ผู้เริ่มตำนาน "ความซาดิสม์"

ผู้เริ่มตำนาน “ความซาดิสม์” Marquis de Sade
(ขออภัย เรื่องนี้ของดเว้นภาพประกอบที่ไม่เหมาะสม)

ซาดิสม์ คือ คำเรียกของผู้ที่ชอบเห็นความเจ็บปวดทรมานของผู้อื่น มีพฤติกรรมชอบทรมาน ทำร้ายผู้อื่น เพื่อดื่มด่ำความเจ็บปวดนั้น หรืออีกนัยน์หนึ่งคือ ผู้ที่ชอบมีเพศสัมพันธ์แบบวิปริต ชอบทรมานคู่นอนให้เกิดความเจ็บปวดเสียก่อนจึงจะสมใจ

[Marquis de Sade]

คำว่าซาดิสม์(Sadism) เกิดจากชื่อของบุรุษมีตระกูลชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งที่ชื่อ มากี เดอ ซ้าด(Marquis de Sade) ซึ่งเป็นคนมีความประพฤติโหดร้าย ชั่วช้าในทุก ๆ ด้าน และชอบความรุนแรงโดยเฉพาะเรื่องเพศ จนเป็นที่เลื่องลือกันเป็นตำนานถึงความชั่วร้ายของเขา กระทั่งชื่อของเขาได้รับเกียรติให้นำมาตั้งเป็นชื่อของโรคจิตชนิดหนึ่ง ที่ผู้ป่วยทางจิตเป็นพวกชอบความรุนแรง และชอบทรมานคู่นอนก่อนหรือขณะร่วมเพศ…ซาดิสม์ นั่นเอง
เมื่อรู้ที่มาที่ไปของคำว่าซาดิสม์ ที่เราชอบพูดกันแล้ว เว็บมาสเตอร์นำประวัติของซ้าดมาให้อ่านกันเล่น ๆ…
แรกเริ่มซ้าดเกิดมาในตระกูลขุนนาง เมื่อเกิดมีนามเต็มว่า โดนาเตียง อัลฟ็อง ฟรังซัวร์ หรือท่านเคานท์น้อยแห่งซ้าด ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทแบบเดียวกับเจ้านายฝรั่งยุคศักดินาทุกประการ มารดาของซ้าดเป็นนางพระกำนัลให้แก่เจ้าหญิงแห่งกงเด(Princess of Conde) นางมีความทะเยอทะยานอยากให้ลูกชายได้ใกล้ชิดกับเจ้าชายน้อยกงเดผู้เป็นทายาทเจ้าของปราสาท จึงพยายามผลักดันให้ซ้าด(ผู้อายุอ่อนกว่าเจ้าชายถึง 4 ปี) เข้ามาเป็นพระสหายสนิทของเจ้าชาย แต่ซ้าดน้อยวัยเพียง 4 ขวบ ชอบเล่นรุนแรง และมักใช้เจ้าชายเป็นกระสอบทรายมากกว่าที่จะเป็นเพื่อนเล่น เขามักเป็นฝ่ายรังแกเจ้าชายเสมอ จึงถูกส่งให้ออกนอกปราสาท ไปอยู่กับลุงของเขา
จนกระทั่งอายุ 14 เขาเริ่มเบื่อกับความธรรมดาของชีวิตชนบท อยากจะออกไปท่องโลกกว้าง จึงสมัครเป็นทหารในสังกัดกองทหารม้า (Light cavalry : ทหารราบที่ขี่ม้าด้วย) เขาได้อยู่ในกองทัพนานกว่าปกติ เพราะช่วงนั้นเกิดการปฏิวัติพอดี ซ้าดจึงต้องเป็นทหารอยู่ถึงสิบปี ระหว่างนั้นเขาได้เห็นเหตุการณ์กระทำทารุณต่าง ๆ นานา ต่อเชลยและนักโทษที่ถูกจับได้ แต่ภาพความโหดร้ายเหล่านั้นกลับทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด

[Marquis de Sade: จำลอง ]

เมื่อออกจากทหารแล้วเขาได้รับตำแหน่งขุนนางสืบตระกูลจากบิดา กลายมาเป็น มากี (Marquis) ผู้มีศักดิ์แห่งซ้าด ตั้งแต่นั้นเขาก็ได้รับการเรียกขานอย่างให้เกียรติว่า “มากี เดอ ซ้าด” และได้แต่งงานกับสตรีนางหนึ่ง(ที่แก่กว่าเขาถึง 10 ปี) ไม่กี่วันหลังแต่งงานบิดาของซ้าดก็ถูกมารดาฝ่ายหญิงจับได้ว่าโกงเงินค่าพิธีแต่งงาน จากนั้นไม่นานบิดาของซ้าดก็ตาย พร้อมทิ้งหนี้กองใหญ่ไว้ให้ซ้าด
เป็นโชคร้ายของสตรีนางนั้นที่มาเป็นภรรยาของซ้าด เพราะตลอดช่วงเวลาการแต่งงาน ซ้าดผู้สามีได้กระทำการที่เรียกว่าหมิ่นน้ำใจภรรยาเสมอ แต่มาดามซ้าดก็ไม่เคยบ่นเพราะนางเป็นคนดีมาก แม้ว่าจะเคยอยู่ในตระกูลที่สูงส่ง ไม่เคยพบเห็นการกระทำหยาบคาย และความวิปริตต่าง ๆ แต่นางก็มีความอดทนเป็นอย่างดี
ตัวอย่างความชั่วของซ้าดก็เช่น หลังแต่งงานได้เพียง 7 วัน ก็จ้างโสเภณีมาทั้งสำนัก พร้อมเชิญเพื่อนเสเพลของตนมาร่วมเสพกามกันที่บ้าน ทั้งที่นายหญิงของบ้านก็ยังอยู่ทั้งคน และเมื่อนางไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยิ่งย่ามใจ และก่อกิจกรรมวิปริต ๆ อีกมากมาย ครั้งหนึ่งเขาพาหญิงนางหนึ่งมาจากซ่อง จับมัดมือมัดเท้า เฆี่ยนตีจนเนื้อแตก เลือดพุ่งอาบรินไปทั่ว เธอร้องไห้จนหมดแรง เพราะไม่คิดว่าจะถูกทารุณเช่นนั้น แล้วจากนั้นซ้าดก็ร่วมรักกับเธออย่างสุขสม พร้อมให้เงินปิดปากไม่ให้ไปบอกใคร
ซ้าดมีพฤติกรรมชั่วช้าดิบเถื่อนขึ้นเรื่อย ๆ เขาติดเซ็กส์ และความรุนแรงแบบที่เรียกว่าขาดไม่ได้เลยทีเดียว แต่ต่อมาเขาก็ได้ไปเยือนคุกครั้งแรกเมื่อ สาวงามโรส เคลเลอร์ ผู้ถูกเขาล่อลวงมา แล้วจับมัดมือเฆี่ยนตีก่อนเสพสม ได้วิ่งแจ้นไปฟ้องเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จนเป็นข่าวดัง และเป็นที่พูดถึงกันไปทั่ว แต่เขาก็ไม่ได้ลดละแค่นั้น กลับทำชั่วมากขึ้น และวิตถารมากขึ้นไปอีก ก่อคดีน่าละอาย น่าสยดสยองมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่ออายุได้ 32 ปี ได้จัดปาร์ตี้เซ็กส์หมู่ที่เมืองมักเซยส์ จ้างคณะโสเภณีมาเกือบยกเมือง แล้วก็ทำการมอมยาโสเภณีพวกนั้นจนอ่วม บางรายป่วยหนักไปเลย ยาที่ใช้คือก็เป็นของที่นิยมในขณะนั้นคือ ผีเสื้อสเปน (Spanish Fly) ผลลัพธ์คือเขาถูกแจ้งอีกข้อหาหนึ่ง คือ พยายามฆ่าด้วยยาพิษ และ กามวิตถาร

[Marquis de Sade ภาพเหมือนในวัยชรา ]

ด้วยข้อหาร้ายแรงนี้ เขาถึงต้องลี้ภัยไปถึงอิตาลี่ แต่ด้วยการให้เบาะแสของแม่ยายของเขา ที่ต้องทนกับตระกูลซ้าดมาตลอด ทำให้เขาถูกจับได้ที่ซาวอยประเทศอิตาลี่ และถูกส่งเข้าขังยังเรือนจำแห่งมิโอลาน แต่ก็หนีออกมาได้ (ที่จริงเขาหนีออกจากคุกหลายต่อหลายครั้งแล้ว) เขากลับมาอยู่ที่บ้านเก่า ลา คอสต์ แต่แม่ยายก็ตามรังควานเขา นำตำรวจไปตามจับ ซึ่งเขาก็มักจะหนีไปได้อย่างเฉียดฉิว และหนีไปอยู่ในชนบทที่ห่างไกลออกไป
ต่อมาเขาได้หลอกเด็กหญิงชายกลุ่มหนึ่งว่าจะนำไปเป็นบ่าวรับใช้ แต่กลับนำเด็ก ๆ ไปใช้ในเกมส์กามของเขา และยังกล้ากลับมายัง ลา คอสต์ อีก เด็กในกลุ่มนั้นเมื่อสุดทนจึงหนีมาแจ้งความ เมื่อแม่ยายทราบข่าวก็หูผึ่งรีบนำตำรวจไปตามจับทันที พร้อมทั้งคนแถบนั้นก็โกรธแค้นที่ซ้าดล่อลวงเด็ก ๆ ไปทำทารุณทางเพศ ต่างเรียกร้องให้ทางการจับซ้าดให้ได้
เขากลายเป็นบุคคลอันตราย ถึงขนาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็พร้อมที่จะโยนความผิดให้เขาหมด อย่างที่ซ้าดเขียนไว้อย่างขบขันในหนังสือของเขาว่า “คนพวกนี้แม้เรื่องเพียงน้อยนิดเช่นแมวถูกหวดก้น ก็พร้อมจะบอกใคร ๆ ว่า น่านแหละฝีมือ มองซิเออร์ซ้าดล่ะ”
นอกจากซ้าดจะเป็นที่รังเกียจของสุจริตชนทั่วไปแล้ว เขายังดูเหมือนจะเป็นที่รังเกียจของนรกสรรค์ทั้งปวงอีก เพราะเขาเคยถูกรอบฆ่าหลายครั้ง แต่ก็ไม่ตาย รอดได้อย่างหวุดหวิดทุกครั้ง เช่น คราวที่พาสาวน้อยนาม คริล เลต์ หนีจากบ้านไป ทำให้พ่อของสาวนั้นโกรธแค้นมาก ใช้ปืนยิงจ่อที่หัวซ้าดระยะเผาขน แต่ลูกกระสุนดันด้านซะอีก นับเป็นคนชั่วที่นรกไม่อยากได้จริง ๆ

[Marquis de Sade ในเรือนจำ]
จากที่ชั่วได้ที่มานาน เขาก็เริ่มได้รับกรรมในการเข้า ๆ ออก ๆ เรือนจำเป็นว่าเล่น ตำรวจหลอกจับเขาโดยปลอมจดหมายให้เขาไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยหนักในปารีส (ทั้งที่แม่เขาตายไปนานแล้วโดยที่เขาไม่รู้) แล้วตำรวจก็จับเขาได้ที่นั่น เมื่อพิจารณาโทษแล้ว ทางศาลก็เห็นว่าควรส่งเขาไปขังไว้ที่ ปราสาทแวงซองส์ ที่มีป้อมปราการสูงใหญ่ และไม่เคยมีใครหนีรอดออกมาได้เลย ซึ่งที่นั่นซ้าดต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง เพราะขาดสาว ๆ และเซ็กส์วิปริต ๆ ของโปรดของเขา เขาจึงหางานอดิเรกทำโดยการเขียนบทประพันธ์ แต่งกลอน และละครเพลง เกี่ยวกับประสบการณ์กามต่าง ๆ ที่ผ่านมาของเขา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องวิตถารผิดมนุษย์ บรรยายไว้อย่างละเอียดจนเห็นภาพ (ต่อมากลายเป็นหนังสือต้องห้าม ไม่ให้ตีพิมพ์นานเกือบสองร้อยปี) การกระทำชั่วผ่านปลายปากกานี้ทำให้เขาถูกคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยไม่ให้เขาใช้ดินสอ ปากกา หรือกระดาษใด ๆ อีกเลย
แม้จะชั่วช้าอย่างไรก็ตาม แต่ด้วยความประเสริฐของม้าดมัวแซลเรเน่ผู้เป็นภรรยา ก็ยังคงคอยดูแลความเป็นอยู่ของสามีในคุกอยู่ตลอด ทั้งจัดหาเสื้อผ้า อาหารอร่อย และของอื่น ๆ ที่ซ้าดต้องการมาให้มิได้ขาด และยังเขียนสาส์นประณีประนอมโทษมาให้ผู้คุมของซ้าดหลายครั้ง และเรียกร้องให้ผู้คุมเห็นใจสามีตนและปฏิบัติต่อเขาด้วยดี

[จัสตีน หนึ่งในบทประพันธ์ฉาวของซ้าด]

เขาถูกขังอยู่ที่แวงซองล์ 7 ปี และย้ายมาคุมขังต่อที่บาสติลล์ ซึ่งซ้าดใช้เวลาในการเขียนเรื่อง “120 วันอันวิตถาร(120 Days of Sodom)” ถือเป็นเรื่องติดเรทระดับมาสเตอร์พีซของเขา และยังมีเรื่อง “ความอับโชคแห่งคุณธรรม(The misfortunes of virtue)” ซึ่งแต่ละเรื่องก็เต็มไปด้วยความเลวร้ายจนต้องม้วนซ่อนเอาไว้ตามซอกอิฐเพื่อไม่ให้ผู้คุมเอาไปทำลาย
เมื่อติดคุกนาน ๆ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน เขาก็เริ่มคลุ้มคลั่ง ต้องถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลบ้า นั่นคือ ชารองตอง อัซสิลัม และที่แห่งนี้ก็เป็นที่พำนักของเขาในอีก 14 ปีที่เหลือของชีวิต แต่กระนั้น แม้จะอยู่ในโรงพยาบาลเขาก็ยังไม่วายหาความสุขทางเพศไปเรื่อย ๆ เห็นได้จากบันทึกของเขา(ในวัยกว่าเจ็ดสิบ) ถึงเรื่องความสัมพันธ์อันลึกซึ่งระหว่างเขา และคนงานในสถานบำบัดสาวอายุ 17 ปี ที่เขียนไว้อย่างละเอียดลออ ว่าเขามีเพศสัมพันธ์กับเธอถึง 57 ครั้ง และเขาสอนให้สาวน้อยอ่านออกเขียนได้ ตัวอย่างบันทึกตอนหนึ่งมีว่า “ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1814 นี้ แม่สาวน้อยแม็กดาลีนได้มาเยี่ยมฉันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง และมันนับเป็นสองชั่วโมงที่สุขสมเสียจริง”
แต่ความสุขของเขานี้อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อจู่ ๆ ซ้าดวัย 74 ปี ก็ล้มป่วยอย่างกะทันหัน ได้ถูกส่งตัวเข้ารักษา และไม่เคยตื่นมาอีกเลย เป็นอันปิดฉากชายชื่อฉาวที่สุดในฝรั่งเศส แต่เป็นการเปิดตำนานแห่งคำว่า “ซาดิสม์” ให้กับโลก
แอดมิน
ขอขอบคุณ : http://www.kirjasto.sci.fi

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า