ฝังทั้งเป็น

เรื่องเล่าของดวงวิญญาณมนุษย์ที่ถูกฝังทั้งเป็น


ในสมัยก่อนเรื่องของคนที่ถูกฝังทั้งเป็น มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในพื้นที่ที่นิยมการฝังศพ หากจินตนาการถึงการตื่นขึ้นมาหลังจากถูกฝังดินไปแล้ว มันคงเป็นเรื่องน่าสยดสยองมาก กับภาพคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ ดิ้นทุรนทุรายเพื่อที่จะออกจากโลงศพที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน ลึกราวหกฟุตเป็นอย่างน้อย โดยที่รู้ว่าแม้จะเปิดฝาโลงได้ก็ไม่มีทางขึ้นสู่พื้นดินเบื้องบนได้ ไหนจะความมืดที่น่าอึดอัดและอากาศหายใจที่ค่อย ๆ หมดลง ถือเป็นการตายที่ทรมานมาก
เรื่องต่อไปนี้เป็นบันทึกปากคำของบาทหลวงรูปหนึ่งในศาสนาคริสต์ ชื่อว่าบาทหลวงพาล์มเมอร์ เขาเล่าเรื่องราวของวิญญาณผู้ที่ถูกฝังทั้งเป็นในสุสานแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ เรื่องราวนี้ถูกบันทึกที่ซัฟโฟล์ค เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.1911
ช่วงนั้นเขาเป็นบาทหลวงอยู่ที่โบสถ์แห่งหนึ่งในอังกฤษ มีชายผู้หนึ่งประกอบอาชีพเป็นนายแพทย์ ชื่อว่าหมอโจเซฟ เขามักเดินทางมาพูดคุยกับบาทหลวงพาล์มเมอร์เสมอ จนทั้งสองสนิทคุ้นเคยกัน
“ท่านอยู่ท่ามกลางสุสานคนเดียวอย่างนี้ไม่กลัวหรือ” หมอโจเซฟถาม
“ไม่กลัว หลุมฝังศพเป็นสถานที่สงบ ผู้ตายจะนอนพักผ่อนอยู่ที่นั่นอย่างสงบ” บาทหลวงตอบ
“งั้นท่านก็ไม่เชื่อเรื่องผีล่ะซี”
“เชื่อสิ ผมเชื่อเรื่องวิญญาณ ผมจะบอกคุณให้นะ วิญญาณจำนวนมากน่าสงสาร พวกเขาต้องจากไปทั้งที่ยังมีห่วง มีเรื่องค้างคาที่ยังทำไม่สำเร็จ ก็ไม่อาจเดินไปตามเส้นทางชีวิตหลังความตายได้ ต้องวนเวียนอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะสะสางธุระให้เสร็จ”
“ธุระอะไรเล่า ที่พวกเขาต้องการทำให้เสร็จ?”
“ผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่บางครั้งพวกเขาก็พยายามติดต่อกับผม… เขตนี้พระมาอยู่หลายท่านแต่ก็อยู่ได้ไม่นาน หมออยู่แถวนี้ ไม่เคยได้ยินเรื่องราวน่ากลัวอะไรบ้างหรือ?”
“ก็มีบ้างครับ มีชาวบ้านหลายคนมาปรึกษาว่าได้ยินเสียงแปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา ผมมักสั่งยาคลายเครียดให้ แต่ไม่มีใครยอมรับสักคน”
หลังจากการสนทนาคืนนั้น ขณะที่บาทหลวงผู้ประจำอยู่ที่โบสถ์เพียงลำพังกำลังจะเข้านอน เขารู้สึกอยากพูดคุยกับพวกวิญญาณในป่าช้า ดังเช่นพูดคุยกับชายหนุ่มบ้าง อยากช่วยแบ่งเบาความทุกข์จากดวงวิญญาณเหล่านั้นบ้าง เขาจึงตะโกนเข้าไปในสุสาน “พวกคุณมีใครอยู่บ้างไหม ผมอยากช่วยพวกคุณนะ…”
บาทหลวงพาล์มเมอร์เดินขึ้นที่พักแล้วจุดไฟในห้องนั่งเล่น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงจากด้านหลัง เหมือนใครปีนหน้าต่างขึ้นมา เมื่อเขาแหวกม่านออกดูก็ต้องตกใจกับใบหน้าของใครบางคนที่ขาวซีดเรื่อเรืองจากแสงจันทร์ มือของเขากำลังทำท่าเหมือนข่วนอะไรสักอย่างอยู่เบื้องหน้า ริมฝีปากขมุบขมิบเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่มีเสียง แต่พอจะอ่านจากปากได้ว่า “ช่วยด้วย ช่วยผมออกไปที”
“ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้ รอเดี๋ยวนะคุณ” บาทหลวงรีบกระโจนออกไปนอกโบสถ์ ที่นอกหน้าต่างตรงนั้นเขาไม่พบใคร ได้ยินแต่เสียงแว่วมากับสายลม “ช่วยด้วย ช่วยผมออกไปที…”
บาทหลวงปีนข้ามรั้วมายังฝั่งป่าช้า เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ เขาตะโกนถามไปว่า “เกิดอะไรขึ้น คุณอยู่ที่ไหน ช่วยบอกที” แต่ก็มีเพียงเสียงแว่ว ๆ ตอบกลับมาว่า “ช่วยด้วย ช่วยผมออกไปที…” ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมอีกครั้ง
คืนนั้นบาทหลวงพาล์มเมอร์นอนไม่หลับ คิดถึงแต่เสียงขอความช่วยเหลือนั้น เมื่อถึงตอนสายไปรษณีย์ที่ผ่านมาทุกวันแจ้งว่าหมอโจเซฟไม่สบายกะทันหัน บาทหลวงพาล์มเมอร์จึงเดินทางไปยังบ้านของหมอโจเซฟ
โจเซฟดูอ่อนแรงและอาการไม่ดีเลย บาทหลวงเดินเข้าไปถามอาการของเขา “เป็นอย่างไรบ้าง คุณอยากให้ผมช่วยอะไรไหม…”
“ไม่เป็นไรหรอกพระคุณเจ้า ผมรู้ตัวดีว่าผมกำลังจะตาย เพราะผมเป็นโรคที่รักษาไม่หายแน่นอน แต่ผมเพียงอยากจะบอกพระคุณเจ้าว่า หลังจากที่ผมตายไปแล้ว อย่าให้ใครเอาผมไปฝังในสุสานข้างโบสถ์เลย ผมไม่อยากอยู่ที่นั่น”
บาทหลวงเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ และถามถึงเหตุผลของคำสั่งเสียประหลาดนั้น หมอโจเซฟจึงตั้งต้นเล่าให้ฟังว่า…
“ครั้งหนึ่งมีชายชื่อบาร์โธโลมิว เพนนิงตัน เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้เช่นกัน เขาร่ำรวยมาก แต่เป็นคนไม่ดี ขี้เหนียวและไม่มีใครชอบหน้าเขาเลย แต่เขามีภรรยาที่สวยมากคนหนึ่ง ภรรยานั้นสวยและแสนดี จนคนทั้งหมู่บ้านต้องยอมทนคบกับบาร์โธโลมิว เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับภรรยาของเขา แต่ด้วยจิตใจที่คับแคบของบาร์โธโลมิว เขาเชื่อว่าภรรยาแสนสวยแต่งงานกับเขาก็เพราะเงิน เขาจึงต้องการลองใจภรรยาตนเองว่า หากเขาตายลงแล้ว ภรรยาของเขาจะเสียใจหรือไม่ เขาจึงได้ไปปรึกษากับหมอคนหนึ่ง ขอยาที่จะทำให้เขามีอาการเหมือนกับตายแล้ว…”
“แล้วมีหมอที่ไหนจะยอมร่วมมือด้วยกันล่ะ?” บาทหลวงนั่งฟังเรื่องเล่าของโจเซฟอย่างสงสัยใคร่รู้
“มีหมอคนหนึ่งครับพระคุณเจ้า เขาได้ให้ยานอนหลับจำนวนมากแก่บาร์โธโลมิว และวินิจฉัยว่าชายผู้นั้นได้ตายลงแล้ว พร้อมกับสั่งให้คนเอาเขานอนลงในโลงศพ ตามที่เขาได้นัดแนะไว้กับหมอว่า เมื่อเขาฟื้นขึ้นเขาจะต้องได้ยินการกระทำหรือเสียงร่ำไห้ของภรรยาผ่านฝาโลงที่ไม่ได้ตอกปิดสนิท…
จากนั้นมีคนเข้ามายกโลงศพออกไป คนงานสองคนบอกว่า ขณะที่หามโลงอยู่มีเสียงเคาะและข่วนฝาโลงจากด้านใน หมอคนนั้นยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้แล้วเอาตะปูมาตอกฝาโลงใหม่อย่างแน่นหนา พร้อมกับให้คนเอาไปฝัง”
“พระเจ้าช่วย หมอเขาทำอย่างนั้นทำไมกัน นี่มันฆาตกรรมเชียวนะ” บาทหลวงอุทานอย่างตกใจ
“พระคุณเจ้าจะเข้าใจทันที ถ้าผมบอกว่า ต่อมาหมอคนนั้นได้แต่งงานกับภรรยาของเขา และอยู่ในบ้านที่ร่ำรวยนั้นแทน แต่คุณนายเพนนิงตันและหมอคนนั้นไม่มีความสุขเลย พวกเขาอยู่กันอย่างหวาดกลัว และจะไม่มีวันสงบหากฆาตกรยังลอยนวล แล้วหญิงสาวก็เสียงชีวิตลงหลังจากแต่งงานได้เพียง 3 ปี”
บาทหลวงถึงกับอ้าปากค้าง “แล้วคุณจะให้ผมช่วยอย่างไร หมอคนนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขาชื่ออะไร อยากให้ผมไปแจ้งความให้งั้นหรือ?”
“พระคุณเจ้าโปรดรออีกสัก 3-4 สัปดาห์แล้วค่อยไปแจ้งเถอะครับ เพราะถึงวันนั้นผมก็คงตายไปแล้ว…”
บาทหลวงผุดลุกขึ้นด้วยความมึนงงและตกใจ
“ใช่แล้วครับ ผมคือหมอหนุ่มคนนั้นเอง…ผมไม่มีความสุขเลย ผมได้ยินเสียงเขาอยู่ตลอดเวลาจนถึงขณะนี้ ผมจึงอยากจะสารภาพบาปกับท่าน”
บาทหลวงรู้สึกผิดหวัง ตกใจ และหวาดกลัวในตัวหมอโจเซฟผู้เคยเห็นเป็นมิตร พลางคิดถึงเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่น่าเวทนาเมื่อคืน “จะยกโทษให้ไม่ได้ ช่วยได้อย่างมากก็เพียงสวดมนต์ให้พรเท่านั้นล่ะ” บาทหลวงหยิบหมวกขึ้นสวมแล้วเดินออกจากประตูไป พยายามตัดใจจากเสียงอ้อนวอนจากโจเซฟที่ดังไล่หลังมาว่า “ได้โปรดเถอะ ได้โปรด อย่าเอาผมไปฝังใกล้กับเขาเลย…”
หลังจากสารภาพผิดได้ไม่กี่ชั่วโมง หมอโจเซฟก็เสียชีวิตลง คืนนั้นบาทหลวงพาล์มเมอร์ออกมายืนที่ประตูทางเข้าป่าช้า มีหมอกจาง ๆ ไหลเอื่อย ๆ ผ่านตัวเขาไป ลมพัดเย็นสบาย ไม่มีสรรพเสียงใด ๆ และไม่มีเสียงวิญญาณ…
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า