นักบุญ กับ ปีศาจ

“สะอาดดีแล้ว คุณต้องได้เป็นนักเคมีระดับโลกแน่”
ชายวัย 50 เอ่ยชมลูกศิษย์ในปกครอง เหมือนกับ
ทุกครั้งที่เขาจะเริ่มบทสนทนาอะไรสักอย่างที่ไม่สนุก

 

“หรืออย่างน้อยหนูก็มั่นใจว่าตอนนี้หนูเป็นเด็กที่
ล้างหลอดทดลองเก่งที่สุดในโลกไปแล้วล่ะ”
เด็กหญิงอายุ 12 กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่ง
ในการแหย่แปรงหางกระรอกเข้าไปในหลอดทดลอง
ขนาดเล็ก เธอเกลียดงานล้างอุปกรณ์ แต่ก็ยินดีที่จะ
ล้างอะไรก็ได้ในโลกนี้ เพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับเขา
ถึงจะเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่บางครั้งก็ได้ฟังอะไรสนุก ๆ

 

“นี่…ผมสังเกตนะ ทำไมพวกเด็กไทย ถึงมักจะอาย
เวลาที่ทำเรื่องอะไรดี ๆ ล่ะ คุณก็เป็นเด็ก
พอจะมีไอเดียบ้างไหม?”

 

นั่นเป็นคำถามที่คนฉลาดซึ่งผ่านโลกมา 50 ปี น่าจะรู้
เด็กหญิงขมวดคิ้ว ไม่ได้คิดหาคำตอบ เพราะรู้ดีอยู่แล้ว
เพียงแต่คิดว่าควรจะตอบดีหรือเปล่า…

 

“พวกเราไม่ได้อาย…แต่ลึก ๆ แล้วเราก็รู้ว่า ไม่มีใคร
ชอบเห็นคนที่ดีกว่าตัว การทำดีแล้วพูดไปทั่ว จึงเป็นสิ่งที่
ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะคนอื่นจะมองว่าคุณเอาหน้า
และหนูไม่คิดว่าจะเป็นเฉพาะกับเด็กไทยหรอกมั้ง…”

 

“คุณคิดอย่างนั้นมันไม่ดีเลยรู้ไหม มันเป็นการมอง
คนอื่นในแง่ร้าย… ผมคิดว่าเป็นเพราะคนไทยมีนิสัย
อ่อนน้อมถ่อมตนมากกว่า…”

 

“ถ้านั่นเป็นข้อสรุปของคุณ หนูก็ควรจะดีใจ…”
เด็กหญิงหงุดหงิดใจใน ‘เฮอะ…พวกนักบวชก็เงี้ยะ’

 

————————————————————-

 

อาทิตย์ต่อมา เขาก็ยังไม่ยอมจบกับเรื่องนี้

 

“ผมจะทำโครงการประกาศความดี ใครที่ทำความดี
จะถูกประกาศชื่อและชื่นชม เด็ก ๆ จะได้คุ้นเคยกับ
การถูกชมเชย คุณว่าดีหรือเปล่า?”

 

“ผลก็คือ พวกเขาจะไม่กล้าทำความดีอีกเลยเพราะ
กลัวถูกประกาศชื่อ แล้วก็จะถูกเพื่อนล้อเลียน”
เด็กหญิงออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมา

 

เขาเป็นอาจารย์และเป็นอธิการ ใคร ๆ ก็พร้อมที่จะ
สนับสนุนทุกอย่างที่เขาคิดอยู่แล้ว บางทีความขัดแย้ง
อาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขายังคงสนใจที่จะถาม
ความเห็นของเด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่ง

 

“คุณเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายจริง ๆ ด้วย
พูดจาเหมือนยายแก่ตัวกะเปี๊ยก…” เขาหัวเราะอย่างเอ็นดู

 

“แต่บางทีก็อาจคุ้มที่จะลองค่ะ”
เด็กหญิงพูดเชิงสนับสนุนเพื่อให้หัวข้อนี้มันจบ ๆ ไปเสียที
มันเป็นหัวข้อสนทนาที่ดูผิดปกติจนชวนให้ขนลุก

 

————————————————————-

 

ไม่น่าเชื่อ อาทิตย์ต่อมาโครงการนี้มันก็งอกออกมาจริง ๆ
ในช่วงแรก ๆ มันเป็นอะไรที่ออกจะพิลึกชอบกล
ตอนที่เข้าแถว จะมีการประกาศชื่อคนทำความดี
ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นพวกที่เก็บของตกหล่นได้
เช่น เงิน ดินสอ กระเป๋า ฯลฯ มีเจ้าทรัพย์ขึ้นไปกล่าวคำ
ขอบคุณและทั้งหมดก็ปรบมือให้อย่างเอิกเกริก

 

หลังจากนั้นไม่นาน มันก็เป็นไปตามที่เด็กหญิงทำนาย
นักเรียนชั้นโต ๆ กลัวมากที่จะถูกประกาศชื่อ
แต่ที่ผิดคาดก็คือ พวกเด็กประถมเล็ก ๆ ขยันทำความดี
กันอย่างล้นหลาม เสียจนทุกคนคิดว่าโครงการนี้
มันชักจะไม่เหมาะกับโรงเรียนที่มีการเข้าแถวกลางแจ้ง
ถึง 5 ครั้งต่อวัน (เช้า พักเบรก กลางวัน พักเบรก เย็น)
เพราะต้องยืนกันจนรองเท้าอ่อนยวบด้วยความร้อน

 

แต่ก็เห็นจะมีใครบางคนที่ถูกอกถูกใจกับสิ่งนี้…

 

“เห็นไหม ใคร ๆ ก็อยากเป็นคนดีทั้งนั้น ทุกที่ต้องการคนดี”
เขาพูดอย่างอารมณ์ดี น้ำเสียงแฝงชัยชนะอยู่ในที

 

“ก็มีแต่พวกเด็กเล็ก ๆ ที่ชอบโครงการของคุณ…”
เด็กหญิงแทบจะเก็บน้ำเสียงไม่พอใจเอาไว้ไม่อยู่
แต่ก็ต้องระลึกเสมอว่าเธอเป็นเด็กอายุ 12 และไม่ควร
แสดงกิริยาไม่เหมาะสมซึ่งนั่นจะหมายถึงเธอเองก็เป็น
หนึ่งในจำพวกคนที่…”ไม่ชอบเห็นอะไรดี ๆ เกิดขึ้น”

 

“เด็กเล็ก ๆ สิดี พวกเขาบริสุทธิ์ จะได้ซึบซับอะไรดี ๆ
ก่อนที่จะสายเกินไป…” เขาตอบอย่างเชื่อมั่น

 

นั่นฟังดูยังกับคำพูดกระทบกระเทียบ แต่เด็กหญิงมั่นใจว่า
เขาไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่ใช่คนที่ชอบเก็บเอาความเห็น
ที่แตกต่างมาเป็นอคติส่วนตัว ข้อนั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม
และเธอก็หวังว่าจะเป็นได้สักครึ่งหนึ่งของเขา

 

————————————————————-

 

ในโรงอาหาร ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของ
เหล่าทะโมน ที่นี่มีตั้งแต่สองขวบครึ่งถึงสิบแปดปี
พวกเขาดูไร้เดียงสา ซุกซน และแฝงไปด้วย
สัญชาตญาณที่ไม่อาจปกปิดได้มิดด้วยวัยอันอ่อนเยาว์

 

เด็กหญิงนั่งทานข้าวกับเพื่อนวัยรุ่น 4-5 คน

 

“ร้อนซิบ…เลย วันนี้ขออย่าให้ไอ้พวกเด็กเวรทำความดี
กันเยอะนักไม่งั้นได้ถูกแดดเผาตายกันมั่งแหละ”
คนหนึ่งสบถดินฟ้าอากาศ

 

“ฮื่อ…นั่นซิ แค่ยางลบก้อนเดียว เงินบาทเดียวก็ได้
ประกาศชื่อแล้วปัญญาอ่อนขึ้นทุกวัน…”

 

“แต่ละวันมีของหายในโรงเรียนนี้มากกว่าของหาย
จากทั่วโลกรวมกันอีกมั้ง น่าจะเปลี่ยนชื่อจากโครงการ
เด็กดี ไปเป็นโครงการเด็กโรคจิตเหอะ”

 

พวกเขาหัวเราะ…
น่าดีใจเหลือเกินที่เจ้าของโครงการไม่มาได้ยิน

 

เสียงตอบรับประมาณนี้เกิดขึ้นทั่วไปในกลุ่มเด็กโต
เด็กหญิงไม่โง่พอที่จะแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
เธอเรียนรู้ที่จะไม่พูดอะไรให้เป็นการผูกมัดตัวเอง
โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่พร้อมจะพูดอะไรเมื่อไหร่ก็ได้

 

ถัดไปไม่ไกลเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
กำลังใช้นิ้วอ้วนป้อมของเธอ ค่อย ๆ เขี่ยเหรียญสิบบาท
ออกจากใต้ถาดข้าวของเพื่อน โดยที่เพื่อนไม่รู้ตัว
แน่นอน วันนี้ต้องมีคนทำเงินหาย 10 บาท และมีคนเก็บได้

 

“ทุกคนอยากเป็นคนดี ทุกที่ต้องการคนดี…”
เด็กหญิงอยากหลับหูหลับตา และเชื่อมัน

 

มีความเจ็บปวดที่สัมผัสไม่ได้ ล่องลอยอยู่ในอากาศ
มันคืออะไรกันนะ? เจ้าสิ่งที่ทำให้คุณอยากจะลุกขึ้น
แล้วหนีไปให้ไกล ๆ ….

 

เป็นไปได้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วเธอเองก็แอบหวังว่า
เขาจะเป็นฝ่ายพูดถูก?

 

หันไปอีกทางหนึ่ง เด็กประถมเล็ก ๆ วิ่งมาดึงแขนเพื่อน
มันน่าอิจฉาเหลือเกินที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพื่อที่จะได้ยิน
สิ่งบริสุทธิ์ ที่พูดว่า…

 

“เอาโบว์ของตัวเองมาเร็ว วันนี้ตาเค้าทำความดีมั่งนะ”

 

————————————————————-

 

“วันนี้คุณทำความดีหรือยัง?”

 

มันแทบจะเป็นสโลแกนอันน่าภูมิใจของเขาไปแล้ว
นับตั้งแต่โครงการนี้เริ่มขึ้น และเขาก็ใช้ประโยคนี้
ทักทายทุกครั้งที่เด็กหญิงโผล่หัวเข้าไปอาสาที่จะ
ทำงานอะไรก็ได้ เพื่อฆ่าเวลาในตอนพักเที่ยง

 

เมื่อได้ยินคำทักทายนั้น คำพูดร้ายกาจมากมายก็
อัดแน่นอยู่ในใจของเธอ ‘คุณก็อยู่แต่ตรงนี้ จะไปรู้อะไร’
เด็กหญิงเค้นสมองหาคำสุภาพที่แสบ ๆ สักคำหนึ่ง
หรือประโยคสั้น ๆ สักประโยคหนึ่งที่จะแทนความเป็นจริง
ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ลงไป…

 

ถ้าปีศาจตนหนึ่ง จำเป็นต้องตอบคำถามของนักบุญ
เกี่ยวกับโลกมนุษย์ เพื่อที่จะไปนรก หรือ สวรรค์
มันจะตอบอย่างไรให้ตนเองดูไม่ชั่วร้าย โดยที่ไม่โกหก?

 

ใบหน้าใจดีที่เปื้อนยิ้มอยู่เสมอทำให้เด็กหญิงกลืน
บางอย่างลงคอไป ‘อย่าทำร้ายเขา เธอมันเด็กชั่วร้าย’
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว…

 

“ก็ได้…คุณพูดถูกแล้ว หนูคิดผิดเอง ก็หนูยังเด็กนี่”
นั่นคือคำตอบของปีศาจ…เป็นคำตอบที่เมตตา

 

หลายครั้ง พื้นที่เล็ก ๆ ที่สวยงามของคนดีก็ถูกเว้นไว้
ด้วยความปราณีของปีศาจ ที่ไม่อยากทำลายมัน
เพราะปีศาจเองก็ต้องการคนดีหรืออย่างน้อย
ก็คนที่มองตัวมันในแง่ดี…

 

ความเงียบแปลก ๆ เกิดขึ้น

 

“คุณไม่ต้องรีบร้อนที่จะโตนักหรอกนะ…”

 

มีบางอย่างในคำพูดนั้นที่ทำให้เด็กหญิงรู้ว่าที่จริงแล้ว
เขาเองก็รู้ดี ในสิ่งที่เกิดขึ้นและทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอคิดว่า
ตัวเองรู้ดีที่สุด ก็ไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่เขารู้…ช่างโง่เขลา

 

หรือว่าความเจ็บปวดแปลก ๆ นั่นคือความจริงที่ว่า
ลึก ๆ แล้วเด็กหญิงรู้ดี ว่าเขาเองก็ “รู้” แต่เลือกที่จะทำเพราะคิดว่า
มันคงจะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย หรืออะไรทำนองนั้น…

 

บางครั้งคนเราก็ไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุด
มีเพียงทางเลือกที่ดีกว่า…

 

————————————————————-

 

รู้มั้ย…

 

บางคนคิดว่าตัวเองฉลาด และเข้มแข็ง
ที่สามารถยอมรับความจริงแย่ ๆ ของโลกใบนี้ได้
และมองเห็นมันตามความเป็นจริง

 

แต่มันต้องใช้ความฉลาด และเข้มแข็งมากกว่าหลายเท่า
ที่จะมองสิ่งแย่ ๆ เหล่านั้น ให้เป็นอะไรดี ๆ…

 

และนั่นอาจจะเป็นความแตกต่างระหว่าง
นักบุญ และ ปีศาจ…

 

แอดมิน
http://goo.gl/Awx7ZI

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

One Response to “นักบุญ กับ ปีศาจ”

  1. Hisaina says:

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วน้ำตาซึมเลยทีเดียว เพราะช่วงหนึ่งของชีวิตก็เคยพบกับเหตุการคล้ายมากๆกับในเรื่องนี้
    เรื่องเเนวนี้เป็นเรื่องที่ดีมากเลยล่ะ น่ารัก และบาดลึก เป็นการเล่าความจริงอย่างไม่เจ็บปวด ฮ่าา (ความจริงมักเจ็บปวดเสมอ) ขอบคุณที่นำสิ่งดีๆมาแบ่งปันค่ะ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า