ยุทธวิธีหนีความจำ(ตอนที่1)

ยุทธวิธีหนีความจำ
ตอน…การทำงานของระบบความจำกับภาวะPTSD
 
 
มีผู้คนมากมายที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายสุดขั้วในชีวิต ทั้งอุบัติเหตุ สงคราม ภัยธรรมชาติ และการสูญเสีย หลายครั้งสิ่งเหล่านั้นก็น่าสะเทือนใจเกินกว่าบางคนจะรับได้ ทำให้ผู้ประสบเคราะห์กรรมดังกล่าวเกิดการเจ็บป่วยทางจิตที่เรียกว่าภาวะ PTSD (post-traumatic stress disorder) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงเมื่ออยู่ในแวดล้อมหรือสภาวะที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เคยเจอ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำให้เป็นผู้หวาดระแวง หรือกลายเป็นโรคซึมเศร้า
 
นักวิทยาศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยพยายามวิจัยค้นคว้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภาวะนี้มาอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวิธีการรักษามากมาย ที่ผ่านมาโดยมากนักจิตวิทยาจะพยามช่วยเหลือเหยื่อจากภาวะ PTSD โดยวิธีการทำให้พวกเขาระลึกถึงความทรงจำเหล่านั้นในขณะที่พวกเขาอยู่ในภาวะปลอดภัย โดยหวังจะตัดความน่าหวาดกลัวลงไปได้ แต่ส่วนมากลับไม่ได้ผลดีตามที่คาดหวัง เพราะแทนที่จะลบความทรงจำ การรักษากลับทำได้เพียงฝังความกลัวไว้ในส่วนลึกของจิตใจ รอวันระเบิดอีกครั้ง
 
 
จนกระทั่งในปี ค.ศ.2010 วิธีการบำบัดจิตแบบนี้ได้ถูกนำมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ขึ้นโดยนักประสาทวิทยา เอลิซาเบ็ธ เฟลพ์ส และคณะจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยทำความรู้เกี่ยวกับการทำงานของความทรงจำระยะยาวเข้ามาประยุกต์ใช้
 
หลักการของเอลิซาเบ็ธอธิบายไว้ว่า เมื่อเราเกิดประสบการณ์หรือการเรียนรู้บางอย่าง พวกมันจะถูกเก็บไว้ในความทรงจำระยะสั้น ซึ่งอยู่ในระดับผิวของความจำ สมองจะประเมินว่าความจำใหม่นี้มีค่าควรจดจำหรือไม่ หากเป็นความจำที่มีค่าต่อความรู้สึกมาก มันจะถูกเก็บไว้ในส่วนความทรงจำระยะยาว ซึ่งจะคงอยู่ถาวรตลอดไป แต่หากไม่มีค่าพอมันจะถูกเก็บไว้ในส่วนความทรงจำระยะสั้นและสามารถถูกลืมไปได้ในเวลาไม่กี่วัน หรืออาจไม่กี่นาที ขั้นตอนการเก็บความทรงจำระยะยาวนี้เรียกว่า “คอนโซลิเดชั่น (consolidation)” ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะโครงข่ายเส้นประสาทในสมองจะถูกสร้างขึ้นใหม่สำหรับเก็บข้อมูลใหม่นี้
 
 
แต่งานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ในทุก ๆ ครั้งที่ส่วนของความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ถูกดึงออกมาจากหน่วยความจำระยะยาว พวกมันจะถูกลบไปจากส่วนนั้น และต้องวนกลับไปผ่านขั้นตอนการประมวลผลควาททรงจำอีกครั้ง ก่อนที่จะเก็บเข้าไปในความทรงจำระยะยาวของเราใหม่ ซึ่งนั่นถือเป็นข้อดีคือ ทำให้สมองมีโอกาสอัพเดทข้อมูลใหม่อยู่เสมอ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ความจำดั้งเดิมถูกดัดแปลงจากความจริงด้วย เป็นต้นว่า ถ้าเราเล่าเรื่องตอนเป็นเด็กให้ใครสักคนฟัง แล้วแต่งเติมสีสันลงไปเพื่อความสนุกสนาน มันก็จะกลายเป็นความทรงจำใหม่ที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็จะถูกเก็บไว้ในส่วนของความจำระยะยาว โดยไปทดแทนควาทจำเดิมที่เคยเกิดขึ้นจริง เป็นต้น กระบวนการนี้เรียกว่า “รีคอนโซลิเดชั่น (reconsolidation)” กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นโดยใช้เวลาสั้น ๆ หลังจากที่ความทรงจำเดิมถูกดึงออกมาเท่านั้น
 
การค้นพบกระบวนการรีคอนโซลิเดชั่นนี้เองที่กลายเป็นสิ่งมีค่ามหาศาลต่อกระบวนการรักษาผู้ป่วยจากภาวะ PTSD โดยนักวิจัยคาดหวังว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนหรือลบความหวาดกลัวออกจากความทรงจำของผู้เคราะห์ร้ายได้ ส่งผลให้เกิดการทดลองที่น่าสนใจขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “ภารกิจนี้คือการพยายามปรับเปลี่ยนความหวาดกลัวและความสะเทือนใจ โดยไม่เปลี่ยนแปลงความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ ของผู้ป่วย” (อ่านต่อตอนที่2)
 
—ติดตามการทดลองได้ในตอนต่อไป—
 
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า