วันที่ฉันฆ่าเพื่อน…คืนที่เพื่อนฆ่าฉัน

ฉันไปทำบุญที่วัดในชนบทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ ๆ ฉันไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย
ศาลาวัดทำด้วยไม้กระดานยกสูง มีพระอยู่เพียงสองรูป

ที่ลานวัดเหมือนมีการจัดงานวัดเล็ก ๆ แบบโบราณ มีการตั้งร้านขายของ
ด้านหนึ่งเป็นเกมต่าง ๆ มีปาลูกโป่ง ตักปลาทอง ฯลฯ

อีกด้านหนึ่งเป็นเกมเขาวงกตที่เลียนแบบสวนสนุก แต่สร้างด้วยสังกะสีเอามากั้น ๆ ไว้
ด้านหน้ามีคนนั่งเก็บค่าผ่านประตู

ฉันและครอบครัวซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ ตัวฉัน และเพื่อนอีกคนหนึ่ง เดินขึ้นไปบนศาลาวัด
ที่จริงรู้สึกว่ามีเพื่อน ๆ หลายคน แต่จำได้ว่าเป็นใครแค่คนเดียว

บนนั้นมีการทำบุญโดยการถวายสังฆทาน ทุกคนหยิบสังฆทานหนึ่งชุดแล้วนำไปประเคน
จากนั้นพระก็สวดมนต์ให้พร แจกวัตถุมงคล เป็นอันเสร็จพิธี

—————

ขณะที่เราเดินลงมาที่ลานวัด มีนักเลงขี้เมา 2-3 คนกำลังทะเลาะกันแย่งเหล้าป่าที่อยู่ในไหดิน
คนที่ถือไหเหล้าล้มลง อีกคนหนึ่งเอาไม้ยาว ๆ คล้ายท่อนไม้ไผ่
พาดลงไปกลางลำตัวของคนที่ล้มลงจนเขาหมดสติไป
แล้วก็ก้มหยิบไหเหล้า แต่นักเลงอีกคนเอาไม้ที่ใหญ่กว่าทุบที่ขาของเขาเช่นกัน
ต่อมาทั่วทั้งลานวัดก็เกิดการชุลมุนขึ้น มีการทะเลาะวิวาทเป็นกลุ่มใหญ่ ทุกคนวิ่งไล่ฆ่ากัน

ฉันและครอบครัวพร้อมกับเพื่อน ๆ จึงเดินหลบเข้าไปในเขาวงกตสังกะสี
โดยหวังว่าจะไปโผล่อีกด้านหนึ่ง แล้วเดินกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่นอกรั้ววัด

—————

เมื่อเราโผล่ออกมาอีกด้านหนึ่งของเขาวงกตสังกะสี ปรากฏว่าลานวัดนั้นหายไป
มันกลายเป็นสนามรบไปแล้ว นักรบทุกคนแต่งตัวค่อนข้างคล้ายทหารปัจจุปัน
แต่ก็ดูออกว่าเป็นทหารสมัยโบราณ

แทบทั่วทุกตารางนิ้วของพื้นที่นั้น มีศพกองเกลื่อนไปหมด
ทหารกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงมาทางพวกเราแล้วกระหน่ำยิง จนเราหนีกันไปคนละทิศละทาง
ฉันวิ่งกลับเข้าไปในเขาวงกตอีกครั้ง และตะโกนเรียกคนอื่น ๆ แต่ไม่มีใครตอบกลับมา

—————

อยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนเหยียบอยู่บนพื้นเหล็กที่โคลงเคลงไปมา
ฉันอยู่บนเรือ เรือที่เป็นเขาวงกต
น้ำไหลทะลักเข้ามาเรื่อย ๆ คล้ายกับเรือดำน้ำที่มีรอยรั่ว น้ำเริ่มท่วมเจิงนอง

ฉันได้ยินเสียงเพื่อนทุบผนังสังกะสี ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเหล็กไปแล้ว
เขาตะโกนว่าเขาติดอยู่ในนั้น
ข้าง ๆ มีวาวหมุนขนาดใหญ่เป็นที่เปิดแผงกั้นประตู ฉันพยายามหมุนมัน แต่มันหนักมาก

ฉันทำให้มันขยับได้แค่สองสามรอบ แผงกั้นเปิดออกจากทางด้านบน ประมาณสองฟุตเท่านั้น
ฉันบอกให้เพื่อนปีนออกมา เพราะประตูมันหนักมาก เปิดสุดไม่ไหว
เพื่อนของฉันพยายามปีนเพื่อที่จะออกมาจากช่องประตูนั้น
แล้วเรือก็โคลงอีก วาวหลุดจากมือฉัน
มันตีกลับ และแผงประตูก็ปิดฉับลง ขณะที่เพื่อนของฉันกำลังโผล่หัวออกมาพอดี

ประตูปิดงับคอของเพื่อนขาดกระเด็นออกมาข้างนอก แต่เขายังไม่ตาย และหัวนั้นยังพูดได้อยู่
ฉันตกใจมาก แต่ฉันรู้ว่าเขาจะยังมีโอกาสรอด
หากนำหัวนั้นไปต่อกับตัวคนที่ยังเป็น ๆ อยู่ได้ทันเวลา
ฉันจึงหยิบหัวของเขาขึ้นมา ใจหนึ่งก็รู้สึกผิด รู้สึกกลัว รู้สึกเวทนา และมันช่างน่าขนลุก
เลือดไหลนองไปทั่ว ไหลผสมกับน้ำที่เอ่อท่วมขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นสีแดงเรื่อ ๆ

ฉันพยายามหาทางออกจากเขาวงกต หรือไม่ก็หาทางออกจากเรือนั้น
ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

เมื่อระดับน้ำสูงขึ้นจนถึงคอ ฉันพยายามว่ายน้ำไปเรื่อย ๆ น้ำมีกลิ่นคาวมาก
กลิ่นของน้ำผสมกับเลือด
ฉันพยายามไม่ให้น้ำเข้าปาก มันเป็นความรู้สึกน่าขยะแขยง
และฉันพยายามยกหัวของเพื่อนไม่ให้จมน้ำ

—————

ทันใดนั้นมีเรือแจวผ่านมา ฉันโบกเรือ บนเรือมีคนพายเรือแก่ ๆ คนหนึ่ง
ฉันจึงขอโดยสารไปกับเขา
เขารับฉันขึ้นเรือ แล้วพายไปอย่างช้า ๆ อากาศชื้นและกำลังจะมืด

ฉันเริ่มรู้สึกว่าฉันนั่งทับอยู่บนกองคนตายบนเรือแจวนั้น
พวกเขาผิวซีดออกสีม่วง และตายสนิทแบบที่คนตายแล้วจะตายได้
ฉันถามคนแจวเรือว่า เอาคนตายไปทำไม
ทำไมถึงไม่รับคนเป็น ๆ ไป รับคนตายไปมันจะมีประโยชน์อะไรกัน ?

คนแจวเรือไม่ตอบ เขาค่อย ๆ ยกไม้พายขึ้นจากน้ำ
ไม้พายนั้นตรงปลายไม่ได้เป็นพายธรรมดา
แต่มันกลับเป็นเคียวสีดำ เคียวเกี่ยววิญญาณของยมฑูต…

แล้วฉันคิดขึ้นได้ทันทีว่า คนแจวเรือนี้น่าจะเป็นชารอน ผู้แจวเรือนำดวงวิญญาณไปสู่นรก
แต่ว่า ชารอน กับยมฑูต มันคนละคนกันนี่นา ฉันถามเขา
ก็ได้รับคำตอบประมาณว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี นรกก็เลยต้องจ้างคนเดียว ทำงานสองตำแหน่ง

—————

ช่างมันเหอะ นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ ฉันกับเพื่อนยังไม่ตาย และเราไม่ควรจะไปนรกตอนนี้
ฉันบอกกับยมฑูตว่าฉันกับเพื่อนยังไม่ตาย เขาแค่นหัวเราะ หึหึ ในลำคอ

การเย้ยหยันคำชี้แจงของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
ฉันแย่งเคียวจากเขา แล้วฟันฉับไปที่คอของยมฑูตจนขาดกระเด็น
ฉันเอาหัวของเพื่อนฉันไปวางแทนที่ แล้วมันก็ต่อกันสนิททันที
แต่เขาบ่นว่า “ไม่น่าเลย ยมฑูตนี่แก่เป็นบ้า”

เราแจวเรือด้วยเคียวของยมฑูต รู้สึกว่ากำลังทำอะไรโง่ ๆ กันอยู่
เพราะเคียวมันใช้แจวเรือไม่ได้
สักพักหนึ่งพายุก็พัดเรือออกทะเล เราโยนศพบนเรือทิ้งให้ปลาฉลามกิน

ท้องฟ้ามืดมาก มืดสนิทจนในที่สุดฉันก็มองไม่เห็นอะไรเลย…

สายฟ้าแลบแปลบที่ขอบฟ้า แล้วฉันก็เห็นเพื่อนของฉันยืนอยู่ที่หัวเรือ
เขายืนทำไม ?

และเมื่อฟ้าแลบครั้งที่สอง ฉันเห็นเขามีดวงตาเหมือนยมฑูต และกำลังง้างเคียวขึ้นสุดเอื้อมมือ
เขากำลังจะฟาดคมเคียวลงมาที่ฉัน แล้วทุกอย่างก็มืดสนิทลง…

—————

—————

—————

—————

—————

—-ฉันตื่นขึ้น ค่ำคืนสิ้นสุดลง ปลดปล่อยฉันออกจากโลกบ้า ๆ นั่นเสียที—-
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า