พระบาทพลวง…การทำบุญที่เหนื่อยจริงๆ

ที่จันทบุรี มีภูเขาชื่อดังอยู่ลูกหนึ่งที่เรียกกันว่า “เขาพระบาทพลวง” หรือคนทั่วไปรู้จักกันในนาม “เขาคิชฌกูฏ” ที่โด่งดังก็เพราะว่าบนยอดเขานั้นมีสิ่งที่เค้าเรียกว่า “รอยพระพุทธบาท” ขนาดใหญ่อยู่ และมีหินกลมใหญ่อยู่ก้อนหนึ่งตั้งอยู่ในลักษณะหมิ่นเหม่คล้ายว่าจะตกลงไปข้างล่าง แต่ไม่ตก ยิ่งกว่านั้นเขายังว่ากันว่า หินก้อนนั้นที่จริงไม่ได้ตั้งสนิทกับพื้น แต่มัน “ลอยอยู่” ซึ่งมีการพิสูจน์โดยใช้คนสองคน จับปลายเชือกคนละข้าง แล้วเอาเชือกลอดใต้หินก้อนนั้น ปรากฏว่าเชือกลอดผ่านได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นที่มาของเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อต่าง ๆ นานามากมาย

 

แอดมินไม่ค่อยรู้ประวัติและรายละเอียดอะไรมากนัก(หาอ่านได้ในอินเทอร์เน็ต) มหาชนจากทั่วทุกสารทิศทั้งไทยและต่างชาติ ต่างหลั่งไหลมาขึ้นเขาเพื่อจะขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทและหินก้อนนั้นสักครั้งหนึ่งในชีวิต และเชื่อว่าหากใครได้ขึ้นไปครบ 7 ครั้ง จะได้ขึ้นสวรรค์แน่นอนด้วย ที่เด็ดกว่านั้น คือ ทุกคนต่างเชื่อว่า เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว จะขอพรได้ข้อหนึ่ง(ข้อเดียวเท่านั้น) และพรข้อนั้นจะเป็นจริงเสมอ คนที่เคยไปกันแล้วเขาก็ว่าจริงตามนั้น และนั่นแหละสาเหตุที่ทำให้คนจำนวนมหาศาลอยากจะถ่อสังขารขึ้นไป

 

ลักษณะโดยทั่วไปของเขาคิชฌกูฏแห่งนี้คือ เป็นภูเขาหลายลูกซ้อนกัน ถ้ามองจากข้างล่างตรงตีนเขา จะเห็นยอดเขาที่มีหินใหญ่ก้อนนั้นอยู่ไกลลิบ ๆ สถาพเขายังเป็นป่าทึบสมบูรณ์อยู่ มีเพียงทางคนเดินและทางรถเล็ก ๆ ตัดขึ้นเขา ช่วงเวลาปกติมันคงจะน่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่ในปีหนึ่งมันจะมี 2-3 เดือนที่เป็นช่วงเทศกาลเปิดเขา คืออนุญาติให้คนขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทดังกล่าว ช่วงนี้แถวตีนเขา และทางเดินขึ้นเขาจะเต็มไปด้วยผู้คน และมีของขายคล้าย ๆ งานวัด มีการทำบุญต่าง ๆ มากมายตลอดทาง

 

เหตุผลที่ไม่ให้คนขึ้นตลอดทั้งปี คือมันเป็นป่าดิบที่อันตรายมีสัตว์ป่าเยอะ แต่ช่วงที่เปิดเขานี้ จะมีการทำพิธีเปิดทาง ขอขมา ประมาณว่าขอทาง อะไรทำนองนี้ เพื่อไม่ให้มีสัตว์ป่าออกมารบกวนผู้แสวงบุญทั้งหลาย และเป็นที่น่าแปลกจริง ๆ ระหว่างช่วง 2-3 เดือนนั้น ใครก็ตามที่ไปขึ้นเขาจะไม่ได้เห็นสัตว์ป่าเลยสักตัวเดียว ทั้งที่เดินผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ (แอดมินว่ามันคงจะกลัวฝูงชนเหมือนกันล่ะนะ)

 

เรื่องเล่าอาถรรพ์เกี่ยวกับป่าเขาคิชฌกูฏนี้ก็มีอยู่มากเหมือนกัน เช่น มีตำนานเล่าว่าคนที่เดินออกนอกเส้นทางที่กำหนดให้มักจะหายตัวไปอย่างลึกลับ และบางคนที่ชอบลองของเล่าว่า หากเดินอยู่ในเส้นทางป่านั้นจะเงียบมากเหมือนไม่มีอะไรเลย แต่หากลองเดินออกจากทางเดินปุ๊บ จะได้ยินเสียงของป่า และสัตว์ป่าดังน่ากลัว เหมือนกับอยู่คนละโลก ฯลฯ เขาก็ว่ากันไป

 

 

เล่าเรื่องคร่าว ๆ ของเขาคิชฌกูฏกันแล้วทีนี้มาเล่าเรื่องของแอดมินบ้าง ที่จริงก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ แต่ในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะขึ้นไปเลย (แต่ก็เคยไปครั้งนึงตอนเด็ก และได้รับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่) สำหรับการทำบุญสักครั้งหนึ่ง จะต้องปีนป่ายขึ้นไปทำเนี่ยแอดมินรู้สึกว่ามันลำบากเกินไปนะ บุญนี่อยู่ไหน ๆ ก็ทำได้ ที่จริงก็ไม่ได้เป็นคนรักสบายอะไรหรอก แต่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบความลำบากโดยไม่จำเป็น…

 

แต่เมื่อวันจันทร์เพื่อนของคุณพ่อชวนไป เพื่อนพ่อคนนี้เป็นผู้หญิง แต่เป็นผู้หญิงที่แมนมาก แบบว่าเท่ แอดมินก็ประมาณว่าแอบปลื้มตั้งให้เป็นหนึ่งในไอดอลคนหนึ่งเพราะเธอเก่งมาก (อยากเป็นผู้หญิงที่เก่งอย่างนี้จัง) พอมาชวนก็เลยอยากไปด้วย เพราะช่วงนี้แอดมินมีจุดประสงค์อย่างหนึ่งที่อยากทำให้ลุล่วง ก็เลยอยากไปขอพรสักครั้ง จึงตกลงไปกัน โดยเพื่อนของคุณพ่อเธอก็น่ารัก บอกว่าเดี๋ยวนี้ทางสะดวกแล้วนะ ไม่ลำบาก รถขึ้นไปถึงเล้ยไม่ต้องเดิน โอเค ดีมาก งั้นไป…

 

ไปกันตั้งแต่เช้ามืดเลย ไปกันทั้งครอบครัว + เพื่อนพ่อ ไปถึงตีนเขาคนเยอะมากกกกกกกกกก… จะอธิบายยังไงล่ะมันเยอะจริง ๆ เพราะเป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้วที่เขาเปิดให้ขึ้น มีของขายเยอะเลย เหมือนตลาดดี ๆ นี่เอง แล้วก็มีวัด มีจุดต่าง ๆ ให้ทำบุญ มีที่ให้หลับนอน และอาบน้ำด้วย เพราะบางคนมาจากต่างจังหวัด

 

แล้วจุดขึ้นรถจุดแรกสุด คนรอเป็นพัน ถ้าต่อคิวขึ้นรถคงเย็นแน่ เพื่อนพ่อถามว่าเอาไงดีจะไปต่อมั้ย รอรถคงนานมาก ถ้าไปต่อต้องเดินละ…(งานเข้า) แต่มาถึงตอนนี้แล้วไง จะเลิกก็เสียฟอร์ม แอดมินเลยบอกว่า “ไปต่อ” เห็นมีคนแก่เยอะแยะ บางคนถือไม้เท้าด้วย เขายังขึ้นกันได้ เราขึ้นไม่ได้นี่อายแย่ ส่วนพ่อกับแม่ถอดใจไปเรียบร้อย บอกว่า “สองคนไปไหนก็ไปเหอะ เดี๋ยวนอนรอข้างล่างเนี่ยแหละ”

 

เราสองคน ก็เลยเดินไปกัน…

 

 

เดินไปได้สักพักรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วนะ จะบ้าไปแล้วเนี่ยเดินเป็นชั่วโมงยังไม่ถึงไหนเลย ข้าง ๆ มันก็เป็นป่าเหมือน ๆ กันหมด มันเหนื่อยมาก(ขาก็สั้นอ่ะนะ) ตะวันเริ่มออก สายแล้วแทบคลาน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเดินมาได้ไกลมากแล้ว ถามเพื่อนพ่อ “น้า ๆ เราใกล้จะถึงรึยังเนี่ย?” เธอบอกว่า “ยังไม่ได้เศษ 1 ส่วนสิบเลย”

 

ห๊ะ !!!!  O_O

 

 

ในที่สุดก็โผล่มาถึงจุดพักขึ้นรถจุดที่สอง ตรงนี้เค้าจัดเป็นลานกว้าง มีกิจกรรมให้ทำบุญอะไรเยอะแยะอีกแหละ แอดมินแทบจะไม่ได้ใส่ใจแล้วเพราะว่ามันเหนื่อยมาก เค้าทำอะไรก็ทำตามเค้านิด ๆ หน่อย ๆ

 

 

เพื่อนพ่อถามว่า “เป็นไง จะไปต่อกันมั้ย” ณ ตอนนี้ถ้าให้เดินต่อ เอามีดมาแทงกันให้ตายเลยดีกว่าน่ะ ก็เลยตกลงว่าขึ้นรถกันเห้อออ รอนานก็จะรอแล้ว…

 

 

จนในที่สุดเราก็คอยคิวจนได้ขึ้นรถ ได้นั่งที่แคปหน้าด้วย เพราะข้างหลังเต็ม ตอนแรกรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้นั่งหลัง เพราะอยากชมวิวไง (แต่ตอนหลังรู้สึกว่าโชคดีสุด ๆ)

 

หน้ารถมีแต่เครื่องรางของขลังยังกับยกศาลเจ้าใส่เข้ามาเลย ภาพข้างบนนี้ถ่ายตอนขึ้นมานั่งใหม่ ๆ หลังจากนั้นไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปอีกเลย เพราะมัวแต่เป็นห่วงชีวิต

 

ไอ่รถขับขึ้นเขาเนี่ยนะ ถึงทางจะอันตรายหมิ่นเหม่แค่ไหนมันก็ขับช้าไม่ได้ มันต้องเร่งเครื่องตลอดเวลาเพราะไม่งั้นมันจะไหลลง ขึ้นไม่รอด ทางนี่แคบมาก พอให้รถสองคันสวนกันขึ้นลง(สวนกันระยะประชิดจริง ๆ) แล้วรถขาขึ้นจะต้องขับเร็ว ๆ ทางก็จะโค้งตลอดเวลาเพื่อให้มันมีแรงเหวี่ยงขึ้นไป บางช่วงไอ่ตรงโค้งมันเป็นไหล่ทางที่ลึกลงไป ความรู้สึกประมาณว่านั่งอยู่ในรถของโฆษณา 4WD ตอนที่มันกำลังโชว์ทดสอบประสิทธิภาพอยู่พอดี คือมันจะพุ่งอย่างเร็วเข้าไปหาไอ่เหวนรกนั่นแล้วก็เลี้ยวแว้บหลบขึ้นไปตามทางได้ทันท่วงที (- -“)

 

ผ่านไปสักสองสามโค้ง แอดมินเริ่มถามหาความมั่นใจจากคนขับรถ ด้วยการเริ่มบทสนทนาไปว่า…

 

“เอ่อ…ขับเก่งจัง เคยมีอุบัติเหตุมั้ยคะเนี่ย?” (ในใจคิดว่าไง ๆ เค้าก็ตอบว่าไม่เคย)

 

“เคย…”

 

O-O” ไอ๋ย๊า!!!

 

แล้วคุณคนขับก็ไม่ได้ขยายความอะไรให้อุ่นใจเลยซักกะนิด ที่จริงเค้าคงพูดได้แค่นั้นเพราะต้องเพ่งสมาธิตลอดเวลา  ไหนจะต้องหลบไอ่รถขาลงอีก เราก็ไม่น่าจะไปกวนเค้าหรอก แต่ความรู้สึกมันแบบว่า อยากจะโทรไปสารภาพรักกับใครซักคนเลยแหละ ไอ่พวกคนที่นั่งข้างหลังก็กรี๊ดกันอยู่ได้ กินนกแต้วแร้วท้องดำเข้าไปรึไง นั่งเงียบ ๆ ก็ตื่นเต้นมากพออยู่ละ

 

 

รถจอดที่จุดพักที่สอง ก็มีลานให้ทำบุญอะไร ๆ คล้าย ๆ กับจุดแรก ณ ตอนนั้นแอดมินงงชีวิตมาก (ชั้นมาทำอะไรที่นี่…) บุญทานเริ่มไม่มีอารมณ์นึกถึง ภาพก็แทบไม่อยากจะถ่ายแล้ว ปกติก็ไม่ใช่คนชอบเที่ยวอยู่แล้ว ยิ่งไม่เคยเที่ยวเล่นโลดโผนแบบนี้มาก่อน แต่ก็ต้องยิ้มอยู่เสมอ เพราะมากับเพื่อนพ่อ ไม่อยากให้เค้าไม่สบายใจ เค้าอุตส่าห์พามา

 

ยัง…มันยังไม่จบแค่นั้น เพราะเรายังไปไม่ถึงรอยพระพุทธบาทเลยนี่ แต่ว่าไม่มีรถเข้าถึงแล้ว จากจุดจอดรถต้องเดินเท้าต่อ คุณน้าเพื่อนพ่อบอกว่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว เดินต่ออีกหน่อยจะได้ไปสักการะรอยพระพุทธบาทขอพรกัน

 

“อีกหน่อย” ก็พอไหว ไหน ๆ ก็ไหน ๆ และ ไปให้ถึงดีกว่า…

 

ทางต่อจากนี้มันดีหน่อยตรงที่เค้าทำเป็นบันใด แล้วก็ทางเดินค่อนข้างสะดวก แต่มันก็ทางขึ้นเขาล่ะนะ เดินมาสักครึ่งกิโลมันก็เหนื่อยแล้ว ดีที่อากาศจะเย็นตลอดเพราะอยู่ในป่า แต่วันนี้คนเยอะมาก ๆ จะถ่ายรูปอะไรก็ลำบากมาก ไม่มีตรงไหนที่ไม่มีคนเลย จริง ๆ แทบไม่รู้สึกว่าเดินในป่าเลยด้วยซ้ำเพราะคนเยอะเกินไป

 

 

ในระยะทางช่วงสุดท้ายนี้ ผู้คนจะเอาดอกดาวเรืองติดตัวมาด้วยเกือบทุกคน แล้วก็จะโปรยไปตลอดทาง ทำให้ตามทางเหลืองไปด้วยดอกดาวเรือง คงเป็นความเชื่อหรือไม่ก็คิดว่ามันสวยดี เหมือนทางเดินไปสวรรค์ แต่แอดมินกลับคิดว่ามันทำให้บรรยากาศดูรก ๆ ไม่ธรรมชาติ แล้วมันก็เริ่มมีกลิ่นดอกไม้เน่าของวันก่อน ๆ ด้วย กลีบดอกไม้ที่เริ่มจะเน่า ก็ทำให้ทางเดินลื่น ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยกวาดตลอดเวลา บางคนที่ศรัทธามาก และพยายามมากจริง ๆ ก็จะไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปตลอดทาง ทำให้มีธูปปักอยู่มากมายแบบนี้

 

 

ตามทางจะมีก้อนหิน ตามก้อนหินจะมีธูปโค้ง ๆ เกาะอยู่แบบนี้เต็มไปหมด อันนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นความเชื่ออะไรเหมือนกัน เห็นเค้าพูดกันว่า ถ้าใครทำแล้วมันเด้งออก แสดงว่าไม่มีบุญ แอดมินก็ลองทำมั่ง มันก็ทำไม่ยากนะ เพราะหินมันก็มีรู ๆ อยู่แล้ว ทำสิบอันก็เกาะสิบอันแหละ ไม่เกี่ยวกับมีบุญไม่มีบุญ

 

 

คุณกิ้งกือตัวนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียว(ที่ไม่ใช่คน) ที่แอดมินพบระหว่างทาง(ทราบชื่อภายหลังว่าเค้าคือ คุณกือศักดิ์ ณ คิชฌกูฏ)

 

 

เรื่องน่ามหัศจรรย์คือ เขาทั้งเขา ป่าดิบรกขนาดนั้น ไม่มีสัตว์อะไรเลย ไม่มีกิ้งก่าตามต้นไม้ ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้องด้วยซ้ำ หรือว่าพิธีเปิดป่าขอทางจะศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ (ตอนเดินขึ้นมาช่วงแรกก็ไม่พบตัวอะไรเลย)

 

เวลาเดินไปเรื่อย ๆ ก็จะได้ยินคนที่เดินสวนลงมาพูดกับคนที่กำลังเดินขึ้นว่า “อีกนิดเดียว ใกล้จะถึงแล้ว” แบบเป็นการให้กำลังใจกัน ฟังดูน่ารักอบอุ่นดี

 

เกือบถึงแล้วอีกไกลมั้ยคะ ?

 

ไม่ไกล อีกประมาณสองกิโล

 

O-O”  (เดินทางลาดมันก็โอเคนะ แต่ขึ้นเขาสองกิโลนี่มัน…)

 

 

ขณะนี้เราอยู่ระดับเดียวกับยอดเขาลูกนู้น…อ่าาา ชั้นมาทำอะไรที่นี่ – -”  (ขณะนี้เริ่มเดินลากขาไปแบบไร้วิญญาณ)

 

 

ทางเดินนี้เค้าทำได้ไงไม่รู้ น่าอัศจรรย์จริง เหมือนทางเดินอ้อมเขา พอเดินขึ้นมามองลงไป จะเห็นทางเดินด้านล่างด้วย

 

ช่วงสุดท้ายนี้จะมีจุดชมวิว มีจุดขายของ มีอะไรให้ดูไปเรื่อย ไม่น่าเบื่อเหมือนการเดินตรงข้างล่างที่มีแต่ป่า แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ค่อยมีใจจะชมอะไรหรอก แทบคลานละ มีอะไรขายก็ไม่อยากจะซื้อแล้ว ไม่อยากจะถืออะไรทั้งนั้น

 

แต่จริง ๆ แล้วแอบชอบนะ มันเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน เห็นแดดแบบนี้แต่อากาศดีและเย็นมากทีเดียวเลย เพียงแต่ร่างกายเราไม่พร้อมจะรับความสุขเท่าไหร่ เพราะปกติไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็เลยเหนื่อยเร็ว ต่อไปนี้ต้องหัดออกกำลังกายบ้างแล้ว…

 

 

ระหว่างทางมีลานหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เขาบอกว่ามันเป็นรอยเท้าเสือ เรียกว่า “รอยเสือใหญ่” ก็มีจัดที่เอาไว้ให้สักการะ มีพระนั่งให้พร พรมน้ำมนต์ แล้วก็เป็นจุดชมวิว

 

 

นี่แหละคือรอยเสือใหญ่ มันรอยประทับลงไปบนหิน รอยกว้างประมาณครึ่งเมตรเชียวนะ ถ้ามีเสือที่มีรอยเท้าขนาดนี้ ก็คงจะเป็นเสือที่ตัวใหญ่จริง ๆ แต่แอดมินมองแล้วจินตนาการไม่ออกเท่าไหร่ ก็มันไม่ค่อยเหมือนรอยเท้าเสือ

 

 

ความศรัทธาทำให้หุบเขาแห่งนี้สะพัดไปด้วยเงิน อันนี้พูดจริง ๆ เงินเหมือนไม่มีค่าเท่าไหร่เมื่อเดินไปตามทางสวรรค์สายนี้ ตามทางเดินและก้อนหินเต็มไปด้วยเหรียญ ผู้คนเอามาแปะไว้คล้ายจะให้เป็นเครื่องเซ่นให้กับอะไรซักอย่าง หรือไม่ก็คงเป็นการเสี่ยงทาย อันนี้แอดมินไม่แน่ใจ แต่มันเยอะจริง ๆ หินบางก้อนมีแต่เหรียญแปะไว้เต็มเลย จะว่าเป็นการโยนทานก็ไม่เห็นมีใครก้มลงเก็บ คาดว่าน่าจะมีคนมาตามเก็บไปทำประโยชน์ภายหลัง

 

 

นอกจากจะมีรอยเสือใหญ่แล้ว ยังมีรอยกวางทองด้วยนะ รูปข้างบนนี้คือรูปรอยเท้ากวางทอง สังเกตรอยบุ๋มที่ก้อนหินตรงที่มีกระดาษขาว ๆ แขวนอยู่ไกล ๆ โน่น เขียนไว้ว่า “รอยกวางทอง”

 

 

ใกล้ถึงประตูสวรรค์แล้วววว… ทุกคนในที่นี้กำลังเดินขึ้นสวรรค์

 

 

และในที่สุด บนหินก้อนมหึมาก้อนหนึ่งก็เขียนไว้ว่า “ประตูสวรรค์” ตอนนี้รู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์จริง ๆ เลย ดีใจมาก (จะได้หยุดพักซะที) สิ่งที่ใช้ประดับประดาคือ “เงิน” ไม่ใช่แบงค์กาโม่ด้วยนะจะบอกให้ บนเส้นทางสวรรค์สายนี้คุณจะเห็นเงินเกลื่อนกลาดมากมายจริง ๆ

 

 

จากตรงจุดที่เขียนว่าประตูสวรรค์ มองลงไปด้านล่างก็จะเห็นผู้คนที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นสวรรค์ทยอยเดินตามกันขึ้นมา

 

 

มองไปอีกด้านก็จะเห็นฝูงชนกำลังเดินเข้าประตูสวรรค์ไป…

 

 

พ้นจากประตูมาก็มีพระบรมรูปประทับนั่งของพระเจ้าตากสิน ซึ่งถือเป็นกษัตริย์นักรบคู่เมืองจันท์ให้ได้สักการะก่อนเลย

 

บนนั้นมีร้านกาแฟ ร้านขายของ จัดไว้อย่างสวยงาม ถึงตอนนี้แอดมินยินดีกับทุกอย่างที่ใส่น้ำแข็งแล้ว รู้สึกเหมือนมันอร่อยมาก ๆ ทีแรกแอบบ่นเรื่องราคาที่แพงเวอร์ แต่พอเดินมาสักพักเห็นคนแบกน้ำแข็ง 2-3 คนเดินขึ้นเขามา น้ำแข็งก้อนใหญ่ ๆ สี่เหลี่ยม รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องใช้คนแบกเดินเท้าขึ้นมาเท่านั้น เห็นอย่างนั้นแล้วอยากกลับไปจ่ายเงินเพิ่มจริง ๆ

 

 

จากนั้นก็จะมีสถานที่ซึ่งเรียกว่าถ้ำหลวงปู่ฤาษี ลักษณะเป็นถ้ำที่อยู่ใต้หินใหญ่ทั้งก้อน ข้างใต้อากาศเย็นเฉียบเลย เพดานก็สูงพอที่คนธรรมดาตัวสูง ๆ จะเดินเข้าไปได้แบบสบาย ๆ แต่ลึกเข้าไปจะลาดต่ำลง และมีรูปปั้นฤาษีให้เข้าไปปิดทอง ปัญหาคือไม่ทราบว่าใครเป็นคนคิดให้เอารูปปั้นสำหรับปิดทองเหล่านี้ไปวางไว้ตรงส่วนที่มีความสูงของเพดานแค่ประมาณ 80 เซนติเมตร คือต้องคลานเข้าไปปิดทอง แล้วทุกคนเพิ่งจะปีนเขาขึ้นมาก็แทบจะนั่งยอง ๆ ไม่ลง แต่ทุกคนก็พยายามเข้าไปปิดทองขอพรกัน ด่านนี้เรียกว่าเป็นการพิสูจน์ศรัทธาจริง ๆ

 

 

ก้อนหินแต่ละก้อนบนยอดเขาแห่งนี้ล้วนแต่มหึมาและมหัศจรรย์ สมกับที่เป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ รอยพระพุทธบาทและหินลอยได้ ตั้งอยู่บนก้อนหินยักษ์นี้อีกทีหนึ่ง

 

 

นี่คือบันไดทางขึ้นไปยังรอยพระพุทธบาท แอดมินถ่ายรูปไม่ค่อยจะเป็น มันเลยดูไม่สวยเท่าที่ควร ที่จริงมันสวยมากเลย

 

ถึงแล้ว นี่คือหินลอยได้ที่โด่งดังก้อนนั้น รอยพระพุทธบาทก็อยู่ตรงทางลาดขึ้นไปยังหินก้อนนั้น แต่คนเยอะมาก ไม่สามารถถ่ายรูปออกมาได้เลย แค่เอาตัวไปอยู่ตรงนั้นได้ก็ลำบากแล้ว ที่จริงแอดมินเข้าไปจนถึงรอยพระพุทธบาทเลย แต่มองไม่เห็นเพราะว่ามีแต่ดอกดาวเรือง ธูป เทียน และธนบัตรกองทับถมกันอยู่บนรอยนั้น

 

วิธีการขอพรคือเอาดอกไม้ธูปเทียนไปนั่งแล้วจะมีพระนำสวด แล้วให้ขอพรได้อย่างหนึ่ง เชื่อไหมว่าแอดมินลืมไปว่าจะขออะไร นึกไม่ออกจริง ๆ อารมณ์ว่างเปล่ามาก เพราะคนเยอะ และเหนื่อย ลึก ๆ แล้วก็รู้สึกผิดหวังในบรรยากาศโดยรวม ซึ่งก่อนหน้านั้นจินตนาการว่า มันจะเป็นธรรมชาติและเงียบสงบกว่านี้(มาก) แต่ ณ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนว่ามันคือธุรกิจที่อยู่บนความศรัทธา ทุกคนไปที่นั่นเพียงเพื่อแย่งกันขอพร ไม่ได้มีกลิ่นอายของการปฏิบัติธรรมใด ๆ

 

ที่จริงการที่แอดมินคิดแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย ทำให้จิตใจไม่สบาย แต่มันช่วยไม่ได้ที่จะคิด เพราะบรรยากาศมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

 

 

ข้างบนมีศาลาอย่างหรูเอาไว้รองรับผู้แสวงบุญ และมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังคอยทำการปลุกเสกของขลังต่าง ๆ มากมาย บางคนก็นำพระเครื่อง พระพุทธรูปไปเข้าพิธี และภาพด้านบนนี้คือการปลุกเสกกระเป๋าตังค์… ทุกคนจะเอากระเป๋าไปกองรวมกันที่หน้าพระแล้วพระก็สวดมนต์ เสร็จแล้วก็โยนกระเป๋าคืนให้ จากนั้นต้องบริจาคธนบัตรในกระเป๋าคนละ 1 ใบ (ที่จริงคงจะตามแต่ศรัทธา แต่เขาศรัทธากันทุกคนนี่นะ)

 

 

แม้แดดดูเหมือนจะร้อนแรง แต่ข้างบนเย็นมาก และมีหมอก เมฆลอยผ่านตัวเราไปถึงกับสะท้านเลยทีเดียว มองลงมาจากข้างบนไกล ๆ นั้นสวยมาก

 

รู้อะไรมั้ย บางทีบุคคลแรกสุดที่ออกอุบายให้ทุกคนพยายามดั้นด้นมาถึงที่นี่ อาจเพียงแค่อยากจะให้ใครบางคนได้ยืนอยู่ตรงนี้ แล้วมองลงไปข้างล่างเท่านั้นเอง…

 

 

เมื่อเที่ยวชมนั่นนี่และพักผ่อนสักพักเราก็เดินลงกัน แอดมินเพิ่งเห็นว่าเขามีลูกหาบสำหรับหาบคนด้วย  คนที่เดินไม่ไหวแต่อยากมาก็สามารถมาได้ อย่างเช่นคุณลุงคนนี้นั่งสบายเลย คงกำลังจินตนาการว่าตัวเองเป็นเปาปุ้นจิ้นอยู่แน่ ๆ แอดมินแอบเข้าไปถามว่าค่าแบกเนี่ยเท่าไหร่ น่าจะสบายดีนะนั่งชมวิว ไม่ต้องเดิน เค้าบอกว่า 1000 บาท …โห ตั้งพันนึง เดินเอาแล้วกัน (แต่จะว่าไปก็สมน้ำสมเนื้อแหละนะไม่ใช่ใกล้ ๆ)

 

 

ตามทางเดินบางระยะก็จะมีระฆังแขวนไว้ เวลาจะเคาะก็เอาเหรียญออกมาเคาะ ทุกคนเดินผ่านก็จะเคาะ ดังแก๊ง ๆ ๆ ๆ ให้ได้ยินไปเกือบตลอดทาง รู้สึกดี…

 

กลับมาถึงจุดขึ้นรถก็เกือบเย็นแล้ว ไปไม่รอดแล้วด้วยขึ้นรถกลับทั้งสองทอดเลยแล้วกัน คราวนี้ได้นั่งข้างหลัง (ไม่ดีใจเลย) ขาลงเค้าขับช้า เพราะลงเขา แต่มันก็หวาดเสียวมากเพราะมันลงนั่นแหละ ทางชันมากบางทีแทบจะดิ่งลงเลย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูป คือตอนนั้นมันไม่มีอารมณ์อยากเก็บภาพ

 

ลงมาถึงตีนเขาคุณน้าเพื่อนพ่อก็ชวนไปเดินเล่นดูของขายข้างล่างอีก ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ เป็นผู้หญิงที่บ้าพลังมาก กว่าจะกลับถึงบ้านห้าโมงเย็นพอดี (ออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า)

 

 

สิ่งที่ได้ติดมือมาคือ… ของขลัง เรียกว่า สาริกาลิ้นทอง กับท่อนไม้อะไรซักอย่าง ได้รับแจกจากพระ เขาว่าปลุกเสกแล้วอย่างดี มีไว้ค้าขายร่ำรวย แล้วก็เป็นเมตตามหานิยม (ทำนองนั้น) มีบทสวดบูชาที่น่ารักมากดังนี้…

 

(ตั้งนะโม 3 จบ)
กุกะกุก้ง            อะระหังกากา
อุอากะสะ          มุมะ มูญมัง
ลาภมูลมา         นะมามีมา
มหาเศรษฐี        บารมีจงมา

 

สรุปคือสนุกนะ แอดมินอาจจะไม่ใช่คนที่คลั่งไคล้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ เรื่องศรัทธาความเชื่ออาจจะต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลไปบ้าง แต่ความปรารถนาที่จะทำอะไรดี ๆ เชื่อว่าไม่มีแพ้ใคร การไปทำบุญครั้งนี้อาจไม่รู้สึกว่าได้บุญเท่าไหร่ แต่รู้สึกว่าได้ไปเที่ยว ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วล่ะ…

 

แอดมิน
 
ปล. เนื่องจากคนเยอะมากจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถ่ายรูปแล้วไม่ติดหน้าคน ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ จึงได้ทำการเซ็นเซอร์ให้เล็กน้อย
(เผื่อว่าบางคนไปกับกิ๊กเดี๋ยวใครเห็นเข้าจะไม่งาม) 

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “พระบาทพลวง…การทำบุญที่เหนื่อยจริงๆ”

  1. Roy Mustang says:

    ยินดีด้วยกับการสำเร็จในการปืนเขานะครับ ทำไมไม่เจอกันนะ แอดมิน
    ผมเองก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน ณ เวลานั้น ^^
    แต่ผมเดินขึ้นนะครับ เหมือนกับ แอดมิน แหละครั้งแรกที่ไป ผมบอกพ่อว่า
    จะแค่ไหนเชียวเรื่องผจญภัยมาเถอะ ภูกระดึ่งยังพิชิตมาแล้ว ที่นี้แค่ไหนกัน
    ฮ่าๆ สุดท้ายไป นอนหอบแทบตายตรงจุดพักรอ ขึ้นรถ ต่อที่ 2 555+
    รู้สึกว่าตัวเองเป็นหมาเลยล่ะครับ 555+
    จากนั้นก็นั่งรถแหละครับ ยังดีนะแอดมินได้นั่งข้างหน้า ผมไปนั่งข้างหลัง
    เสียวไส้สุดๆ แต่ก็สนุก อยากจะนั่งขึ้น ลง หลายๆ รอบเลย มีผมแหกปาก
    โวย วาย อยู่คนเดียว ( วู้ๆ สนุกเว้ยยย !!! ) ซึ่งบรรยายกาศในรถมันไม่เข้ากับผมเลยแต่ละคนมองตาเขียวปั๊ด เลยอ่ะ T^T นู๋ทำอะไรผิดเนี่ย

    แต่ก็คุมและก็สุขใจมากครับ เมื่อขึ้นไปถึง หายเหนื่อยทันใดเลย กับธรรมชาติ ของโลกเรา แม้จะมีผู้คนทำลายมามากมาย แต่ก็ยังคง มีมุมสวยๆ ให้เราได้ชม…สุดท้ายครั้งที่ 2 ผมก็นั่งรถครับ ฮ่าๆ ชวนกันเดินนะ มีแต่คนบอก ไม่บ้าพอ เท่าผม เดินคนเดียวเด่ะ !! O.O ( เหมือนโดนมีดแทง )

    ใกล้จะถึงวันงานหนังสือแล้ว เย้ๆๆ ผมจะไปตามหาตำนาน ให้เจอ แล้วพบกัน
    นะครับ แอดมิน ^^

  2. Hi.Tree.Ka says:

    เรายังไม่เคยไปเลยอ่ะ แค่คิด ก็เหนื่อยแล้ว ไม่ไหวแน่ ๆ สงสัยศรัทธาไม่แรงกล้าพอ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า