ปัญหาของ"ควอเลีย"

วันนี้แอดมินมีเรื่องนึงที่น่าสนใจมากอยากนำเสนอ คิดว่าหลายคนน่าจะเคยสงสัยเรื่องนี้ แต่คงไม่ค่อยมีใครพูดถึง ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดา แต่คิด ๆ ดูแล้วมันก็ไม่ธรรมดาเลย (แอดมินขบคิดเรื่องนี้ทีไร ให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรคาอยู่ในใจทุกที) นั่นคือเรื่องของ “ควอเลีย(Qualia)”

คำว่า “ควอเลีย” แปลได้ประมาณว่า “ความรู้สึกจากสัมผัสของแต่ละคน” ซึ่งเราไม่อาจหาคำมาอธิบายได้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นยังไง…

งง ใช่มั้ย?

สัมผัสของแต่ละคนที่อธิบายไม่ได้ เช่น การรับรู้สี กลิ่น รส ความรู้สึกบางอย่าง…

ตัวอย่างที่น่าจะอธิบายคำนี้ได้ชัดเจน คือ “การรับรู้เรื่องสี” ของแต่ละคน ลองคิดดี ๆ สิ ที่จริงเราไม่รู้หรอกนะว่าคนอื่นนั้นรับรู้และรู้สึกเกี่ยวกับสีต่าง ๆ เหมือนกับเราหรือไม่ การรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องสีนั้นถูกเรียกว่า “ปัญหาของควอเลีย” 

ฟังดูตลก? ที่จริงไม่ตลกเลย ปัญหาของควอเลียนี้ฟังดูง่าย ๆ ก็จริง แต่เป็นโจทย์ที่แก้ไม่ได้ มันแทบจะเป็นปัญหาที่มีผู้พยายามขบคิดกันอย่างจริงจังมาทุกยุคทุกสมัย นักวิทยาศาสตร์หลายคนถึงกับกล่าวว่า “ปัญหาของควอเลียอาจไม่ใช่ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ตลอดไป”

เราถูกสอนเรื่องสีต่าง ๆ และจดจำเอาว่าสีนั้นเรียกว่าสีอะไร แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าเพื่อนของเรามีความรู้สึกเรื่องสีเหมือนเราหรือไม่? สีแดงของเขา อาจมองดูเหมือนสีน้ำเงินของเรา หรืออาจไม่ต้องตรงข้ามกันขนาดนั้น เขาอาจเห็นเป็นสีส้ม สีเหลือง ของเรา หรืออาจเห็นในลักษณะความเข้มแตกต่างจากเราก็ได้ แล้วเราจะพิสูจน์ยังไงล่ะ?


เรา: ไหนลองอธิบายซิว่า สีแดงเป็นยังไง?

เพื่อน: สีแดงมันก็…แบบว่า…แดง

นั่นสิ…แล้วจะให้อธิบายกันยังไงล่ะ? จะใช้การเปรียบเทียบก็ไม่ได้ซะด้วย

งั้นเอาใหม่…

เรา: สีแดงให้ความรู้สึกยังไง?

เพื่อน: เอ้อ…ก็แดง ร้อนแรง เข้ม จัด

ก็ยังบอกไม่ได้อยู่ดีว่าเห็นเหมือนเรารึเปล่า สีส้ม สีเหลืองก็ร้อนแรงนะ อีกอย่าง “ร้อนแรง” ของเพื่อนนี่มันกลับกันกับของเรารึเปล่า?…พอเถอะเดี๋ยวจะได้ปัญหาอีกข้อ

ปัญหาของควอเลีย ก็จะเป็นปัญหาประมาณนี้ คือมันเป็นความรู้สึกหรือการรับรู้ที่เราอธิบายหรือพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันเป็นยังไงแน่ (แอดมินคิดว่าอนาคตนักวิทยาศาสตร์อาจแก้ปัญหานี้ได้…มั้ง…มันต้องมีวิธีสิ)

ถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดไปถึงเรื่องของการใช้เครื่องมือทดสอบคนตาบอดสี (ก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลยใช่มะ?)


อีกเรื่องที่จะบอกคือ ถ้านิยามของคำว่า “ตาบอดสี” คือ “ผู้ที่เห็นสีต่าง ๆ ผิดไปจากปกติ” เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าใครตาบอดสี เพราะเราไม่เคยรู้ว่าการเห็นสีปกติมันเป็นอย่างไร แต่อาการตาบอดสีคือ “สามารถแยกแยะสีได้น้อยกว่าปกติ” เพราะเซลล์รูปกรวยที่รับรู้เรื่องสีนั้นผิดปกติหรือเสียหาย

ในจอประสาทตาของเราจะประกอบด้วยเซลล์รูปกรวย 3 แบบ ที่รับรู้สีจากแม่สีทั้งสาม หากเซลล์รูปกรวยแบบใดแบบหนึ่งใช้การไม่ได้ ตาของเราก็จะผสมสีได้น้อยลง แยกแยะสีได้น้อยลง (สีบางสี อาจเห็นเป็นสีเดียวกัน) ซึ่งอาจเป็นปัญหากับการประกอบอาชีพบางอย่าง และเป็นอันตรายกับผู้ขับขี่ยานพาหนะ เราจึงต้องผ่านการทดสอบเรื่องตาบอดสีเวลาทำใบขับขี่

แต่สำหรับคนที่เซลล์รับรู้สีทำงานกลับตารปัด แต่ใช้งานได้ครบทุกเซลล์ เราจะไม่มีวันรู้ว่าเขาตาบอดสี (แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้) นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาทดสอบตาบอดสี เขาจึงใช้ภาพจุดสีที่มีตัวเลขซึ่งมีสีใกล้เคียงกันมาให้คุณดู แทนที่จะเอาป้ายสีน้ำเงินมาให้คุณดูแล้วถามว่า “ทายซิสีอะไรเอ่ย?” 

ปัญหาของควอเลีย อาจจะฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา และมันออกจะจินตนาการลำบากสักหน่อยถ้าจะคิดว่าคนอื่น ๆ นั้นเห็นสีสันและมีความรู้สึกเกี่ยวกับมันไม่เหมือนเรา แต่นั่นอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมคนเราจึงชอบสีที่ต่างกัน และมีรสนิยมที่ต่างกัน

เราคงเคยเห็นคนที่แต่งตัวด้วยสีประหลาด ๆ แล้วแอบคิดในใจว่า “ใส่แบบนี้กล้าออกมาเดินข้างนอกได้ไงเนี่ย?” ไม่แน่ว่าคน ๆ นั้นอาจกำลังคิดว่าตัวเองใส่เสื้อสีสุภาพและเหมาะสมอยู่ก็ได้ ไม่งั้นเขาจะยอมให้คนอื่นมองว่าแปลกทำไม ในเมื่อธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบความแปลกแยก เป็นไปได้ว่าเขาคงรับไม่ได้กับสีที่พวกเราคิดว่า “สุภาพ” เพราะเขาเห็นเป็นอย่างอื่น
สรุปคือ มันมีความรู้สึกหลาย ๆ อย่างที่เราใช้บรรทัดฐานของตัวเองหรือแม้แต่บรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่ตัดสินไม่ได้ มันเป็นปัญหาของควอเลีย บางทีการทำความเข้าใจเรื่องควอเลีย อาจทำให้เรามองโลกได้กว้างและหลากมุมมองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจกันและกันมากขึ้น และยอมรับความแตกต่างได้มากขึ้นก็ได้…
แอดมิน
  http://en.wikipedia.org/wiki/Qualia

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า