วิธีจดเลคเชอร์แบบ”แฟนเก่า”

สมัยนี้การเรียนเลคเชอร์คงสบายขึ้นเยอะ เพราะเรามีกล้องดิจิตัลคุณภาพสูง ไอแพด คอมพิวเตอร์โน้ตบุคส์ ฯลฯ เราถ่ายภาพเลคเชอร์ได้เลย อัดเสียงอาจารย์หรือบันทึกวีดีโอไว้ได้สบาย ถ้าอาจารย์ใจดีก็แจกจ่ายไฟล์ที่สอนไปเลย สะดวกไปหมดครับ

สมัยผมเมื่อหลายปีที่แล้วยังมีแค่กระดาษกับปากกาเองครับ อาจารย์ยังปิ้งแผ่นใส อุปกรณ์ที่ถือว่าไฮโซสุดๆ สมัยนั้นคือกล้องของมือถือแบบสไลด์น่ะ ถ้าเข้าช้าได้นั่งหลังห้อง หมดสิทธิ์ถ่ายนะ(ซูมไม่เห็น) ก็ต้องจดกันไป

วิธีจดเราทำยังไงครับ?

ส่วนมากพอมีอะไรขึ้นมาบนกระดาษหรือจอภาพด้านหน้าเราก็จะรีบคัดลอกกันอย่าง เมามันทันที โดยไม่สนใจว่าอาจารย์จะพูดอะไร เพราะถ้าสนใจปุ๊บ เราจดไม่ทัน รู้สึกกลัวว่าอาจจะพลาดอะไรไป เดี๋ยวทำข้อสอบไม่ได้ สรุปว่าชั่วโมงเลคเชอร์คือช่วงเวลาที่เราพยายามคัดลอกอะไรก็ตามที่อาจารย์นำ เสนอลงในสมุดหรืออุปกรณ์อะไรต่างๆของเรา โดยไม่ผ่านกระบวนการคิดครับ

และนั่นแหละที่ทำให้เราต้องอ่านหนังสืออย่างหนักก่อนสอบ แถมยังอ่านไม่เข้าใจ จดอะไรมาก็ไม่รู้ เครียด จำไม่ได้ ทำข้อสอบไม่ได้ สอบเสร็จเหมือนความรู้นั้นมันหายไปกับสายลม…ไม่ได้อะไรครับ เสียค่าหน่วยกิจไปฟรีๆ เรียนจบยังโง่เหมือนเดิม (ทุกอย่างจบสิ้นไปพร้อมกับการสอบ)

เงินของพ่อแม่มันมีค่า วิชานั้นราคาแพง อย่าทำอย่างนั้นเลย เราต้องตักตวงให้ได้มากที่สุด

วันนี้ผมจะแนะนำวิธีง่ายๆที่ได้ผลสุดยอด ไม่ต้องลงทุน ไม่เหนื่อยเวลาอ่านหนังสือ แถมยังได้ความรู้ติดไปจนกว่าอัลไซเมอร์จะกินหัว อุปกรณ์ที่จำเป็นมีแค่ “สมุดกับปากกา” เท่านั้นครับ

ที่เราชอบพูดกันว่า “เนื้อหาเยอะเกิน จำไม่ไหวก็เลยลืม” อันนั้นเป็นเรื่องไม่จริงนะครับ ที่จริงสมองของเรามีประสิทธิภาพสูงกว่านั้นมากและมีหน่วยความจำไม่จำกัดถ้า เราใช้อย่างถูกวิธี

จำแฟนเก่าของเราได้มั๊ยครับ? คนที่ทีแรกบอกว่ารักเราที่สุดในโลกแล้วทิ้งเราไปนั่นแหละ (คือเขาไม่ได้โกหกนะ รักเราที่สุดในโลกจริงๆ แต่ตอนนี้มันรักคนอื่นที่สุดในจักรวาลไปเรียบร้อยแล้ว) เราก็อยากลืมๆไปใช่มั๊ยครับ แต่เวลาที่เราเห็นรูปถ่าย สถานที่เก่าๆ หรือการ์ดอวยพรเก่าๆทีไร เกิดจำได้ทุกที ไม่ได้จำได้ธรรมดา จำได้ทุกคำพูด ทุกการกระทำ กี่ปีๆที่ผ่านมาไปไหนทำอะไรบ้างจำได้หมดแหละ แทบจะจำชื่อแต่ละรูขุมขนของเขาได้กันเลยทีเดียว สมองเราเจ๋งระดับนั้นแหละครับ

ทีนี้เราก็ลองเอาสิ่งนั้นมาประยุกต์ใช้กับการจดเลคเชอร์ของเราบ้าง

สมองของเราสามารถเชื่อมโยงสิ่งเล็กๆน้อยๆ หรือประโยคสั้นๆ เข้ากับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องได้เป็นเรื่องเป็นราว เพียงแต่เราจะต้องมีความเข้าใจและรู้จักเหตุการณ์นั้น ถ้าเราได้ใส่ใจและเข้าใจมัน สมองจะเห็นว่ามันสำคัญและไม่ลบออกไป เมื่อเราเห็นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับมัน เราก็จะนึกออกอยู่ดี ต้องการแค่การกระตุ้นเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

วิธีจดเลคเชอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผมเรียกมันว่า “วิธีเลคเชอร์แบบแฟนเก่า”

1. ไม่ต้องจดทุกอย่าง อ่านและฟังให้เข้าใจก่อน เข้าใจยังไงก็จดลงไปเป็นประโยคสั้นๆก็พอ เอาเป็นภาษาของเรา สิ่งที่จำเป็นต้องจดนอกเหนือจากนั้นก็พวกสูตรหรือตัวเลขที่คิดว่าจำเป็น

2. ทำตัวสบายๆ ไว้ใจตัวเอง ระหว่างที่ฟังเลคเชอร์ อะไรที่สะดุดใจเรา ชอบใจ ก็จดลงไป เช่น อาจารย์ดัดผมหงิกเหมือนก๋วยเตี๋ยว (เชื่อมั๊ยเราจำสิ่งที่เขาพูดในชั่วโมงนี้ได้เพราะประโยคนี้แหละ)

3. จำไว้ว่าสิ่งที่ต้องทำในห้องเลคเชอร์ คือ “คิดตาม” ไม่ใช่ “จดตาม” สิ่งที่จดคือสิ่งที่เราคิด ไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์พูด

ทำตามนั้นแล้วจงมั่นใจว่ามันเพียงพอแล้ว เวลาอ่านหนังสือจะพบว่าเราจะจำอะไรได้เยอะมากถึงกับเขียนสรุปได้เป็นเล่มๆ เลยล่ะครับ เป็นความรู้ชั้นดีด้วย เพราะมันผ่านกระบวนการวิเคราะห์ อย่าไปสนใจว่าเพื่อนๆเราจะจำคำพูดของอาจารย์ได้ทุกประโยคและเอามาท่องแข่ง กันหน้าห้องสอบ ความรู้จากการท่องจำคือความรู้ชั้นเลว สอบเสร็จก็ลืม จะเหน็ดเหนื่อยเพื่อมันไปทำไมครับ? เอาเวลาไปนั่งทำแบบฝึกหัดพัฒนาทักษะดีกว่า

มันมีงานวิจัยเรื่องการจดเลคเชอร์ด้วยมือกับการบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ อันไหนมีประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้มากกว่ากัน?

อันนี้น่าสนใจดี เขาหมายถึง การจดด้วยลายมือ กับ การพิมพ์ลงคอมฯ หลังจากเรียนเสร็จใครจะจำได้มากกว่ากัน

งานวิจัยนี้เกิดขึ้นเพราะในต่างประเทศนักศึกษาแทบทุกคนใช้โน้ตบุคส์ในการจด เลคเชอร์ เพราะการพิมพ์มันเร็วและให้ประสิทธิภาพสูงกว่าในหลายๆด้าน

วิธีการทดลองเขาทำโดย ให้นักศึกษาเข้าฟังเลคเชอร์เรื่องเดียวกันตามปกติ กลุ่มหนึ่งให้ทำการบันทึกด้วยกระดาษและปากกา กลุ่มหนึ่งให้บันทึกได้โดยการพิมพ์ลงโน้ตบุคส์ (ส่วนเรื่องการใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพและอัดวีดีโอนั้นไม่ได้อยู่ในประเด็นการ ทดลอง)

ผลการทดลองออกมาว่า…

นักศึกษาที่จดเลคเชอร์ด้วยลายมือ และ ด้วยการพิมพ์นั้น สามารถตอบคำถามในเรื่องความจำได้เท่าๆกัน เช่น ถ้าถามว่า เหตุการณ์ X เกิดขึ้นในปีใด พวกเขาจะตอบได้พอๆกัน

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ นักศึกษาที่จดเลคเชอร์ด้วยลายมือ สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับความเข้าใจได้มากกว่า เช่น ถ้าถามว่า ทำไมประเทศ x จึงมีผลผลิตด้านอุตสาหกรรมมากกว่าประเทศ y คนที่จดเลคเชอร์ด้วยลายมือจะตอบได้อย่างรวดเร็ว ส่วนคนที่พิมพ์นั้นมักจะตอบไม่ได้ หรือต้องใช้เวลาในการคิดมากกว่า

และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ที่จดเลคเชอร์ด้วยลายมือก็มีแนวโน้มที่จะจดจำเรื่องราวที่เรียนไปได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

พวกเขาจึงสรุปว่า การจดด้วยลายมือนั้นให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ และทำให้เราจดจำข้อมูลได้เป็นเวลานานกว่า เพราะการเขียนนั้นผ่านกระบวนการประมวลผลมากกว่าการพิมพ์

สุดท้าย สิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการเรียนรู้ก็คือ กระดาษ กับ ปากกา

ζ-Zeta S.
http://www.theatlantic.com/technology/archive/2014/05/to-remember-a-lecture-better-take-notes-by-hand/361478/
อ่านเพิ่มเติม

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า