ปีศาจเจอร์ซีย์ สัตว์ผีหรือมีจริง?

สวัสดีครับ มาฉลองบล็อกใหม่กันหน่อยนะครับ หลังจากที่ผมหายไปนานเพราะงานยุ่ง ก็ถือโอกาสกลับมาเขียนบทความกันซักหน่อย วันนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องสัตว์ประหลาดอีกเหมือนเดิมครับ ผมพยายามหาตัวที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกันเท่าไหร่นะ จะได้ไม่เบื่อกันครับ เพราะงั้นสำหรับบทความนี้ผมจะนำเสนอเรื่อง “ปีศาจเจอร์ซีย์ (Jersey Devil)” ครับ

ปีศาจเจอร์ซีย์ คือปีศาจในตำนานของแถบชายฝั่งแอตแลนติก ซึ่งแถวนั้นก็ถือเป็นต้นกำเนิดของเรื่องลึกลับ ทั้งเรื่องภูตผีปีศาจ เีื่รื่องราวพิศดาร ความเชื่อ และตำนานสัตว์ประหลาดมากมายเชียวนะครับ เจ้าตัวเจอร์ซีย์ก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน เรื่องของมันถูกเล่าขานต่อๆ กันมาตั้งแต่สมัยนิวเจอร์ซีย์ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษเลยครับ และที่พิเศษกว่าสัตว์ประหลาดอื่นๆ ในแถบนั้นก็ตรงที่มันได้ชื่อว่า “เป็นตำนานที่ีมีชีวิต” ซะด้วย เพราะมีหลายคนเคยพบเห็นมัน และเชื่อว่ามันยังคงมีอยู่จริงๆ
ปีศาจเจอร์ซีย์นี้อาศัยอยู่ในป่าสน เรียกว่า ป่าไพน์ บาร์เรนส์ (Pine Barrens) ทางตอนใ้ต้ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ ตามตำนานเล่ากันว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านยากจนอยู่ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าไพน์ บาร์เรนส์ ครอบครัวนั้นมีภรรยาชื่อ เจน ลีดส์ และในปี ค.ศ.1735 คุณนายลีดส์ ก็เกิดตั้งครรภ์บุตรคนที่ 13 ขึ้น แต่เนื่องจากเลข 13 เป็นเลขแห่งความชั่วร้ายตามความเชื่อของชาวคริสต์ นางจึงนึกเกลียดชังบุตรที่จะเกิดมา โดยบ่นกับชาวบ้านและญาติๆ ว่า “ให้ปีศาจมาเอาเจ้าลูกคนนี้ไปเสียก็ได้”
ดูเหมือนปีศาจจะอยากได้เด็กคนนี้จริงๆ เพราะทันทีที่คลอดออกมา บุตรคนที่ 13 ของนางก็กลายเป็นปีศาจทันที โดยมีร่างกายขยายใหญ่โตถึง 20 ฟุต ลำตัวคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลาน มีหัวเป็นม้าน่าเกลียด มีปีกใหญ่ยาวแบบค้างคาว และมีหางยาวหงิกงอ เขาเริ่มอาละวาดอยู่ในบ้านตระกูลลีดส์สักพัก แล้วบินออกไปทางปล่องไฟ หายเข้าไปในป่าไพน์ บาร์เรนส์ ตั้งแต่นั้นก็เริ่มมีผู้พบเห็นสัตว์ประหลาดลักษณะดังกล่าวคอยหลอกหลอนผู้คนเรื่อยมา

เมื่อเรื่องราวนี้ได้แพร่ออกไป ผู้คนเริ่มหวาดกลัว แม้แต่ชายวัยฉกรรจ์ก็ยังปฏิเสธที่จะออกเดินป่ายามค่ำคืน เล่ากันว่า ปีศาจเจอร์ซีย์มีความโหดร้าย มันจับเอาสัตว์เลี้ยงเช่น สุนัข แมว ห่าน รวมถึงสัตว์ในฟาร์มไปกิน และบางครั้งก็จับเด็กเล็กๆ ไปด้วย นอกจากนี้มันยังชอบสร้างความเดือดร้อนเช่น ทำใ้ห้แม่ัวัวไม่มีน้ำนมโดยการหายใจรดแม่วัว รวมถึงฆ่าปลาในแม่น้ำ มันชอบทำทุกอย่างที่เป็นการคุกคามการใช้ชีวิตของชาวบ้านในป่าสนนั้น
ในปี ค.ศ.1740 ชาวบ้านเริ่มหวาดผวากันทั่วหน้า จนต้องขอร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดทีมออกตามล่าเพื่อขับไล่ปีศาจตนนี้ ตามหลักฐานระบุว่า มีการตามล่าปีศาจเจอร์ซีย์จริง แถมยังใช้เวลาในการตามหาและขับไล่กันเป็นเวลาร่วมร้อยปี ก็คงได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง และดูเหมือนเจ้าปีศาจเจอร์ซีย์ก็ยังคงย้อนกลับมาอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะปรากฏพยานพบเห็นมันอยู่เนืองๆ
ในปี ค.ศ.1800 ทหารเรือชื่อสตีเฟน ดีเคเตอร์ เข้ามาทำการทดสอบการยิงกระสุนปืนใหญ่ในป่าไพน์ บาร์เรนส์ ขณะนั้นเขาสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดกำลังกระพือปีกบินอยู่เหนือศีรษะ เขาเล็งปืนใหญ่ไปที่มัน แต่กระสุนปืนพลาดเป้า และมันก็บินหายลับไปในที่สุด

สองสามปีต่อจากนั้น ปีศาจเจอร์ซีย์ถูกพบเห็นอีกครั้งโดยพยานที่เชื่อถือได้ คือ Joseph Bonaparte ผู้เป็นอดีตกษัตริย์ของสเปน และเป็นพี่ชายของนโปเลียน ซึ่งพักอยู่ในบ้านแถบชนบทแถบนั้นตั้งแต่ปี 1816 – 1839 รายงานว่าพบเห็นปีศาจมีปีก ที่คาดว่าเป็นปีศาจเจอร์ซีย์ ขณะที่กำลังเล่นเกมล่าสัตว์อยู่ในป่าสน
ปี ค.ศ.1840 รัฐมลตรีว่าการกระทรวงท้องถิ่นออกมาเตือนว่าเจ้าปีศาจเจอร์ซีย์ได้กลับมาอีกแล้ว นำความหวาดกลัวมาสู่ผู้คนในท้องที่เป็นอย่างมาก กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งมันโผล่มากระชากแกะไปจากทั้งตัว ทั้งยังโฉบใส่หมู่เด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่บนลานนอกบ้านหลังตะวันตกดิน ทำให้ทุกคนในละแวกนั้นต้องปิดบ้านล็อคประตู และแขวนโคมก่อกองไฟทิ้งไว้ที่หน้าบันไดเพื่อขับไล่ปีศาจ
เรื่องราวของปีศาจเจอร์ซีย์ถูกเล่าขานกันมาตลอดศตวรรษ แม้ว่าการพบเห็นจริงๆ นั้นมีไม่บ่อยนักก็ตาม จนกระทั่งปี ค.ศ.1909 ผู้คนจำนวนมากในนิวเจอร์ซีย์ ก็ได้พบเห็นเจ้าปีศาจตนนี้อีกครั้ง และยังพบรอยเ้ท้าของมันด้วย ทุกโรงเรียนต้องประกาศปิด เพราะผู้คนหวาดกลัวจนปฏิเสธที่จะออกจากบ้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชื่อ James Sackville ได้ออกเดินตรวจเวรยามในคืนหนึ่ง ขณะที่กำลังเดินผ่านซอยแคบ ๆ เขาเห็นสัตว์ปีขนาดใหญ่กระโดดออกมายืนที่ถนน ส่งเสียงแผดร้องดังน่ากลัว เขายกปืนขึ้นยิง แต่มันกางปีกกว้างใหญ่ออกแล้วบินหายไปในอากาศ
อย่างไรก็ตามปีศาจเจอร์ซีย์ได้ชื่อว่าเป็นเพียงตำนานมาตลอดจนกระทั่งปี ค.ศ.1909 เมื่อแม้แต่นักวิจัยที่ขี้สงสัยที่สุดก็ยังต้องยอมรับว่า เรื่องนี้มีมูลความจริงอันยากที่จะอธิบายได้ ช่วงเดือนมกราคมของปีนั้นมีผู้พบเห็นสัตว์ประหลาดนี้มากมาย เช่น หัวหน้าบุรุษไปรษณีย์ E.W. Minster จากเพนซิลวาเนีย ที่เพิ่งข้ามมายังชายแดนนิวเจอร์ซีย์ รายงานว่า ขณะที่เขาตื่นขึ้นมาตอนตีสอง เขาได้ยินเสียงที่ชวนขนลุกฟังดูเหนือธรรมชาติ เขาจึงมองออกมาทางหน้าต่าง เห็นบางอย่างคล้ายรถเครนขนาดใหญ่ มันบินอยู่ในแนวทแยงมุม เมื่อมองดูดี ๆ จึงพบว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีแววตาสว่างวาบ คอยาว ปีกบางขนาดใหญ่ ขาหลังยาว และมีขาหน้าสั้นๆ มันส่งเสียงร้องแล้วบินหายไปในความมืด
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 1909 นายและนางเนลสัน อีวานส์ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงของสัตว์ขนาดใหญ่บนหลังคา พวกเขารายงานว่ามันสูงราวสามฟุตครึ่ง มีหน้าตาเหมือนสุนัขเฝ้าแกะ แต่หัวเหมือนม้า มีคอยาว ปีกว้างราวสองฟุต ขาหลังยาว มีกีบเหมือนม้า มันเดินบนขาหลัง แล้วยกขาหน้าขึ้น
ในสัปดาห์เดียวกันนั้นเอง นาง J.H. White กำลังเก็บผ้าอยู่ เธอสังเกตเห็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวมากอยู่ที่มุมสวน เธอกรีดร้องและถึงกับเป็นลม สามีของเธอรีบวิ่งออกมาหา ขณะนั้นเจ้าปีศาจอยู่ใกล้พวกเขามาก เขาพยายามไล่ัมันไป จนในที่สุดมันก็กระโจนข้ามรั้วหายไป

ไม่นานต่อมา เจ้าปีศาจก็ปรากฏตัวอีก คราวนี้ออกมาโจมตีสุนัขของนาง Mary Sorbinski เมื่อเธอได้ยินเสียงสุนัขของเธอร้องด้วยความเจ็บปวดมาจากมุมมืด เธอรีบออกไปดูและใช้ไม่กวาดไล่สัตว์ประหลาดนั้นไป มันหลบหนีไป แต่สุนัขก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
เมื่อเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณมาถึง ชาวบ้านนับร้อยชีวิตที่มุงดูเหตุการณ์ต่างเป็นพยานได้ว่า มีเสียงดังแหลมกรีดร้องขึ้นในเงามืด เจ้าหน้าที่เล็งปืนไปในที่นั้น มีสัตว์ปีกขนาดใหญ่บินพุ่งขึ้นมาพุ่มได้และหลบหนีไปต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก
ในช่วงหลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยพยานพบเห็น และข่าวเกี่ยวกับปีศาจเจอร์ซีย์ ทั้งยังพบรอยเท้าคล้ายกีบม้าในป่าสนทำให้เกิดความฮือฮาหวาดกลัวกันไปทั่ว ถึงขนาดที่ว่า สวนสัตว์ฟิลาเดลเฟียยื่นข้อเสนอว่า หากใครสามารถจับเข้าสัตว์ปีศาจนี้มาได้ จะให้รางวัล 10,000 เหรียญ ทำให้เกิดการตั้งกลุ่มนักล่าปีศาจขึ้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครสามารถจับมาได้ และหลังจากนั้นมันก็ได้หายตัวไปอีกครั้ง

มันหายตัวไปนานมาก และมาปรากฏตัวอีกครั้งในปี ค.ศ.1927 ในคืนหนึ่งขณะที่คนขับแท็กซี่กำลังลงมาเปลี่ยนยางรถ เขาเพิ่งจะเปลี่ยนยางรถเสร็จ ก็รู้สึกว่ารถเกิดการสั่นอย่างรุนแรง เมื่อมองขึ้นไปเห็นสัตว์ขนาดใหญ่ มีปีก อยู่บนหลังคารถและมันกำลังเขย่ารถของเขาอยู่ เขากระโดดขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างเร็วโดยทิ้งเครื่องมือทั้งหมดเอาไว้ตรงนั้น เขาแจ้งเข้าหน้าที่ตำรวจและรายงานการพบเห็นทันที
เดือนสิงหาคม ค.ศ.1930 คนเก็บผลไม้รายงานว่าเป็นปีศาจเจอร์ซีย์บินผ่านไร่บลูเบอร์รี่และแครนเบอร์รี่ขึ้นไปทางเหนือ และอีกสองสัปดาห์ต่อมาก็มารายงานจากพื้นที่ทางเหนือว่าพบสัตว์ประหลาดมีปีกนั่นเช่นกัน
ปี ค.ศ.1951 เด็ก ๆ ใน Gibbstown รายงานว่าจ๊ะเอ๋กับเจ้าปีศาจตนนี้ที่มุมหนึ่งในบริเวณคลับเฮาส์ แต่มันไม่ได้ทำร้ายใคร และจากนั้นก็มีพยานนับสิบรายยืนยันว่าได้เจอกับสัตว์เลื้อยคลานมีปีกขนาดใหญ่เช่นกัน

ปีศาจเจอร์ซีย์ถูกพบเห็นอยู่เรื่อยๆ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างเป็นระยะๆ และในปี ค.ศ.1960 เกิดเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวดังขึ้นใกล้ Mays Landing ทำให้ผู้คนหวาดกลัวมาก เจ้าหน้าที่พยายามลดความตื่นตระหนกด้วยการสืบหาที่มาของเสียงนั้นแต่ก็ไม่พบ ผู้คนมากมายเริ่มหลั่งไหลเข้ามาค้นหาและพิสูจน์เรื่องปีศาจเจอร์ซีย์ แม้จะมีโปสเตอร์จากเจ้าหน้าที่ติดเอาไว้มากมายว่า เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องโกหก และการเล่นตลกของใครบางคน เจ้าของคณะละครสัตว์ถึงกับเสนอเงินรางวัล 100,000 เหรียญสำหรับใครก็ตามที่ดักจับ หรือถ่ายภาพปีศาจเจอร์ซีย์มาได้
กล่าวกันว่าการพบเห็นครั้งล่าสุดของปีศาจเจอร์ซีย์ เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1993 โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ชื่อ John Irwin ขณะที่เขากำลังขับรถเลียบไปตามแม่น้ำ Mullica ทางตอนใต้ของนิวเจอร์ซีย์ ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกใจเมื่อมีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ยืนขวางถนนอยู่ เขาบรรยายว่ามันสูงถึง 6 ฟุต มีเขา และมีขนสีดำเป็นสังกะตัง เขาไม่มั่นใจว่ามันคือปีศาจเจอร์ซีย์ หรือเป็นสัตว์ประหลาดสายพันธุ์อื่นกันแน่ มันจ้องมาทางเขา ทั้งคู่จ้องมองกันอยู่สองสามนาที ก่อนที่มันจะวิ่งหายเข้าป่าไป
ปัจจุบันนี้การพบเห็นปีศาจเจอร์ซีย์มีน้อยมากและไม่ชัดเจน ดูเหมือนว่าความเจริญที่กำลังกลื่นกินพื้นที่แถบนั้นจะขับไล่ปีศาจร้ายไปแสนไกล หรือไม่มันก็อาจจะหายไปจากโลกนี้แล้วจริงๆ การขาดหลักฐานและของการมีชีวิตอยู่ของมัน ทำให้ผู้คนในปัจจุบันเห็นว่ามันเป็นเพียงเรื่องที่ชาวนิวเจอร์ซีย์สร้างขึ้นมาเองเท่านั้น

หากมันเป็นเพียงแค่ตำนานจริง แล้วเราจะอธิบายเกี่ยวกับคำบอกเล่าของพยานที่เชื่อถือได้อย่างไร เช่น คำให้การของตำรวจ นักธุรกิจ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่จะพลิกคำให้การง่ายๆ เหมือนพวกขี้เมา หรือว่าปีศาจเจอร์ซีย์นั้นจะมีอยู่จริง แต่ซุกซ่อนอยู่ในป่าลึก หรือในถ้ำที่ไหนสักแห่ง รอการถูกค้นพบ…
จบแล้วครับเรื่องปีศาจเจอร์ซี่ย์ เรื่องนี้เห็นเนื้อหาภาษาไทยไม่ค่อยมี นึกว่าจะได้เขียนสั้นๆ พอค้นกันจริงๆ แล้วมีความเป็นมายาวเลย ผมทำตั้งนานด้วยความอุตส่าห์มากครับ เพราะฉะนั้นผมขอสาปแช่งคนที่อ่านไม่จบ ให้ถูกยุงกัด 100 ตัว และคันตามนิ้วมือนิ้วเท้าเนื่องมาจากเชื้อรา และสำหรับคนที่ก็อบปี้บทความผมไปโดยไม่ขออนุญาต ขอให้ถูกฮิปโปนั่งทับ ถูกแฟนจับได้ว่ามีกิ๊กด้วย และถูกเหยียบรองเท้าที่เพิ่งขัดใหม่ๆ ด้วย เอาสิ
สุดท้ายนี้ขอใหุ้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านบทความอันยืดยาวของผมครับ
โลฟ

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “ปีศาจเจอร์ซีย์ สัตว์ผีหรือมีจริง?”

  1. ^^ สัตว์ประหลาด สัตว์ประหลาด

  2. Naphit says:

    เพลินดี

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า