พิธีบูชาซาตาน

 

“ความตาย” เป็นสิ่งที่ทรงอานุภาพมาก ไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วหลีกหนีความตายได้พ้นมันเป็นกฎเหล็กแห่งชีวิตอย่างแท้จริง ดังนั้น ในความเชื่อของคนบางกลุ่ม ความตายจึงดูเหมือนจะมีอำนาจเหนือ “พระเจ้า”
 
ในสมัยยุโรปยุคกลาง (ค.ศ.1100-ค.ศ.1500) ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเชื่อเรื่องเกี่ยวกับปีศาจและพ่อมดหมอผีอย่างจริงจัง มีความเชื่อว่า ซาตานคือเจ้าแห่งความตาย เป็นปีศาจชั่วร้ายผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า แม้จะถูกขับไล่และสาปแช่งให้อยู่ในความมืดมิดแต่ก็ยังทรงอำนาจมาก ทั้งยังกุมชะตาชีวิตของผู้คนทั้งหมดเอาไว้ในกำมือ เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว จึงมีคนจำนวนมากเลือกที่จะหันหลังให้พระเจ้า ขายวิญญาณให้ซาตาน ประกอบพิธีกรรมบูชาความตาย เพื่อร้องขอในสิ่งที่ตนเองปรารถนา
 
พิธีกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการบูชาภูตผีและซาตาน เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิไสยศาสตร์ดำ ซึ่งในยุคนั้นมีอยู่มากมายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อในแต่ละท้องที่ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ มันเป็นพิธีกรรมที่มีแต่ความทารุณโหดร้าย กระทำโดยหมอผีที่ขายวิญญาณให้ซาตาน โดยมากต้องมีการสังเวยเลือดหรือชีวิตของผู้บริสุทธิ์ การสวดมนต์บูชาความตาย และจุดเทียนไขแห่งความมืดมิด
 
ไม่มีใครทราบรายละเอียดทางประวัติศาสตร์แน่ชัดว่าในช่วงแรกนั้นพิธีการเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและชัดเจนที่สุดเป็นเพียงคำอธิบายที่ปรากฏอยู่ในหนังสือนิยายอมตะเรื่อง “ลาบาส” เพียงไม่กี่บรรทัดเท่านั้น โดยอธิบายถึงพิธีเซ่นสังเวยซาตานในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1594 ว่า“…หมอผีสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ มีเครื่องหมายซาตานติดที่หน้าอก มีหญิงสาวสองคนเป็นผู้ช่วย เครื่องเซ่นคือเหล้าองุ่นและขนมปัง มีการจุดเทียนไขสีดำ…”เทียนไขสีดำหรือเทียนแห่งความมืดมิดนั้นทำมาจากไขของมนุษย์หรือคนตาย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น กะโหลกมนุษย์ เด็กทารก และหญิงสาวพรหมจารี เป็นต้น
 
พิธีเซ่นสังเวยซาตานครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1673 ถือเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมได้ โดยมาดามเดอ มองเตซแปง ผู้เป็นเจ้าจอมคนหนึ่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส พระนางเป็นผู้มีความทะเยอทะยานสูงมาก และคิดอยากให้พระเจ้าหลุยส์มอบความรักให้แก่นางมากกว่าเจ้าจอมคนอื่น ๆ รวมถึงพระราชินี พระนางจึงพยายามปรุงแต่งรูปโฉม ทั้งกิริยาวาจาให้งามพร้อมไปทุกกระเบียด แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด นางทำทุกวิถีทาง ทั้งแต่งกายยั่วยวน เรียกร้องความสนใจ ไปจนถึงใส่ร้ายป้ายสีสตรีนางอื่น แต่ยิ่งพยายามมากเท่าใด ก็ยิ่งประสบกับความผิดหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ
 
จนกระทั่งวันหนึ่งคนสนิทของพระนางได้แนะนำแนวทางแก้ไขโดยการทำพิธีเซ่นสังเวยซาตาน เพื่อขอพรให้ช่วยเหลือในเรื่องการทำเสน่ห์ มีหมอผีชื่อแอ็บเบ กิบเบิร์ก เป็นผู้ดำเนินพิธีกรรมดังกล่าว ซึ่งได้รับค่าตอบแทนสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมพิธีกรรมจำนวนมาก
 
วิธีการในพิธี ทำโดยให้หญิงสาวสองคนสวมหน้ากากและเปลือยกายนอนอยู่บนแท่นบูชา มีถาดวางเหล้าองุ่นและขนมปังแผ่นกลมไว้บนหน้าท้องของทั้งสองนาง มีข่าวลือว่าหญิงสาวคนหนึ่งนั้นคือตัวมาดามเดอ มองเตซแปงเอง แต่นักค้นคว้าประวัติศาสตร์เชื่อว่าน่าจะเป็นหญิงรับใช้มากกว่า แต่สิ่งที่โหดร้ายสำหรับพิธีการนี้คือการเซ่นสังเวยโลหิตของเด็กหญิง โดยใช้มีดคมกรีบปาดคอเด็กให้เลือดไหลลงไปในถ้วยเหล้าองุ่น ในขณะที่หมอผีท่องบทสวดถึงซาตาน อ้อนวอนให้เจ้าแห่งความตายมารับเครื่องเซ่นและคำขอร้องจากตน เพื่อให้พระเจ้าหลุยส์ทรงเปลี่ยนพระทัยมาหลงรักมาดามเดอ มองเตซแปง
 
ผลปรากฏว่าพิธีการเซ่นซาตานด้วยเลือดสด ๆ ของเด็กที่ถูกฆ่าตายต่อหน้านี้ไม่มีผลต่อพระเจ้าหลุยส์แต่อย่างใด ตรงกันข้ามพระองค์ยิ่งดูเกลียดชังมาดามเดอ มองเตซแปง มากยิ่งขึ้น เพราะเริ่มสังเกตเห็นว่าพระนางคบหากับกลุ่มคนแปลกประหลาดและประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับศาสตร์ไสยศาสตร์มนต์ดำ ทำให้พระนางเพิ่มทวีความเจ็บแค้นมากยิ่งขึ้น จึงคิดที่จะรอบปลงพระชนม์ของพระเจ้าหลุยส์
 
พระนางเรียกหมอผีกิบเบิร์กมาทำพีธีเซ่นสังเวยความตายอีกครั้ง โดยทำการปรุงแต่งเครื่องเซ่นและขั้นตอนในพิธีกรรมให้โหดร้ายยิ่งขึ้น คือทำการตัดคอเด็กแรกเกิด และวางแผนนำเลือดที่ได้จากกระดูกของหญิงสาวและอสุจิจากชายหนุ่มใส่ลงไปในเหล้าองุ่นของพิธีการ เพื่อที่จะแอบนำไปผสมในพระกระยาหารของพระเจ้าหลุยส์
 
แต่ก่อนที่พิธีกรรมนี้จะเริ่มขึ้น นิโคลัส เดอ ลาเรย์เนีย นายทหารราชองครักษ์ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ติดตามดูพฤติกรรมของมาดามเดอ มองเตซแปง ก็ได้นำทหารเข้าจับกุมผู้ร่วมพิธีการทั้งหมดรวมถึงมาดามเดอ มองเตซแปงด้วย ผู้ให้การสนับสนุนที่จับกุมมาได้นั้นมีไม่ต่ำกว่าร้อยคน ทุกคนถูกลงโทษประหารชีวิตทั้งสิ้น เว้นแต่มาดามเดอ มองเตซแปง ซึ่งได้รับความเมตตาไว้ชีวิต แต่ถูกเนรเทศออกไปอยู่ในป่าชนบทอันกันดารและห่างไกลผู้คน พระนางต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังท่ามกลางความมืดมิดและอันตรายรอบด้าน ด้วยความหวาดกลัวที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้พระนางมีอาการคลุ้มคลั่งอย่างหนัก และมองเห็นเพียงภาพปีศาจเด็กที่ถูกปาดคออย่างโหดร้าย เรื่องราวของพระนางหลังจากนั้นไม่มีใครทราบแน่ชัด บ้างว่าถูกจับขังคุกอีกครั้ง แต่บ้างก็กล่าวว่าพระนางได้สิ้นชีวิตลงไปป่านั่นเอง สุดท้ายแล้วพระนางก็เป็นเพียงเหยื่ออีกรายหนึ่งของซาตาน เจ้าแห่งความตายและชีวิตทั้งปวง
 
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

7 Responses to “พิธีบูชาซาตาน”

  1. Hi.Tree.Ka says:

    เรื่องมันลึกลับเนอะ

  2. A : ซาตาน เราเคยเห็นในหนัง
    B : หน้าตาเป็นยังไงอ่ะ..
    A : เป็นผู้ชายผมยาวอาศัยอยู่ในป่า โหนเถาว์วัล ด้วยล่ะ
    B : = =” นั่นมันทาร์ซาน..

  3. annmaku says:

    หึหึ กล้าเล่นเนอะ

  4. ลูกสาวพระเยซู says:

    แต่ว่าทุกคนที่บูชาเคารพซาตาน ตายไปก็ได้ไปอยู่กับมัน ในบึงไฟนรกนั่นเป็นบึงไฟที่ลุกไหม้ชัวกัลป์
    แต่คนที่หันมาหาพระเจ้า เชื่อในองค์พระเจ้า ความตายก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้(ตายในที่นี้หมายถึงตายทางฝ่ายวิญญาณ)
    มุษย์ที่ไม่ได้เลือกเจ้าของสวรรค์ก็ตายสองครั้ง คือตายโลกมนุษย์กับตายในนรก
    ส่วนคนที่เลือกเจ้าของสวรรค์ก็จะตายแค่ครั้งเดียวเท่านั้นคือ ตายในโลกมนุษย์แต่วิญญาณไปอยู่กับพระเจ้า

  5. davil in the bush says:

    บางครั้งใช่ว่าซาตาน จะทำตามคำของท่านนะครับ เพราะซาตานจะเลือกคนเอง และยื่นข้อเสนอให้ ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป ที่อยากขายก็ได้นะครับ อีกอย่างถ้าท่านเชื่อในซาตานมากท่านจะรู้ว่าซานตานเอง ก็ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิด เพราะซาตานก็ชอบอยู่ในความสัญโดด แต่บางครั้งซาตานเองก็มีสันดารดิบแบบมนุษย์ ที่บางครั้งคุณเองก็รู้ตัวบ้างและไม่รู้ตัวเองบ้าง คุณก็จะรู้ว่าบางครั้งคุณเองก็เหมือนซาตานเอง อย่าได้คิดขายวิญญาณให้ซาตานเพราะสิ่งที่คุณได้พบน่ากลัวดั่งคำขอ โชคดีครับ

  6. aekchai says:

    มันก็คงแก้ปัญหาหลายอย่างได้ เพราะความดีไม่เคยช่วยเราเลย

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า