มนุษย์เป็นสัตว์”โลกสวย”

เมื่อเร็ว ๆ นี้แอดมินเห็นงานวิจัยหนึ่งที่ค่อนข้างขัดกับความเชื่อตั้งเดิมของตัวเอง เพราะแต่ก่อนเคยเชื่อว่า คนเรานั้นมีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวร้าย หรือคำพยากรณ์แย่ ๆ มากกว่าเรื่องดี ๆ เช่น เวลาฝันแล้วมีคนบอกว่าเป็นลางร้าย เราก็จะกังวลตามนั้น(แม้จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม) แต่ถ้าบอกว่าเป็นฝันที่ดี เราก็จะดีใจนิดนึงและไม่ใส่ใจมากนัก(แทบจะไม่เชื่อเลยดีกว่า) เวลาดูดวงก็เหมือนกัน เรามักเชื่อจริงจังเกี่ยวกับเรื่องไม่ดีมากกว่าเรื่องที่ดี แต่จากการวิจัยพบว่า มนุษย์เราเนี่ย เป็นสัตว์ที่มองโลกในแง่ดีแบบสุด ๆ ไปเลย แถมทุกคนยังเป็นกันมาตั้งแต่กำเนิดด้วย ไปฟังเหตุผลทางวิทยาศาสตร์กันหน่อย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?
 
 

มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่สามารถตระหนักรู้ตัวตน ซึ่งก็หมายความว่า เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่า “เราจะต้องตาย และอาจตายเมื่อไหร่ก็ได้” สัตว์อื่น ๆ ไม่รู้แบบเรานะ พวกมันเกิดมาและใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยไม่เข้าใจว่าสักวันหนึ่งจะต้องตาย ก็ไม่แปลกที่พวกมันจะดิ้นรนเอาตัวรอดจนถึงที่สุด แต่เป็นที่น่าสนใจว่า จากความระลึกรู้นี้ ทำไมวิวัฒนาการของมนุษย์จึงไม่สะดุดลง พวกเรายังไม่สูญพันธุ์ ทั้งยังมีวิวัฒนาการสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีการพัฒนาทั้งร่างกายและวัตถุ ไม่ใช่แค่เอาตัวรอดไปวัน ๆ แถมยังโลภอีกต่างหาก สิ่งเดียวที่น่าจะอธิบายได้คือ มนุษย์นั้นต้องโลกสวยสุด ๆ

หากการตระหนักรู้ตัวตนเปรียบได้กับคำสาป ธรรมชาติก็มอบเกราะป้องกันตัวเองให้เราซึ่งก็คือสมองที่มองโลกในแง่ดี  เราสามารถประเมินและคาดการณ์อนาคตในแง่ดีเกินจริงไปมาก และสามารถเพิกเฉยต่อความจริงอันเลวร้ายได้ แม้จะรู้อยู่แล้วก็ตาม และจากการทดลองทางเทคนิค เรื่องการทำงานของสมองก็เผยว่า “แม้แต่คนที่มองโลกในแง่ร้ายสุด ๆ ก็ยังประเมินสถานการณ์ในอนาคตในทางที่ดีเกินจริง” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?

ลองมาทำแบบทดสอบง่าย ๆ โดยการนึกถึงช่วงเวลาที่เหลือของเรากันหน่อย ใครคิดบ้างว่าตนเองจะต้องมีชีวิตคู่ที่หย่าร้าง ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นง่อย เป็นมะเร็งตอนแก่ ถูกโจรขึ้นบ้าน แม้แต่เสียชีวิตอย่างน่าอนารถ?

 
 

ใช่… เรารู้ว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเรา แต่จินตนาการถึงชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมได้ชัดเจนกว่ามาก

เรามักมองอนาคตในแง่ดีเสมอแม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คนที่มักบ่นโน่น กลัวนี่ ก็ยังมีแนวโน้มจะเชื่อเรื่องดี ๆ มากกว่า แม้แต่เรื่องธรรมดาสามัญที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ อย่างเช่นความตาย เรายังถือว่าเป็นเรื่องไม่มงคลที่จะคิดถึงมัน และไม่มีคู่แต่งงานใดที่ประเมินว่าชีวิตคู่ของตนเองมีโอกาสหย่าร้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาก็ทราบดีว่าชีวิตคู่ของชาวตะวันตกมีโอกาสหย่าร้างถึง 50:50 ไม่ต้องอะไรมาก ถ้าคนเราไม่มองโลกในแง่ดีเกินจริง จะไม่มีใครเลยที่ซื้อลอตเตอรี

หากจะกล่าวว่า”ความหวัง”คือโซ่ที่เหนี่ยวรั้งสายพันธุ์มนุษย์ให้อยู่มาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็คงไม่ผิดอะไร  นักจิตวิทยาเรียกการมองโลกสวยงามเกินจริงนี้ว่า “ความเอนเอียงจากการมองโลกในแง่ดี (optimism bias)” ถือเป็นความเอนเอียงที่พบบ่อยอย่างหนึ่งในแง่จิตวิทยาเชิงพฤติกรรม ซึ่งสร้างความแปลกใจให้แก่นักวิจัย 2 ประการ คือ

1. เหตุใดมนุษย์จึงยังมองโลกในแง่ดี ทั้งที่ทราบความจริงซึ่งไม่ตรงตามที่คิด

2. แนวโน้มการประเมินสถานการณ์ในแง่ดีมีพัฒนาการอย่างไรในเส้นทางวิวัฒนาการของมนุษย์

การวิจัยเกี่ยวกับปริศนาข้อนี้ทำโดยให้ผู้ร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่งสวมเครื่องแสกนสมอง และให้พวกเขาประเมินเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงของเหตุการณ์แย่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง เช่น โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ โอกาสที่จะถูกไฟไหม้บ้าน เป็นต้น แล้วจึงบอกความเสี่ยงที่แท้จริงแก่ผู้ร่วมทดลองในภายหลัง แล้วถามคำถามเดิมซ้ำอีก

 
 

ผลปรากฏว่า ทุกคนมักประเมินเข้าข้างตัวเองทั้งสิ้น (ส่วนมากประเมินว่ามีเปอร์เซ็นต์ต่ำ) และเมื่อทราบสถิติที่แท้จริง บางคนก็อาจมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขบ้าง แต่เปลี่ยนไปในเชิงเข้าข้างตัวเอง เช่น ผู้ที่คิดว่าตนเองมีโอกาสเป็นมะเร็ง 40% หากทราบว่าสถิติจริงคือ 30% พวกเขาพร้อมที่จะลดเปอร์เซ็นต์การประเมินลง แต่ถ้าหากเขาประเมินไว้ที่ 10% แม้จะทราบว่าสถิติจริงคือ 30% เขาก็ยังคงประเมินว่าตัวเขามีความเสี่ยงเพียง10% อยู่อย่างนั้นเอง

ผลจากการแสกนสมองพบว่า เมื่อผู้เข้ารับการทดลองได้รับทราบสถิติที่แย่กว่าการประเมินของตนเอง สมองจะทำงานพอประมาณ แต่หากได้รับทราบสถิติที่ดีกว่าการประเมินของตนเอง สมองจะทำงานอย่างหนัก แสดงว่าสมองของเรานั้นตอบสนองต่อข่าวดีได้มากกว่า แต่มักอิดออดที่จะยอมรับข่าวร้าย

นอกจากนี้ จากการแสกนสมองหลาย ๆ ครั้ง เรายังพบว่า สมองส่วนอมิกดาลา ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและสิ่งที่ประสาทสัมผัสรับเข้ามา จะทำงานเมื่อเรานึกถึงภาพสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เมื่อพยายามนึกถึงภาพเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ สมองส่วนนี้จะหยุดทำงาน ทำให้ภาพนั้นไม่ชัดเจนและบางครั้งก็ถูกสลัดทิ้งไป และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่หวาดกลัวอนาคตมากเกินไป และไม่ต้องคิดถึงความตายอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเฝ้าฝันถึงแต่สิ่งที่อยากได้ไม่หยุดหย่อน เกิดเป็นการพัฒนาด้านต่าง ๆ แทนที่ทุกอย่างจะหยุดชะงักลงด้วยความตระหนักรู้ตัวตนที่เรามี สุดท้ายการมองโลกในแง่ดี อาจไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่ากลไกธรรมชาติเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์อย่างหนึ่งเท่านั้นเอง

แอดมิน
http://www.time.com/time/health/article/0,8599,2074067,00.html

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “มนุษย์เป็นสัตว์”โลกสวย””

  1. J.KKJ says:

    สุดยอดครับ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า