ตำนานเทพเจ้ากรีก(ตอนที่7):กำเนิดมนุษย์(ตอนแรก)

หลังจากที่ซุส ปราบปรามศึกเทพไททันและเหล่ายักษ์ต่าง ๆ จนหมดสิ้นแล้ว ก็ทรงครองสวรรค์โอลิมปัสอย่างสงบสุขสืบมา จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย จึงคิดหาอะไรทำแก้เบื่อโดยการบัญชาให้โพรมีธีอุส(Prometheus) และ เอปิมีธีอุส(Epimetheus) เทพสองพี่น้อง (เป็นโอรสของเทพไททันไอแอพิทัสผู้เป็นลุงของซุส ทั้งสองจึงมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของซุส) ให้สร้างสัตว์โลกขึ้น 

เมื่อได้รับบัญชาดังนั้น เอปิมีธีอุส (ชื่อนี้ในภาษากรีกมีความหมายว่า “ทำแล้วค่อยคิด”) จึงหยิบดินมาปั้นแล้วเสกให้เป็นเหล่าสัตว์ต่าง ๆ น้อยใหญ่ พร้อมทั้งประสิทธิ์ประสาทให้มีคุณสมบัติและคุณลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ความแข็งแรง ความว่องไว ความกล้า ความเจ้าเล่ห์ ความสวยงาม เป็นต้น
เมื่อสร้างสรรพสัตว์ทั้งหลายเสร็จแล้ว เอปิมีธีอุส จึงมาคิดได้ทีหลังว่า ไม่ได้เหลือคุณลักษณะดี ๆ อะไรไว้ให้กับสัตว์ที่ชื่อว่า “มนุษย์” ที่ตนและพี่ชายกำลังจะสร้างขึ้นเลยสักอย่างเดียว จึงปรึกษากับโพรมีธีอุสว่าจะทำอย่างไรดี ?
โพรมีธีอุส (ชื่อนี้ในภาษากรีกมีความหมายว่า “คิดแล้วจึงทำ”) ก็รับหน้าที่แก้ปัญหา โดยเอาก้อนดินมาปั้นเป็นรูปมนุษย์ ให้มีลักษณะเหมือนกับทวยเทพทุกประการ และประสิทธิ์ประสาทให้มีสติปัญญามากกว่าสัตว์ทุกชนิดที่ได้สร้างไปแล้ว
หลังจากสร้างมนุษย์เสร็จ (สร้างเฉพาะมนุษย์ผู้ชาย) โพรมีธีอุสก็กลับไปยังโอลิมปัส เขาเอาคบเพลิงไปจุดที่ดวงตะวันให้ติดไฟ แล้วนำกลับมามองให้แก่มนุษย์ ทำให้มนุษย์ได้นำไฟนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ทั้งให้ความอบอุ่น ป้องกันสัตว์ร้าย ประกอบกิจต่าง ๆ ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว
มนุษย์ในยุคแรก ๆ นี้ เรียกว่า “ยุคทองคำ” คือ มนุษย์ทุกคนต่างเป็นคนดีมีศีลธรรม และมีความเป็นอยู่สุขสบาย เพราะมีแต่ฤดูใบไม้ผลิตลอดเวลา พืชพันธุ์ธัญญาหารจึงอุดมสมบูรณ์ดี
ต่อมามนุษย์เมื่อมีความเจริญและมีความอยู่ดีมีสุข ก็เกิดความอวดดี ไม่เคารพเทพเจ้ามากอย่างเคย ซุสจึงเกิดโทสะ บันดาลให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลกมนุษย์ ทำให้มนุษย์ต้องผจญกับความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่ร้อนจัด หนาวจัด มีลมพายุฝนฟ้าคะนอง เกิดความจำเป็นต้องอยู่ในที่กำบัง เช่น ถ้ำต่าง ๆ พืชพันธุ์ที่เคยงอกงามเองก็ล้มตาย จำต้องทำการเพาะปลูกจึงจะได้กิน เรียกยุคนี้ว่า “ยุคเงิน”
เมื่อมนุษย์ต้องผจญกับความยากลำบากต่าง ๆ นานา จึงทำให้เริ่มไม่ใส่ใจต่อการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า และได้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างทวยเทพกับมนุษย์ว่า ส่วนใดของสัตว์ที่สมควรเป็นเครื่องสังเวยอุทิศแต่เทพเจ้า ?
เมื่อเกิดข้อพิพาทดังนี้ โพรมีธีอุส ผู้สร้างมนุษย์ จึงรับอาสาเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่โพรมีธีอุสมีใจเข้าข้างฝ่ายมนุษย์ และช่วยมนุษย์ทำกลอุบายหลอกมหาเทพซุส ด้วยการแบ่งวัวซึ่งเป็นเครื่องสังเวยออกเป็น 2 ส่วน ส่วนเนื้อและเครื่องในซ่อนไว้ในห่อหนัง แล้วเอาพังผืดและเส้นเอ็นคลุมทับ และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นกระดูก เอามากองรวมกันแล้วคลุมด้วยไขมันเพื่อให้ดูน่ากิน จากนั้นก็นำมาให้ซุสเป็นผู้เลือกก่อน ฝ่ายซุสจึงเลือกส่วนที่ดูน่ากิน แต่พอเปิดออกดูเห็นมีแต่กระดูกจึงพิโรธหนัก แต่การที่ได้เลือกไปแล้ว ถือว่าการตัดสินเป็นอันสิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ชาวกรีกจึงเอาแต่มันและกระดูกเผาเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าตั้งแต่นั้นมา ส่วนเนื้อเก็บไว้กินเอง
ซุสนั้นเมื่อถูกหลอกก็โกรธมาก จึงริบเอาไฟของมนุษย์คืนเป็นการลงโทษ ทำให้มนุษย์ได้รับความเดือดร้อนมาก แต่แล้วโพรมีธีอุสก็เกิดความสงสารฝ่ายมนุษย์ซึ่งตนเป็นผู้สร้างขึ้นกับมือ เขาจึงขโมยเอาไฟจากสวรรค์กลับลงมาให้มนุษย์อีกครั้ง
ความทราบถึงซุสก็ยิ่งโกรธหนัก และสั่งลงโทษโพรมีธีอุสอย่างรุนแรง โดยจับโพรมีธีอุสซ่ามโซ่ตรวนติดกับชะง่อนผาสูง บนยอดเขาคอเคซัส ตอนกลางวันให้พญาเหยี่ยวตัวหนึ่ง (บางตำนานบอกว่าเป็นพญาแร้ง) มาจิกไซ้ตับกินทีละน้อยตลอดวัน ตอนกลางคืนให้ตับงอกขึ้นมาใหม่ เพื่อให้พญาแร้งมากินในวันรุ่งขึ้น เป็นเช่นนี้วนเวียนไปตลอด
โพรมีธีอุสต้องโทษทรมานเช่นนี้เป็นเวลานานถึงสามหมื่นปี จนกระทั่งมีวีรบุรุษผู้หนึ่งชื่อเฮอร์คิวลีส จอมพลัง มาฆ่าพญาเหยี่ยวตาย และปลดปล่อยโพรมีธีอุสให้เป็นอิสระ…(อ่านต่อตอนจบ)
-โปรดติดตามตอนต่อไป-
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า