ทำไมเราต้องเห็นภาพลวงตา?

สำหรับนักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยา ภาพลวงตาไม่ได้หมายความเพียงแค่การตีความที่บิดเบือนของสมองอันเนื่องมาจาก ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อรูปร่างหรือภาพที่มองเห็น แต่หมายรวมถึงข้อจำกัดของการรับรู้ด้วย ภาพลวงตาเกิดขึ้นได้หลายร้อยรูปแบบที่แตกต่างกัน ส่งผลกระทบต่อการรับรู้เรื่องรูปร่าง ขนาด สี ความสว่าง มิติ ตำแหน่ง และแม้แต่การเคลื่อนไหว ฯลฯ

สาเหตุที่เราเห็นภาพลวงตาสืบเนื่องมาจากวิวัฒนาการของสมองด้านการประมวลผล ภาพ มันคงจะไม่ดีถ้าเราต้องใช้เวลานานเกินไปในการมองและเข้าใจในสิ่งที่เห็น เช่น ถ้าเราขับรถอยู่และสมองต้องประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นทุกๆครั้ง กว่าจะรับรู้ว่ามันคืออะไรและควรทำอย่างไร เราก็คงจะขับรถชนมันไปก่อนแล้ว สมองจึงต้องใช้วิธีลัดทุกวิธีที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาให้เร็วที่สุด มันจึงเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นเข้ากับสมมติฐานจากประสบการณ์ ประกอบเป็นสิ่งที่เรารับรู้

ภาพลวงตาตัวอย่างที่เป็นสีของรูบิคนี้ก็เหมือนกัน ปกติเราประเมินสีจากเงื่อนไขของการรับแสงของวัตถุด้วย เรารู้ว่าวัตถุสีเดียวกัน ด้านที่รับแสงน้อยกว่าควรจะมีสีเข้มกว่า แต่ในภาพนี้เขากลับใช้สีเดียวกัน ขัดกับความเป็นไปได้ที่เรารู้ สมองจึงสรุปว่ามันเป็นคนละสีมาตั้งแต่ต้นแล้วและมองเห็นมันเป็นคนละสีไปเลย เรารับรู้ภาพด้วยสมอง ไม่ใช่ด้วยตา ตาเป็นแค่เซ็นเซอร์ แม้เซ็นเซอร์จะตรวจพบสีน้ำตาล ถ้าสมองบอกว่านั่นคือสีเหลือง เราก็จะเห็นสีเหลือง

คนเรารู้จักเล่นกับภาพลวงตากันมาหลายศตวรรษแล้วโดยเฉพาะพวกศิลปิน สถาปนิก และนักออกแบบ นักออกแบบสมัยกรีกโบราณ รู้จักการสร้างเทวสถานที่โอ่อ่าโดยใช้เทคนิคภาพลวงตา พวกเขาออกแบบด้านบนของสิ่งก่อสร้างให้เรียวแคบขึ้นไป เพื่อผู้ที่อยู่ภายในและมองขึ้นด้านบนเห็นว่าสิ่งก่อสร้างนั้นสูงกว่าความ เป็นจริง

เรามีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเราเห็นภาพลวงตาได้อย่างไร แต่นักวิทยาศาสตร์อยากรู้มากกว่านั้นเสมอครับ

พวกเขาอยากรู้ว่า มันก็จริงอยู่ที่การประมวลผลในลักษณะนี้ช่วยให้เรารับรู้ได้เร็วขึ้น แต่มันก็ทำให้เราถูกหลอกได้ง่ายมากๆด้วยนะ แบบนี้ดีแล้วหรือ หรือว่าพัฒนาการด้านการรับรู้ภาพของเรายังไม่ถึงจุดสูงสุด?


แต่ก่อนทริกซ์เกี่ยวกับภาพลวงตามีเพียงการศึกษาในกลุ่มของมนุษย์ แต่หลังๆนี้มีการศึกษาในสัตว์ด้วยและพบว่าสัตว์ต่างๆก็ถูกหลอกได้ด้วยภาพลวง ตาลักษณะเดียวกับที่มนุษย์ถูกหลอก การที่สัตว์ต่างประเภทซึ่งมีเส้นทางวิวัฒนาการแยกออกจากกันนานแล้ว แต่ลงเอยด้วยวิวัฒนาการการประมวลผลภาพเหมือนๆกัน อาจคิดได้ว่าการประมวลผลและรับรู้โดยใช้สมมติฐาน(ซึ่งมีผลกระทบคือจะเห็น ภาพลวงตา)นั้นเคยมีประโยชน์(หรืออาจจะยังคงมีประโยชน์อยู่) ไม่เช่นนั้นวิวัฒนาการคงจะหลีกเลี่ยงมันและมีหนทางที่ดีกว่าไปนานแล้ว…

ธรรมชาติมีเหตุผลเสมอ

หรือว่าที่จริงแล้วพวกเราจำเป็นต้องมองเห็นภาพลวงตาเพื่อความอยู่รอดด้วย?

ความคิดที่ว่าสีสันของสัตว์ทำให้เกิดภาพลวงตา นั้นมีมากว่าร้อยปีแล้ว ทีแรกเป็นแนวคิดของศิลปินชาวอเมริกันที่รู้จักการใช้เทคนิคของแสงในงานศิลปะ ของเขา และคิดว่าธรรมชาติก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ไม่ต่างกัน สีสันและลวดลายของสัตว์ถูกแต่งแต้มให้พวกมันมีชีวิตรอด ทำให้ถูกมองเห็นหรือเร้นหายไปจากสายตาได้แม้มีสีสันที่ฉูดฉาด

หากวิวัฒนาการคือการแข่งขัน แล้วทำไมนักล่าต้องเห็นภาพลวงตา?

เหยื่อที่มีสีสันลวงตาคือผู้ถูกเลือกให้อยู่รอด หรืออันที่จริงนักล่าถูกกำหนดให้ยังคงมองเห็นภาพลวงตาเพื่อไม่ให้ได้เปรียบ เกินไปจนเสียสมดุลย์กันแน่? หรืออาจจะทั้งสองเหตุผล ธรรมชาติอาจฉลาดและซับซ้อนมากกว่าที่เราเข้าใจ แต่ที่แน่ๆการเห็นภาพลวงตานั้นมีประโยชน์และยังคงมีประโยชน์มาตลอด ไม่ใช่แค่เรื่องของความอยู่รอดเฉพาะหน้า แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ด้วย


สัตว์ใช้ประโยชน์จากการมองเห็นภาพลวงตาในหลายจุดประสงค์ หลายสถานการณ์ หลบซ่อน หาคู่ ดึงดูดความสนใจ และหลอกลวงสายตาของนักล่า ตัวอย่างที่น่าทึ่งคือการสร้างรังของนกบาวเวอร์ พวกมันรู้จักเทคนิคลวงตาแบบที่สถานิกกรีกใช้กัน นั่นคือการเรียงก้อนกรวดขนาดต่างๆให้ตัวเมียเห็นว่ารังของมันดูกว้าง ใหญ่ และลึก มากกว่าความเป็นจริง

สัตว์บางชนิดก็รู้ว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวของมันมีผลต่อการมองเห็น การอยู่ในแวดล้อมที่เหมาะสมจะทำให้มันดูน่าสนใจมากขึ้น เช่น ปูก้ามดาบ ที่ตัวเมียมักจะเลือกคู่โดยเลือกตัวผู้ที่ตัวใหญ่ก้ามใหญ่ที่สุดก่อนเสมอ ปูตัวผู้รู้ว่าถ้ามันอยู่ในวงล้อมของปูที่ตัวเล็กกว่า จะทำให้มันดูใหญ่โตกว่าปูขนาดเดียวกันที่อยู่ในวงล้อมของปูขนาดใหญ่กว่าและ มีโอกาสถูกเลือกมากกว่า ดังนี้เป็นต้น แบบนี้ปูตัวไหนๆก็มีโอกาสผสมพันธุ์ถ้ามันฉลาดพอ


แต่เราก็ไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับการมองเห็นภาพลวงตาของสัตว์ประเภทต่างๆ เพราะเรื่องของการมองเห็นมันอธิบายได้ยากก็พวกมันพูดบรรยายไม่ได้เหมือนคน เรื่องนี้ยังคงต้องศึกษากันต่อไป แต่ก็พอจะสรุปได้ว่าวิวัฒนาการตัดสินว่า ภาพลวงตานั้นมีประโยชน์ เราจึงมองเห็นภาพลวงตา ดังที่นักสรีรวิทยาคนหนึ่งกล่าวไว้เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ว่า…

“การหลอกลวงของประสาทสัมผัส คือ ความจริงที่เรารับรู้มาโดยตลอด”

ζ-Zeta S.
http://www.theguardian.com/science/blog/2014/mar/21/animals-humans-optical-illusions
อ่านเพิ่มเติม

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า