง
 
 
ได้เลื่อนตำแหน่ง และดูเหมือนจะมีรายได้เยอะ แต่ความจริงไม่ได้เงินมาใช้หรอก ยิ่งลูกทีมเยอะ ยิ่งต้องเอาเงินไปช่วยลูกทีมและดาวน์ไลน์ของลูกทีมเปิดแต้ม ตามคำสั่งของอัพไลน์
 
 
สรุปก็คือ เราไม่ได้อะไรเลยนอกจากเห็นเงินผ่านบัญชีเดือนหลายหมื่น(อุเหม่ รวยเร็วจริ๊ง) เหมือนถูกหลอกใช้ไปวัน ๆ อัพไลน์จะเอารายได้เราไปจัดสรรตามใจชอบเลย เราก็ขัดไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง ค่าใช้จ่ายแฝงก็เยอะมาก จุดมุ่งหมายตอนนั้นคือ หาลูกทีมที่เก่ง ๆ และมารับภาระตรงนี้แทนเรา เพื่อที่เราจะได้เหยียบหัวมัน แล้วรับเงินอย่างเดียวเหมือนอัพไลน์ผมตอนนี้น่ะแหละ
 
 
แต่คนแบบนั้นไม่ได้หาง่ายหรอกในความเป็นจริงน่ะครับ มีคนน้อยมากที่จะสามารถหาทีมได้จริง ๆ และมีน้อยมากที่ตั้งใจหาจริง ๆ เพราะต่างก็เข้ามาแบบตั้งใจมั่งไม่ตั้งใจมั่งกันทั้งนั้น ส่วนมากพอหมดแรงฮึดแล้วก็ตายกันไปเอง หรือไม่ก็ถูกสลัดทิ้งเพราะหมดเงินหมดประโยชน์
 
 
บ้านผมไม่ได้รวยหรอกครับ พูดกันตามตรงค่อนไปทางยากจนด้วยซ้ำ แล้วเงินที่ยืมแม่มาก็เยอะพอควรสำหรับผมนะ แต่ ณ ขณะนั้นผมยอมเสียเพื่อที่จะเลิก อย่างมากแม่ผมคงบ่นนิดหน่อย ผมขยะแขยงตัวเองจะตายแล้ว แต่สำหรับคนศักดิ์ศรีจัดอย่างแอดมิน การจะเข้าไปยอมรับกับทางบ้านตรง ๆ ว่าหนูโดนหลอก ท่าจะยาก ผมเลยเดินหน้าต่อไปเป็นเพื่อนกัน
 
 
ด้วยเหตุนี้ความเครียดก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราสองคนมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากปกติ เช่น ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่นอกสถานที่ซึ่งโคตรแพง และอื่น ๆ อีกเยอะแยะ ยังต้องคอยปิดบังที่บ้านว่าทำอะไร ที่ไหน ยังไงอีก ไหนจะเรื่องเรียนอีก ปีสามยิ่งเรียนหนักมากอยู่ด้วย
 
 
ผมไม่เคยทะเลาะกับแอดมินเลย และผมนึกไม่ออกว่าใครในโลกนี้จะมีโอกาสทะเลาะกับเธอ แอดมินเป็นคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงมาก ปกติจะไม่แสดงอารมณ์ฟุ่มเฟือย แต่ช่วงนั้นผมยังรู้สึกว่าแอดมินมีคำพูดและความเห็นที่ก้าวร้าวขึ้นผิดธรรมชาติ หรืออาจเป็นเพราะใจผมเองที่หยาบขึ้นและขี้หงุดหงิดขึ้น เราเริ่มพูดกันด้วยอารมณ์ และทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ เหมือนกับไม่ใช่ตัวเอง เราตัดสินใจเข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจนั่นให้น้อยลง
 
 
แล้วจุดสิ้นสุดก็เกิดขึ้นในอาทิตย์หนึ่ง เมื่อมีเด็กหญิงอายุ 18 หลงเข้ามาฟังอบรม ผมกับแอดมินรู้ว่าน้องไม่มีเงินหรอก เลยบอกน้องว่าเอาไว้โอกาสหน้าค่อยสมัครแล้วกันนะ เพราะมันต้องลงทุนสูง แต่อัพไลน์เข้ามาพอดีแล้วก็บังคับให้น้องเข้าฟังอบรม ซึ่งพอฟังแล้วเด็กนั่นก็อยากทำมาก แต่ติดอยู่ที่เรื่องเงินอีกแหละ
 
 
ไม่ว่าอัพไลน์จะเสนอวิธีไหน น้องเขาก็ยืนยันว่าไม่ได้แน่ ๆ เพราะยังเด็กจะกู้จะยืมอะไรก็ลำบาก จะขอพ่อแม่ก็คงไม่ให้ เราสองคนก็ได้แต่นั่งฟังอย่างอึดอัดใจ จนสุดท้ายข้อเสนอที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อัพไลน์บอกน้องว่า…
 
 
“ไม่ยาก ๆ เราอยากทำจริงเปล่าล่ะ ต้องฉลาดหาเงินนะ เอางี้สิ เดี๋ยวเราโทรไปบอกแม่นะ ว่าทำโน้ตบุคส์เพื่อนตกน้ำ ต้องซื้อคืนเพื่อน ทำแบบนี้ยังไงแม่ก็ต้องให้เงินเรา แต่ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวก็ได้คืนแล้ว…”
 
 
ผมกับแอดมินมองหน้ากันเลย รู้แหละว่าอัพไลน์ไม่ใช่คนดี แต่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ ผมพยายามแย้งว่า มันจะไม่มากเกินไปหน่อยเหรอครับ แต่ก็ถูกสายตาข่มขู่
 
 
วันนั้นไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นยังไง ผมไม่มีโอกาสคุยกับน้องอีกเพราะอัพไลน์ป้อไปแล้ว เขาไล่เรากลับเพราะรู้สึกว่าเรากำลังใจอ่อนกับเหยื่อ
 
 
อารมณ์ผมกำลังจะระเบิดด้วยความโกรธและความคับแค้นใจบางอย่างที่บอกไม่ถูกว่าจริง ๆ แล้วผมโกรธใคร แต่ผมก็รู้ว่าแอดมินอารมณ์เสียมากกว่าอีก เพราะเธอชวนกลับแท็กซี่เดี๋ยวนั้นเลย (ปกติจะนั่งรถไฟฟ้ามาลงอ่อนนุช แล้วต่อรถเมล์กลับหอเพื่อความประหยัด) เราไม่พูดกันเลยจนถึงม.
 
 
ผมตัดสินใจว่าวันนี้แหละจะต้องบอกให้ได้ว่าผมอยากจะเลิกทำเต็มที่ และแอดมินก็ควรจะยอมรับความจริงว่ามันคือสิ่งไม่ดี แต่ผมดีใจที่เธอพูดขึ้นมาก่อน
 
 
“โลฟ เลิกทำแบบนี้กันเหอะ เค้ารู้สึกแย่มาก ตอนนี้เหมือนไม่ใช่คนเลยอ่ะ มีหางงอกแล้วมั้ง…”
 
 
ผมดีใจมากวันนั้น เวลานั้นเราไม่ได้เสียดายเงินกันแล้ว แต่เรื่องมันไม่ได้จบง่าย ๆ แค่นั้นหรอก เพราะยังมีคนมากมายที่เราหลอกเข้าไปเป็นลูกทีม และกำลังประสบภาวะเดียวกันนี้ แถมบางคนก็อยู่ในสภาพที่แย่กว่าด้วยปัจจัยหลายอย่าง และสามคนในนั้นก็เป็นรุ่นน้องในคณะอีกต่างหาก จะเอาไงดี จะบอกพวกเค้ายังไง จะรับผิดชอบยังไง ?
 
 
คืนนั้นผมโทรไปหาน้องผู้หญิง เหยื่อรายสุดท้ายของเรา เพื่อที่จะสารภาพกับเธอ เราใช้เวลาทำใจกันสองสามวัน ก่อนที่จะเริ่มเคลียร์ทุกอย่าง การพูดกับพ่อแม่ เป็นเรื่องเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับการสารภาพผิดต่อคนอื่น ๆ แต่เราก็ตกลงกันว่าจะบอกทุกคนไปตามตรง ไม่มีการหนี หรือโกหกอะไรต่อไป โดยเฉพาะกับรุ่นน้องสามคน มันเป็นเรื่องที่ยากมากเลยครับ แต่เมื่อเปิดใจคุยกันแล้วทุกคนก็เข้าใจดี เห็นใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือว่านั่นโชคดีมาก
 
 
สุดท้ายเราตั้งใจจะลบเว็บไซต์ที่เราใช้โฆษณาทิ้ง แต่ยังเหลือลิมิตโฆษณาadwordsนิดหน่อย เราเลยเขียนความจริงพร้อมคำเตือนเกี่ยวกับธุรกินี้ลงไปแทน แล้วปล่อยให้มันเผยแพร่ต่อไปอีกระยะ แน่นอนว่าเราถูกอัพไลน์โทรมาจิกด่าจนต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และมันก็จบแค่นั้น เราเลิกทำ เงินสูญไป แต่ได้บทเรียนที่คุ้มค่า บทเรียนที่ทำให้ผมโตขึ้นมากเลย…
 
 
 
 
บทเรียนของผม
 
 
1. ไม่ใช่ธุรกิจ MLM หรือบริษัทอะไรทั้งนั้นที่หลอกผม แต่คนไม่ดีหลอกผม ความโลภทำให้ผมถลำลึก และความอ่อนแอทำให้ผมเลิกไม่ได้
 
 
2. ต่อให้คุณเป็นคนเก่งที่สุดในโลก คุณก็ต้องพ่ายแพ้แก่ศัตรูที่มาในรูปแบบของมิตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
 
 
3. ผมไม่ได้เสียดายเงิน แต่ผมเสียดายว่าเงินจำนวนนั้นคือเงินที่แม่ผมทำงานได้มาด้วยความสุจริต
 
 
4. ผมได้ค้นพบว่าจริง ๆ แล้วผมเป็นคนดีครับ ผมก็อยากรวยนะ ผมอยากได้เงิน แต่ผมไม่มีวันรุ่งกับอาชีพนี้แน่ เพราะผมทำแบบอัพไลน์ไม่ไหวหรอก
 
 
5. ไม่มีอะไรชดใช้ความผิดได้ดีกว่าคำสารภาพ นั่นเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ยุ่งยากแต่เท่มาก
 
6. ผมได้แนวคิดจากพวกนักพูดเยอะมากครับ ถึงพวกเขาจะมีจุดประสงค์ที่ไม่ดี แต่หลาย ๆ อย่างก็เอามาปรับใช้กับชีวิตได้ดีเลย
 
7. พวกที่เสนอหน้าขึ้นเวทีมาบอกว่า “พวกที่ล้มเหลวจากธุรกิจนี้ คือพวกที่ไม่พยายาม ไม่สมควรได้รับความสำเร็จ” …ผมดีใจที่ได้เป็นหนึ่งในคนล้มเหลวพวกนั้นครับ
 
ปล. หลังจากที่ผมออกมา เรื่องประมาณนี้ก็ถูกเผยแพร่ออกไปเรื่อย ๆ โดยเหยื่อหลายราย จนเป็นข่าวดังอยู่ระยะนึงเลย มันต้องย้ายที่อยู่และเปลี่ยนวิธีการหลายครั้ง แต่สายงานนั้นก็ถูกบริษัทแม่แบนในที่สุด แต่ผมทราบว่าพวกเขาได้ไปก่อตัวขึ้นใหม่ กับบริษัทใหม่ ในรูปแบบใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันยังยืนยันจะอยู่คู่ฟ้าเมืองไทย หลอกเยาวชนไทยต่อไปเรื่อย ๆ ใครอยากรู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน ลองสมัครทำงาน Part Time ผ่านเน็ต ที่ชอบเด้งขึ้นมาใน FB ของคุณ หรือไม่ก็ไอ้ที่มันชอบส่งสแปมเมล์มาให้ดูครับ จะได้รู้ซึ้งถึงไส้อ่อนไส้แก่กันเลยทีเดียว
 
ลองใช้สติคิดซักนิด…งานผ่านเน็ตที่อยู่ใน FB และอีเมล์ขยะพวกนั้น ถ้าคุณเข้าไปทำ คุณจะต้องทำอะไรมากไปกว่า ทำไอ้แบบที่มันส่งมานั่นล่ะ จริงมั้ยครับ?
 
หมายเหตุ : ขออภัยผู้ทำ MLM แบบถูกทำนองครองธรรมทุกท่านมา ณ ที่นี้ ผมไม่ได้ตั้งใจโจมตีหรือต่อว่าธุรกิจเครือข่าย แต่ผมชี้ประเด็นไปที่บุคคลบางกลุ่มที่หยิบเอาธุรกิจของท่านมาใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ และมีจุดประสงค์แค่อยากเตือนสติแก่ผู้ที่ไม่รู้ว่ามีคนพวกนี้อยู่จริงครับ

 
โลฟครับ
ผมอยากเขียนเครดิตสำหรับภาพครับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร
ขอยืมหน่อยนะครับ

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

3 Responses to “ตำนานพิศวง ตอนนี้ผมก็ยังงงๆอยู่?”

  1. Anonymous says:

    ดีจัง ยังเคยคิดๆอยู่ว่าจะไปทำมั้ง(หลายปีละ)เห็นโฆษณาเหลือเกิน แต่มันก็โม้มากเกิน ดีที่พี่ๆเตือน 555+ รอดแล้ว~~

  2. Anonymous says:

    คุณโลฟ บอกว่านั่ง BTS ลงอ่อนนุช แล้วต่อรถเมย์ ก็แสดงว่าพักอยู่ในระแวกใกล้ๆ ผมซินะ
    ตัวผมเองอยู่แถวๆ อ่อนนุช แหละครับ ผมชอบนะเว็บนี้ มีอะไรๆ ให้อ่านมากมาย ซึ่งเรื่อง
    บางอย่างผมคิดว่ามัน ไม่มีอะไรเลยไร้สาระ แต่พอมานั่งอ่านไป ก็เข้าใจว่ามันมีอะไรอีกมายมายในโลก ที่เรายังไม่รู้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สำคัญกบชีวิตได้
    ขอบคุณนะครับ สำหรับข้อมูลดีๆ ณ เว็บไซต์แห่งนี้

  3. Anonymous says:

    ชอบความคิดคุณจัง เราชอบเวบนี้มากๆ ด้วย เข้ามาแล้วได้สาระและความบันเทิงไปพร้อมๆ กัน อิอิ

    เคยเกือบโดนหลอกไปกับไอ้พวกนี้หลายครั้งแล้ว ทั้งเพื่อนทำแอมเวรรร ฯลฯ (มันมีหลายค่าย จำชื่อไม่ได้) บางทีค่ายนั้นเค้าตั้งใจทำสินค้าดีจริงๆ แต่คนไม่ดีัมันหาช่องทางรวยแบบสบายๆ จนออกมาเป็นแบบนี้ คนที่เคยเป็นเพื่อนตอนนี้เลิกคบไปแล้วค่ะ หวังดียัดเยียดแอมเวรรร ให้ตลอด พอเราไม่เอาก็พูดทำนองว่ารัก หวังดีอยากให้ได้ของดีๆ -*- กลายเป็นเราเลวไปซะนี่

    ทุกวันนี้ก็ได้เมลพวกนี้เยอะมากกก โดนลากเข้ากลุ่มเฟซบุ๊คก็ีมี อยากให้กฎหมายจัดการกับคนพวกนี้บ้างจัง

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า