ตำนานเทพเจ้ากรีก(ตอนที่6):จ้าวสมุทรโพไซดอน(ตอบจบ)

(ต่อจากตอนแรก

ชาวเมืองทรอยพากันเซ่นสรวงเทพเจ้า เพื่อวิงวอนถามว่า จะให้ชาวเมืองทำอย่างไร จึงจะรอดพ้นจากภัยแห่งสัตว์ร้ายคราวนี้

เทพเจ้าให้คำตอบว่า ชาวเมืองจะต้องนำสาวพรหมจารีให้สัตว์ร้ายกิน เมื่อมันได้กินสาวพรหมจารี 1 คน มันก็จะเกิดความพึงพอใจ และหยุดอาละวาดไป 1 ปี
 
 
ชาวเมืองทรอยจำต้องทำตาม โดยให้สาวพรหมจารีจับสลากกัน หญิงใดโชคร้าย ก็ถูกจับไปเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย โดยนำหญิงนางนั้นไปผูกไว้กับโขดหินริมทะเล เมื่อถึงเวลาสัตว์ร้ายก็จะโผล่ขึ้นมากิน

 
ทำเช่นนี้ไปทุก ๆ ปี มีสาวพรหมจารีต้องไปเป็นเหยื่อจำนวนมาก ทำให้หญิงสาวในเมืองต่างรีบแต่งงาน เพื่อหนีการเป็นพรหมจารี กระทั่งสุดท้าย ทั่วทั้งเมืองทรอยเหลือสาวพรหมจารีอยู่เพียงคนเดียว นั่นคือ นางเฮไซโอนี่ (Hesione) ผู้เป็นธิดาของท้าวลาโอเมดอน
 
ฝ่ายท้าวลาโอเมดอน เกิดความอาลัยลูกสาว จึงต้องรีบคิดหาวิธีแก้ไข ด้วยการประกาศหาผู้กล้ามาปราบสัตว์ร้าย โดยตั้งรางวัลไว้อย่างงาม ซึ่งรางวัลนั้น บางตำราก็กล่าวว่าเป็นตัวเจ้าหญิงเฮไซโอนีเอง แต่บางตำราก็ว่าเป็นม้าฝีเท้าดีจำนวนหนึ่ง
 
 
ผู้ที่เข้ามารับอาสาปราบสัตว์ร้ายตามประกาศครั้งนี้คือ เฮอร์คิวลิส (Hercules) วีรบุรุษผู้ทรงพลัง (มนุษย์ครึ่งเทพ เป็นบุตรของซุส) เขาได้ไปดักรอสัตว์ร้ายที่ริมทะเล เมื่อมันโผล่ขึ้นมา จึงเปิดฉากต่อสู้อย่างดุเดือด และจบลงด้วยการตายของเจ้าสัตว์ร้าย สร้างความยินดีให้แก่ชาวเมืองทรอยเป็นอย่างมาก
 
หลังจากสัตว์ร้ายได้ตายลงแล้ว ท้าวลาโอเมดอนก็ยังคงใช้นิสัยเดิม ๆ ของเขา คือ กลับคำ ไม่ยอมจ่ายรางวัลตามที่ได้ตกลงกับเฮอร์คิวลิสไว้ ทำให้เฮอร์คิวลิสโกรธแค้นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่สามารถแก้แค้นได้ เพราะยังมีภารกิจอื่น ๆ ที่ต้องรีบไปทำ จึงได้แต่เก็บเอาความแค้นนั้นไว้ และจากไปแต่โดยดี เพื่อจัดการกับภารกิจของตนให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
 
ส่วนโพไซดอน เมื่อครบกำหนดเวลาการถูกเนรเทศแล้ว จึงได้กลับคืนสู่พระราชวังใต้สมุทร เป็นราชาแห่งท้องทะเลตามเดิม ไม่ได้ส่งสัตว์ร้ายมารบกวนเมืองทรอยอีก แต่ยังคงเกลียดชังเมืองทรอบสืบมา
 
 
อย่างไรก็ตาม ตามตำนานกล่าวกันว่า โดยปกติแล้วโพไซดอนไม่ใช่เทพเจ้าที่ดุร้ายแต่อย่างใด เวลาที่ไม่มีเรื่องให้ต้องโกรธ ก็ทรงมีเมตตากรุณาต่อมนุษย์มากทีเดียว
 
ดังเช่นครั้งหนึ่ง มีมนุษย์นามว่าอิดาส (Idas) หลงรักสาวสวยนามว่า มาร์เปสซา (Marpessa) แต่บิดาของมาร์เปสซาไม่ยินยอมให้แต่งงานกัน อิดาสจึงพยายามเดินทางดั้นด้นไปหาเทพโพไซดอนด้วยความยากลำบาก (ไม่ทราบว่าไปด้วยวิธีไหน) และอ้อนวอนขอยืมราชรถของพระองค์ เพื่อไปลักพาหญิงผู้เป็นที่รัก
 
ครั้งนั้นเจ้าสมุทรก็ทรงเห็นใจ ให้ใช้ราชรถของตนไปลักพามาร์เปสซามาได้สำเร็จตามแผน โดยที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่กล้าติดตามด้วยเกรงอำนาจของโพไซดอน
 
แต่ขณะที่กำลังหลบหนี และทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดีนั้น เทพอะพอลโลก็เข้ามาขวางราชรถเอาไว้เสียก่อน โดยอ้างว่าพระองค์ก็หลงรักมาร์เปสซาเช่นกัน และต้องการชิงตัวมาร์เปสซามาเป็นของตน
 
 
เมื่อเรื่องเป็นดังนี้อิดาสเองก็ไม่ยอม จึงเป็นเหตุให้เกิดศึกชิงนางระหว่างมนุษย์กับเทพอะพอลโล แต่ยังไม่ทันได้ต่อสู้กัน มหาเทพซุส ก็ขว้างสายฟ้าลงมาขัดจังหวะเสียก่อน และสั่งให้มาร์เปสซาเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง ว่าจะไปอยู่กับใคร
 
มาร์เปสซาคิดทบทวนอย่างรอบคอบ เห็นว่า อะพอลโลเป็นเทพ ผู้ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันตาย ส่วนตนนั้นเป็นหญิงชาวมนุษย์ นานไปก็ต้องเหี่ยวเฉา แก่ชรา และตายไปในที่สุด จึงตัดสินใจเลือกอิดาส ซึ่งเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับตน ซุสก็เคารพการตัดสินใจของนาง โดยตัดสินให้นางไปอยู่กับอิดาสตามที่เลือก
 
เมื่อความขัดแย้งครั้งนั้นจึงสิ้นสุดลงโดยไม่มีการต่อสู้ใด ๆ การลักพาตัวก็สำเร็จไปได้ด้วยดี อิดาสจึงนำเอาราชรถมาส่งคืนให้เทพโพไซดอนด้วยดี
 
 
นอกจากนี้ ในตำนานของโพไซดอน ยังมีเรื่องพิพาทกับเทวีอาธีนา เพราะแย่งกันครองนครที่เพิ่งสร้างใหม่ ซึ่งครั้งนั้นโพไซดอนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะอาธีนามีสติปัญญาเป็นเลิศ นครที่สร้างใหม่นั้นจึงได้ชื่อว่านครเอเธนส์ ตามชื่อของเทวีอาธีนา และอีกคราวหนึ่ง เทพโพไซดอนยังได้มีการพิพาทกับอะพอลโล เพราะแย่งกันครองนครคอรินส์ ซึ่งครั้งนี้โพไซดอนเป็นฝ่ายชนะ…(จบตอนจ้าวสมุทรโพไซดอน)
 
-โปรดติดตามตอนต่อไป-
 
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า