น้องสาว…ข้างบ้าน

 

วันนี้มีใครคนหนึ่งมาหาฉัน เพื่อบอกว่า “พี่หนูเรียนจบแล้ว อย่าลืมไปงานรับปริญญาหนูนะ”

 

ฉันใช้เวลาชั่วอึดใจประมวลผลหญิงสาวน่ารักเจ้าของกิริยาเรียบร้อยตรงหน้า

 

ใครคนนั้นก็คือเด็กหญิงคนหนึ่งที่เคยอยู่ข้างบ้านฉัน เธออายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี

 

ฉันไม่ได้เจอกันเธอนานเท่าไหร่แล้วนะ?

 

จริงหรือเปล่าที่เขาพูดกันว่า คนเราเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น ก็จะยิ่งคิดถึงอดีตมากขึ้น

 

วันนี้เราคุยกันแต่เรื่องในอดีต

 

การได้นั่งคุยกันมันเหมือนกับว่า เรายังเป็นเด็กหญิงสองคน และบางอย่างก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไป

 

เธอเป็นเด็กหญิงธรรมดาที่มีความพิเศษ และสอนให้ฉันได้รู้จักบางอย่างที่สำคัญมากตั้งแต่เด็ก…

 

 —————————————————————-

 

ตอนที่ฉันเป็นเด็ก มีเพื่อนบ้านอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งมีลูกสาวสามคน พี่สาวสองคนของบ้านนั้นโตเป็นสาวหมดแล้ว แต่น้องคนเล็กอายุไร่เรี่ยกับฉัน จึงมักจะมาเล่นกับฉันตามประสาเด็ก เธอเป็นเด็กหญิงขี้อ้อนที่มักจะเหงาอยู่ตลอดเวลา วันหยุดทีไรจะต้องขนของเล่นมาคอยหน้าบ้าน เธอชอบเล่นขายของและเล่นตุ๊กตา

 

ส่วนฉันเป็นลูกสาวคนเดียว เพื่อนเล่นของฉันตั้งแต่เกิดก็คือพ่อ การละเล่นของพ่อก็เช่น ก่อไฟปิ้งไข่ ตกปลามาย่าง เล่นว่าว ไปตามเรื่องตามราวของพ่อ พอโตขึ้นมาหน่อยฉันจึงค่อนข้างรู้สึกกระดากเวลาเล่นตุ๊กตาหรือเล่นบทบาทสมมติต่าง ๆ เวลาที่เล่นตุ๊กตากับน้องข้างบ้านพ่อก็จะแซวว่า “เฮ้ยยยย…วันนี้ลูกสาวป๊าเล่นตุ๊กตาด้วยแหละ หม่ะม้ามาดูเร้วว…” ฉันจะรู้สึกเขิน ๆ บอกไม่ถูก ยิ่งเวลาผู้ใหญ่มาชมว่า เด็ก ๆ เล่นกันน่ารักจัง จะรู้สึกประมาณว่า “ชั้นทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย…” ฉันจึงไม่ค่อยชอบเล่นกับน้อง

 

แต่น้องข้างบ้านตอนนั้นยังเด็กมากก็จะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เธอจะมาคอยฉันแต่เช้า เธอเป็นเด็กเรียบร้อย พูดเพราะ และยอมทุกอย่างถ้าจะได้เล่น เวลาเล่นด้วยกันก็จะยอมเอาใจ รับใช้ทุกอย่าง คืออยากมีเพื่อนน่ะแหละ (ทำให้ฉันใจอ่อน) ที่จริงฉันไม่ใช่เด็กซุกซน ฉันไม่ค่อยชอบเล่นอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อถูกรบเร้าฉันจึงแก้ปัญหาโดยการชวนน้องไปเล่นในท่อ เพื่อผู้คนจะได้ไม่เห็นเวลาเล่นตุ๊กตากัน ท่อนั่นเป็นท่อปูนใช้ระบายน้ำลงคลอง เส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 เมตร แต่ไม่ยาว หน้าแล้งน้ำแห้ง ในท่อจะเป็นเหมือนอุโมงเล็ก ๆ เด็กเดินลอดได้

 

ฉันบอกว่า “นี่คือฐานทัพลับของเราสองคนนะ” น้องก็มีอารมณ์ร่วม รู้สึกสนุกสนานไปด้วย สองคนแอบเล่นตุ๊กตาในท่อแคบ ๆ มันก็ไม่ได้สะดวกสบายนักและเมื่อยมาก ฉันตัวเล็กและผอมกว่า ก็รู้สึกเฉย ๆ แต่น้องตัวโตกว่ามันก็ค่อนข้างคับ ต้องขดตัวอยู่ตลอด แต่เธอก็ไม่บ่น เพราะอยากมีเพื่อนเล่น

 

ไม่น่าเชื่อว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ จะสามารถผูกเรื่องราวของตุ๊กตาได้อย่างสลับซับซ้อน ในการเล่นตุ๊กตากับเธอจะมีเป็นตอน ๆ แถมยังมีตอนต่อไปด้วย (คิดได้ไงเนี่ย)   – -“

 

จนวันนึงเธอก็มาชวนไปเล่นอีก แต่ฉันเบื่อมาก ฉันไม่ชอบเล่นตุ๊กตาเลย ก็เลยชวนเล่นอย่างอื่น เล่นแบบที่พ่อเคยเล่นให้ดู…

 

ก่อนหน้านั้นพ่อสอนเล่น “ผักบุ้งไฟแดง” (พ่อตั้งชื่อเอง) แต่ไม่ได้ผัดผักบุ้งจริง ๆ วิธีการเล่นคือเอาเศษเทียนไขใส่กระป๋องนม ตั้งไฟร้อน ๆ ให้เทียนละลาย แล้วพอหยดน้ำลงไป ไฟจะลุกพรึ่บขึ้นมาอย่างแรง น่าตื่นตาตื่นใจมาก เราชอบเล่นกันตอนปิ้งไข่ วันนี้ฉันเลยจะพาน้องเล่น แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราก็เข้าไปเล่นกันในท่อ…

 

“วันนี้พี่มีอะไรเจ๋ง ๆ ให้ดู รับรองสนุกมาก แต่เล่นแล้วห้ามกลัวนะ ห้ามร้องไห้ด้วย”

 

“ดีจ้ะ หนูอยากดู หนูไม่ร้องไห้แน่นอน” เด็กหญิงตบมือเปาะแปะ

 

ฉันเอาอิฐมาตั้ง แล้วก่อไฟกองเล็ก ๆ ด้วยเศษใบไม้ เอาฝาเบียร์วาง แล้วต้มเทียนชิ้นเล็ก ๆ ในฝาเบียร์ เพราะไม่อยากให้ไฟลุกมากเดี๋ยวน้องกลัว

 

“เอานะ พร้อมยัง…”

 

“พร้อม…”

 

ฉันเอามือจุ่มน้ำแล้วสะบัดลงไปในฝาเบียร์

 

ไฟลุกพรึ่บบบบบ…

 

ไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็มากเกินคาด ความเข้าใจของเด็กคือ ถ้าใช้เทียนน้อย ๆ มันก็คงจะแค่มีไฟขึ้นมาเล็ก ๆ

 

เสียงกรี๊ดอย่างตกใจ ฉันรู้สึกร้อนวูบ พอแสงวาบหายไป ผมของน้องก็หายไปจุกหนึ่ง…

 

ผมของเด็กมันจะเป็นเส้นแดง ๆ บาง ๆ เธอมัดแกละเล็ก ๆ สองข้าง บัดนี้ ผมข้างหนึ่งแหว่งไปอย่างน่ากลัว กลิ่นเหม็นไหม้หึ่งขึ้นมา เด็กหญิงก็ร้องไห้ ฉันเองก็ตกใจ

 

“เงียบน่า” ฉันเป็นโรคจิตเล็ก ๆ คือจะรู้สึกหมั่นเขี้ยวเวลาที่เล่นกันเองแล้วมีคนร้องไห้ “โอ๊ยยยยยยย…ขี่ม้าสามศอกไปฟ้องแม่เลยไป๊…” ฉันตะคอกน้อง

 

เด็กหญิงร้องไห้เดินกลับบ้าน…

 

ฉันนั่งอยู่ในท่อ ไม่อยากกลับบ้าน สำหรับเด็กแล้วการทำผมน้องหายไปจุกหนึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย ถ้าแม่รู้กลับไปต้องโดนหนักแน่ แม่ของฉันไม่ใช่คนถือหางลูก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันต้องมีส่วนผิดอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งเสมอ แม้ว่าจะถูกคนอื่นรังแก ฉันก็ยังมีความผิดที่ไปเล่นกับคนไม่ดี ไม่ต้องพูดถึงการจุดไฟเผาหัวเด็กข้างบ้านหรอก…

 

ครู่ใหญ่ต่อมา…

 

น้องข้างบ้านมุดเข้ามาในท่ออีกครั้ง ดูเหมือนเธอจะตั้งสติได้แล้ว

 

“พี่จ๋า…หนูไม่ได้ฟ้องแม่นะ…หนูไม่ฟ้องหรอกนะ…จริง ๆ”

 

ฉันเกิดความรู้สึกประหลาด ๆ ขึ้นกับเด็กผู้หญิงคนนี้ ใจหนึ่งรู้สึกขอบคุณ ใจหนึ่งอาจจะรู้สึกแปลก ๆ และฉันก็รู้แก่ใจดีกว่าฉันสมควรถูกทำโทษ

 

“เดี๋ยวหนูจะบอกแม่ว่าหนูตัดผมตัวเอง…”

 

เธอคงจะกลัวฉันโกรธ และกลัวไม่มีเพื่อนเล่น แต่การพูดเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เกินความคาดหวัง และเหนือความคาดหมาย แต่ฉันเป็นพี่ จะให้น้องถูกดุได้อย่างไร (แต่ฉันก็ไม่อยากถูกดุเหมือนกัน)

 

“แม่ไม่เชื่อหรอกว่าตัดผมเอง ก็มันมีรอยไหม้ เอางี้ ไปเอากรรไกรมา เดี๋ยวพี่จะตัดให้มันเรียบร้อย แล้วก็บอกแม่ว่าไปตัดผมที่ร้านหน้าปากซอยมา แม่จะได้ไม่ดุ…”

 

น้องดีใจมาก  รีบวิ่งแท่ดๆๆๆ กลับบ้าน ไปเอากรรไกรตัดกระดาษมา มันเป็นกรรไกรสำหรับเด็กและไม่มีความคมเอาซะเลย

 

จากนั้นฉันก็จัดแจงตัดผมให้น้อง…

 

ตัดทีแรก คือเอาตรงที่มันหยิก ๆ เป็นรอยไหม้ออก แล้วก็ตัดส่วนอื่น ๆ ให้เท่ากัน แต่มันไม่เท่ากัน ฉันพยายามตัดให้มันดูเรียบร้อยเท่ากัน เหมือนร้านตัดผม แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันไม่ยอมเท่ากัน

 

จนในที่สุดมันก็ไม่เท่ากัน และผมของน้องที่เดิมทียาวถึงกลางหลัง ก็เหลือเลยติ่งหูขึ้นไปอีก มองให้ตายยังไงก็ไม่เหมือนตัดที่ร้านแน่นอน

 

และก็แน่นอนว่านั่นยิ่งเป็นที่สะดุดตายิ่งกว่าถูกไฟไหม้ กลับถึงบ้านพวกแม่ ๆ ก็เข้ามาสอบสวนทันที…

 

“เอ๊ยยยย! ลูก ไปทำอะไรกันมาเนี่ย?”

 

เงียบ… ฉันกับน้องมองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไร

 

“ทำอะไรน้อง…” แม่รีบจัดการฉันทันที  ที่จริงฉันเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่มีนิสัยรักสงบและไม่เกเร แต่ไม่รู้ทำไมเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทุกคนจะมองว่าฉันเป็นตัวต้นเหตุทุกทีสิน่า อาจเป็นเพราะนิสัยไม่ยอมใคร หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะฉันเป็นลูกพ่อ

 

“พี่เปล่าทำ หนูทำเองจ้ะน้า” เด็กหญิงวัยไม่น่าจะเกิน 5 ขวบออกรับแทนฉัน

 

ฉันมีประสบการณ์อันเลวร้ายกับเพื่อนผู้หญิง ทำให้ฉันไม่ชอบและไม่ไว้ใจพวกเธอมากนัก ด้วยความรู้สึกที่ว่า พวกเด็กผู้หญิงนี้ “ร้ายกาจ” แต่ฉันต้องมองเด็กคนนี้ใหม่ เธอไม่เหมือนใคร และเธอ “ดีกว่าฉัน”

 

“หนูทำเองแหละค่ะแม่ หนูเล่นผักบุ้งไฟแดงกับน้องแล้วไฟไหม้…” ฉันสารภาพผิด ฉันเกลียดเวลาที่รู้สึกว่ามีคนที่ดีกว่าฉันพยายามปกป้องฉัน

 

เรื่องแย่ ๆ ไม่ได้ตกอยู่ที่ฉันคนเดียว แต่ตกไปที่พ่อด้วย ข้อหาชอบสอนลูกเล่นอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน คืนนั้นพ่อจึงได้ฟังปาฐกถาเรื่องการเลี้ยงลูกไปเกือบชั่วโมง ทั้งที่ปกติแล้วแม่ไม่ค่อยจะบ่นเยอะ ส่วนฉันรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิดหลังจากถูกตำหนิเล็กน้อย (คุณน้าข้างบ้านขำกลิ้งเมื่อเห็นผมทรงใหม่ของลูกสาว)

 

สิ่งที่ได้จากอุบัติเหตุเล็ก ๆ ครั้งนั้นค่อนข้างยิ่งใหญ่สำหรับฉัน เราสนิทกันมากขึ้น เพราะฉันยินดีที่จะไว้ใจเธอ ฉันยินดีที่จะเล่นกับเธอ(อย่างอดทน) ไม่ใช่เพราะว่าเธอยอมรับใช้ฉัน แต่เป็นเพราะเธอควรค่าแก่ความอดทนและสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดี

 

สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ที่จะทำให้คนสองคนไว้ใจกันได้ ไม่ได้เกิดจากการให้ที่ฟุ่มเฟือย การไม่พูดโกหก หรือการสาบทสาบาน แต่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อคนหนึ่งสามารถทำให้อีกคนหนึ่งรู้สึกได้ว่า “เขาจะใช้ความพยายามสูงสุดเพื่อกันคุณออกจากความเดือดร้อนทั้งปวง” และน้องสาวข้างบ้าน ก็สอนสิ่งนั้นให้กับคนเห็นแก่ตัวอย่างฉัน มันกลายเป็นสิ่งฝังใจโดยธรรมชาติ เมื่อคบหากับใครฉันก็พยายามให้สิ่งนั้นกับพวกเขาเสมอ…

 

แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

5 Responses to “น้องสาว…ข้างบ้าน”

  1. Unknown says:

    ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนนำออก

  2. Treize says:

    เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ อ่านไปซึ้งไป

  3. Hi.Tree.Ka says:

    เรื่องนี้ดีจังเลย

  4. Wayfarer says:

    น่ารักจัง คงสนิทกันน่าดูนะครับ เล่นผักบุ้งไฟแดงเหมือนผมตอนเด็กเลยเกือบหน้าดำไปแถบนึงเหมือนกัน อย่างอื่นก็มีนะเช่น จรวดไม้ขีด ระเบิดมือประทัดดินเหนียว ปืนจุกขวดจากประทัดที่เก็บจากตอนตรุษจีน-สารทจีน กะลาลอยฟ้า ธนูแก็บ ฯลฯ (บ้านนอกเนอะ)

  5. งั้นต้องรู้จัก “กระบอกโพล๊ะ” แน่เลย ไม่รู้ว่าเขาเรียกอะไร แต่พ่อพาเรียกกระบอกโพล๊ะ ทำจากกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ เจาะรู แกนเป็นไม้ไผ่เหลากลมมีด้ามจับ ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์แช่น้ำเปียก ๆ เป็นกระสุน เวลากระแทกจะดัง โพล๊ะ ถ้ายิงโดนก็เจ็บ ๆ คัน ๆ

    แอดมินเคยเล่นหน้าไม้ที่ทำจากไม้ระกำ(ดีกว่าไม้อย่างอื่นเพราะน้ำหนักเบามาก)ใช้ไม้ไผ่ หรือก้านธูปถ่วงดินน้ำมันทำเป็นลูกดอกเล็ก ๆ ให้ความแม่นยำสูงมาก แหะ ๆ ^^”

    บ้านนอกอีกคนแล้วเนี่ย

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า