บันทึก “เสือสมิง”

“สมิง”ตำนานเสือผีกินคน
 
 
เสือสมิง คือ เสือโคร่งตัวใหญ่ดุร้ายอาศัยอยู่ในป่า มีตำนานเล่าว่ามันคือเสือผีที่สามารถแปลงร่างเป็นคนได้ โดยเสือสมิงเกิดจากเสือที่กินคนเข้าไปมาก ๆ จนมีวิญญาณของคนสิงอยู่ในตัวมันหรือบ้างก็ว่าเป็นเพราะวิชาอาคมของพ่อมดหมอผีที่ชอบเล่นชอบลองของจำพวกไสยศาสตร์ มนต์ดำ
 
ในเมืองไทยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือสมิงกันมาก โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งแต่ก่อนเป็นป่าดิบและมีเสือชุกชุมว่าที่อื่น ๆ ในตอนนั้นเสือยังมีมาก และเป็นสินค้าที่ต่างประเทศต้องการ ที่ไหนต้องการเสือ ก็จะมาดักเอาที่จันทบุรี
 
เรื่องราวเกี่ยวกับเสือสมิงมีการบันทึกและบอกเล่าต่อกันมายาวนานโดยพรานป่า ชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่ แม้กระทั่งพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้นที่จันทบุรีก็ยังมีบันทึกเรื่องนี้เอาไว้…
 
พระยาจันทบุรีในสมัยนั้น นอกจากจะต้องคอยดูแลความสงบของบ้านเมืองแล้ว ยังต้องคอยทำหน้าที่ปราบเสือที่มารังควานชาวบ้านอีกด้วย เสือที่จันทบุรีอุกอาจมาก มันไม่ได้อยู่แค่ในป่า เสือแก่ที่ไม่มีความว่องไวพอที่จะจับสัตว์ป่ากิน เลือกที่จะบุกบ้านคนเพื่อจับคนกินเพราะง่ายกว่า ทำเอาชาวจันท์หวาดกลัวกันไปทั่วทั้งเมือง จนพระยาจันทบุรีต้องตัดสินใจเปิดศึกขั้นเด็ดขาดกับเสือ เรียกประชุมพรานป่าและชาวบ้านที่มีฝีมือ แจกปืนผาหน้าไม้แยกย้ายกันไปล่าเสืออย่างเอาเป็นเอาตาย จนได้สงบกันอยู่พักหนึ่ง
 
สงบอยู่ได้ไม่นานชาวบ้านก็ต้องขวัญเสียอีกครั้งเมื่อมีข่าวลือเรื่องเสือสมิง ขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จไปพอดี ในพระราชนิพนธ์บันทึกไว้ว่า “ราษฎรเชื่อถือกลัวเสือสมิงกันมาก เล่ากันว่าที่เมืองเขมรมีอาจารย์ทำน้ำมันเสือสมิงได้ ศิษย์ได้ลักน้ำมันนั้นมาทาตัว กลายเป็นเสือสมิงไป 3 คน พลัดเข้ามาในแขวงจันทบุรี กัดคนตายไปแล้ว 5 คน บิดามารดาของศิษย์เหล่านั้น ต้องการจะเอาลูกคืนจึงเที่ยวตามหา และสั่งชาวบ้านว่า ใครพบเสือให้เอาไม้คานตี ไม่เช่นนั้นก็เอากะลาครอบรอยเท้าเสือนั้นไว้ มันจะกลับเป็นคนได้ แต่วิธีแก้นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อเสือนั้นยังไม่ทันได้กินคน ถ้ากินคนแล้วถึงทำไปก็ไม่อาจกลับเป็นคนได้อีก… พระสงฆ์ผู้เป็นอาจารย์มาติดตามเวลากลางคืน แล้วก็ไปนั่งอยู่ที่ใต้ต้นตาลริมหนองน้ำนั้นคอยจะแก้ศิษย์ให้กลับเป็นคน…”
 
จากคำบอกเล่าของพระธุดงค์รูปหนึ่งกล่าวว่า ได้ธุดงค์ผ่านไปถึงสำนักสงฆ์ที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่งบริเวณเชิงเขาในป่าลึก ครั้งแรกมองแต่ไกลไม่เห็นมีพระจำพรรษาอยู่ แต่เมื่อเข้าไปพักกลับเห็นมีพระสงฆ์อยู่รูปหนึ่ง มีหน้าตาดุร้ายน่ากลัวอย่างกับเสือ สำเนียงพูดผิดแปร่งจากธรรมดา สภาพภายในก็ดูรกรุงรัง พระรูปนั้นชวนให้พระธุดงค์จำวัดอยู่ด้วย โดยอ้างว่าแถวนี้เสือดุนัก แต่พระธุดงค์กล่าวปฏิเสธและขออนุญาตปักกลดภาวนาอยู่ที่ลานกว้างแถวนั้นแทน
 
ด้วยเหตุที่ว่าพระธุดงค์รูปนี้มีวิชาอาคมอยู่ไม่น้อย เมื่อปักกลดเสร็จจึงวางควายธนูที่นำมาด้วยไว้หน้ากลด พร้อมท่องคาถาและอธิษฐานว่า “ใครมุ่งร้าย จึงให้ราวี”
 
ตกดึกคืนนั้น พระธุดงค์ได้ยินเสียงความธนูหายใจฟืดฟาดเดินวนไปมารอบกลด แล้วใช้เท้าตะกุยดิน พุ่งออกไปข้างหน้า และต่อสู้กับอะไรบางอย่างในเงามืด นานเป็นหลายนาทีจึงเงียบลง
 
พอรุ่งเช้าพระธุดงค์จึงเก็บควายธนูแล้วไปกราบลาพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในสำนัก พบพระหน้าดุผู้นั้นนอนหมอบอยู่บนเสื่อ ท่าทางอิดโรยเหมือนไม่ได้นอน และสังเกตเห็นจีวรฉีกขาดรุ่งริ่ง แต่ยังแข็งใจชวนพระธุดงค์ให้อยู่ต่ออีกคืน แต่พระธุดงค์ปฏิเสธแล้วรีบเดินทางจากไป
 
อีกเรื่องหนึ่งที่โด่งดังมาก เกิดขึ้นที่เขาใหญ่ ขณะนั้นชาวบ้านกำลังเดือดร้อนเพราะมีเสือโคร่งขนาดใหญ่มากบุกเข้ามาในหมู่บ้าน ได้ฆ่าลำร้ายผู้คนและจับคนไปกิน จนต้องขอร้องให้ตำรวจตระเวณชายแดนเข้ามาช่วยเหลือคุ้มกัน ซึ่งทางหน่วยงานราชการก็ได้ให้เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยไล่ล่าเจ้าเสือยักษ์ดังกล่าว และในคืนหนึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่พักผ่อนอยู่บนที่พักนั้น รู้สึกเหมือนที่พักสั่นไหว เมื่อมองลงไปเห็นเสือขนาดใหญ่ผิดปกติกำลังตะกุยเสาเรือนอยู่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงลากปืนออกมายิง เสียงมันร้องคำรามแล้วกระโดดหนีไปในความมืด
 
 
พอรุ่งเช้า ทีมเจ้าหน้าที่ก็พากันตามรอยเลือด ออกตามหาเสือยักษ์เพื่อที่จะฆ่ามันให้ตายสนิท รอยเลือดสิ้นสุดที่เนินดินแห่งหนึ่งที่เหมือนถูกขุดไว้เป็นโพรง พวกเขาช่วยกันเปิดหน้าดิน และเมื่อมองเข้าไปในโพรงนั้นก็พบสิ่งที่น่าตกตะลึง เพราะร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่ร่างของชายคนหนึ่งที่มีท่อนล่างเป็นเสือลายพาดกลอน นอนสิ้นใจในสภาพครึ่งคนครึ่งเสือ ชาวบ้านคาดว่า นี่คือเสือสมิงที่ยังแปลงกายได้ไม่สมบูรณ์เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัสและสิ้นใจตายเสียก่อน…
 
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่ง ซึ่งเล่าว่าเขาได้เผชิญหน้ากับเสือสมิงและรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ขณะนั้นเขายังเป็นผู้พิทักษ์หนุ่ม วันหนึ่งได้ลางานเพื่อพักผ่อน และกิจกรรมที่เขาชอบมากที่สุดคือการไปทำห้างบนต้นไม้ แล้วนอนดูสัตว์กลางคืนที่ออกมากินดินโป่ง ครั้งนั้นก่อนที่จะเข้าป่าไปตั้งห้าง เขาสั่งภรรยาว่า จะไป 3 วัน ไม่ต้องไปตาม
 
คืนแรกผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ท้องฟ้าสดใส พระจันทร์ส่องสว่าง มีดาวระยับ เขาเห็นหมูป่าพาลูก ๆ ที่ยังเล็กมากินดินโป่งใต้ห้างดูน่ารัก เป็นความสุขอย่างหนึ่งของนักพิทักษ์ป่าไม้…
 
ครั้นเมื่อถึงคืนที่สอง เป็นคืนที่ท้องปิดสนิทจนบรรยากาศในป่าดูมืดและเงียบผิดปกติ นายพรานผู้พิทักษ์นั่งอยู่เงียบ ๆ บนห้าง ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดิน และเห็นแสงสว่างรำไรกำลังใกล้เข้ามา และเมื่อร่างนั้นเข้ามายืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่เขาทำห้างอยู่ ก็พบว่าเป็นภรรยาของเขานั่นเอง เธอถือตะเกียงเจ้าพายุเก่า ๆ ดูท่าทางรีบร้อน…
 
“พี่ กลับบ้านเถอะ ไอ้แดงมันป่วยหนัก ตัวร้อนจี๋ ฉันไม่รู้จะทำยังไงเลยเข้ามาตามพี่กลับบ้านก่อน…” ภรรยาของเขากล่าว
 
เมื่อเขาได้ยินว่าลูกชายคนเดียวกำลังไม่สบายหนัก ก็ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังตั้งท่าจะปีนลงจากต้นไม้เพื่อกลับบ้าน แต่เดชะบุญเหมือนกับมีอะไรดลใจให้เขาหยุดชะงัก และเริ่มคิดสงสัยว่า ภรรยาจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาอยู่ที่จุดนี้ แถมยังเดินบุกป่าลึกเข้ามากลางดึกโดยไม่กลัวสัตว์ร้าย จะเป็นไปได้หรือ และตะเกียงนั้นดูแปลกตา ไม่ใช่ของที่บ้านเขาอย่างแน่นอน…
 
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงหยุดชะงัก แล้วบอกภรรยาว่า “รับปืนพี่หน่อย พี่จะปีนลง…”
 
ในขณะที่ภรรยากำลังยืนมือออกไปรอรับปืนจากเขานั้น เขาก็ลั่นไก “เปรี้ยง!!!”
 
เสียงคำราม “โฮกกกกกกกก…” ดังสนั่นไปทั่วทั้งป่า พร้อมกับร่างเสือขนาดใหญ่ที่อยู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าแทนตัวภรรยาของเขา กระโดดสุดแรงหายเข้าไปในป่ามืด ๆ เขาตกใจมากและเกิดความเป็นห่วงภรรยาขึ้นมา ในเมื่อเสือนั่นไม่ใช่ภรรยาของเขา แล้วภรรยาของเขาเล่า หรือว่าจะถูกเสือกินไปเสียแล้ว ?
 
เขาปีนลงจากห้างและรีบบุกป่ากลับบ้านโดยไม่เกรงกลัวความมืดหรือสัตว์ร้ายใด ๆ เมื่อกลับถึงบ้านฟ้าก็สางแล้ว เขาเห็นภรรยานั่งเล่นอยู่กับลูกบนบ้าน จึงรีบเข้าไปถามไถ่ว่าสองวันมานี้ได้ออกไปไหนหรือเปล่า เธอตอบว่า “ไม่ได้ไปไหนเลย อยู่ที่บ้านตลอด…”
 
ผู้พิทักษ์ป่านายนี้จึงมั่นใจว่า เขาได้พบกับเสือสมิงตัวจริงเข้าแล้ว พอสายหน่อยจึงได้พาเจ้าหน้าที่คนอื่นออกตามหาจากรอยเลือดที่ถูกยิงเมื่อคืน จนพบศพของเสือแก่ตัวยักษ์นอนแน่นิ่งอยู่กลางป่ารก ทั้งที่อันที่จริงเมื่อคืนเขาเล็งเป้าไปที่ตะเกียง ไม่ใช่ภรรยา
 
“ถ้าพบเสือสมิง ข้อสังเกตคือ มันจะต้องถือของบางอย่างอยู่เสมอ สิ่งที่ต้องทำก็คือ ยิงที่ดวงไฟหรือสิ่งของที่มันถือมาด้วย เพราะนั่นแหละคือหัวใจของมัน หากยิงถูกที่อื่นมันอาจจะไม่ตาย และเป็นการเสี่ยงหากผู้นั้นไม่ใช่เสือสมิงจริง ๆ…” เขากล่าว…
 
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “บันทึก “เสือสมิง””

  1. annmaku says:

    ชอบตอนนี้จัง อยากให้เอาเรื่องอาภรรพ์เกี่ยวกับป่ามาลงอีกเยอะๆ เลย สนุกมาก พึ่งรู้ว่าถ้าจะยิงเสือสมิงให้ยิงที่ของที่คนๆ นั้นถือมา ฉลาดมากแล้วดูเซฟดีด้วยในกรณีที่เกิดไม่ใช่ขึ้นมา ถึงแม้ป่าเมืองไทยจะเหลือน้อยลงมาก แต่ความลึกลับต่างๆ ที่ยังคงอยู่ มันเหมือนปริศนาไม่สามารถแก้ได้ นั่นแหละมันคือเสน่ห์ของป่าล่ะ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า