ศพหัวขาดหลังกำแพง

ปี ค.ศ. 1904 ในเมืองไฮด์สวิลล์ สหรัฐอเมริกา มีเด็กชายหญิงเล็ก ๆ 4-5 คน เข้าไปเล่นในบ้านเก่าแก่หลังหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านผีสิง และได้สมญาในหมู่ชาวบ้านละแวกนั้นว่าเป็น “บ้านผีดุ”
 
 
พวกเด็ก ๆ เห็นว่ามีกันหลายคนจึงเข้าไปวิ่งเล่นซุกซนอย่างไม่เกรงกลัว ด้วยความคึกคะนองและเสียงอึกกะทึกตึงตังของเด็ก ๆ ทำให้ผนังเก่าแก่ของบ้านร้างนั้นพังครืนลงมาทับร่างเด็กชายคนหนึ่งไว้ครึ่งตัว เด็กชายดิ้นรนและร้องไห้ด้วยความตกใจและความเจ็บปวด พวกเด็ก ๆ คนอื่นรีบไปแจ้งให้ผู้ใหญ่และชาวบ้านทราบ จึงมาช่วยกันขุดผนังที่พังทับเด็กออก และดึงตัวเด็กชายออกมาได้อย่างปลอดภัย
 
แต่สิ่งที่ชาวบ้านค้นพบเบื้องหลังกำแพงที่พังทลายนั้นนับว่าประหลาดมาก คือ ผนังที่คิดว่าเป็นของจริงนั้น ที่แท้เป็นผนังปลอม ทำขึ้นห่างจากผนังจริงหลายฟุต ชาวบ้านต่างพากันสงสัยว่า เจ้าของบ้านแต่เดิมทำไมจะต้องสร้างผนังถึงสองชั้นให้เปลืองเงินทอง แต่เมื่อทำการสำรวจอย่างถี่ถ้วนก็ต้องพบกับความจริงอันน่าสยดสยอง…
 
ตรงพื้นที่ระหว่างผนังปลอมกับผนังจริงนั้น มีร่องรอยแสดงว่าเปิดออกได้ เมื่อลองดึงแผ่นกระดานเก่าแก่ขึ้นก็พบอุโมงค์อยู่ข้างใต้อย่างแนบเนียน และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นเล่นเอาหลายคนต้องจนหัวลุก มันคือ “ผีหัวขาด” นั่นเอง
 
โครงกระดูกเก่าแก่โครงหนึ่งนั่งอยู่ในอุโมงค์นั้น มันมีแต่ตัวเท่านั้น ส่วนหัวขาดหายไป ตำรวจที่มาตรวจสอบสถานที่สันนิษฐานว่า เจ้าของร่างนี้น่าจะถูกตัดคอในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ตายแล้วจึงถูกตัดคอทีหลัง
 
ใครกันที่เป็นเจ้าของโครงกระดูกหัวหายรายนี้? 
 
ชาวบ้านต่างอยากรู้กันให้วุ่นวาย ทำให้ตำนานดั้งเดิมของบ้านผีดุหลังนี้ถูกขุดขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณะชนอีกครั้ง แม้ว่าทุกคนในเมืองไฮด์สวิลล์ต่างก็รู้มาก่อนแล้ว แต่คิดว่าเป็นเรื่องเล่าเท่านั้น เมื่อมีผู้พบศพซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเช่นนี้ ตำนานนั้นก็เหมือนจะกลายเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา และเป็นเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาทันที
 
และต่อไปนี้คือตำนานของบ้านผีดุ…
 
ย้อนหลังไปเมื่อปี 1848 หรือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว บ้านผีดุนี้เป็นที่อยู่ของผู้ดีมีเงินคนแล้วคนเล่า ตัวบ้านหรูหรางดงามสมฐานะ อะไรก็ดูดีทั้งนั้น จนกระทั่งตระกูล “ฟ็อกซ์” เข้ามาครอบครอง
 
สิ่งประหลาดเหนือคำบรรยายเกิดขึ้นกับตระกูลฟ็อกซ์อยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่สมาชิกในครอบครัวต่างเคร่งในศีลธรรม แต่ทุกคนก็ยังต้องพบเรื่องประหลาดกันทั้งสิ้นไม่เว้นแต่บุตรชายคนเล็กวัย 3 ขวบ
 
เรื่องประหลาดที่ว่านั้น เช่น เครื่องเรือนขยับเขยื้อนได้ บางครั้งนอนบนเตียงก็เกิดสั่นโครมครามเหมือนมีคนแกล้ง แต่สิ่งที่ได้ยินอยู่ทุกวัน คือ เสียงเคาะผนังห้อง เดี๋ยวเคาะที่นั่น เดี๋ยวเคาะที่นี่ เปรอะไปทั้งบ้านไม่รู้ว่าจะจับจุดตรงไหน ทุกคนในบ้านก็พยายามค้นหาสาเหตุของเรื่องนี้ทุกกระเบียดนิ้ว แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ เลย แต่เสียงนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนสมาชิกในบ้านคุ้นเลย
 
ในคืนหนึ่ง เมื่อเสียงเคาะดังขึ้น เด็กหญิงวัย 6 ขวบ บุตรสาวของนายและนางจอห์น ฟ็อกซ์ จึงตบมือขึ้น 3-4 ครั้ง และร้องบอกให้เจ้าของเสียงเคาะนั้นทำตามเธอ
 
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อมีเสียงตบมือดังขึ้นตามคำชักชวนของหนูน้อย และจำนวนครั้งก็เท่ากันเสียด้วย พอหายตกใจ มิสชิสฟ็อกซ์ก็เกิดความคิดขึ้น นางถาม “สิ่งนั้น” ว่า ลูกสาวคนนี้ของเธออายุเท่าไหร่ เงียบเสียงไปพักหนึ่ง มีเสียงเคาะช้า ๆ ดังขึ้นอย่างชัดเจน 6 ครั้ง นางจึงถามขึ้นอีกว่า “คุณเป็นวิญญาณที่สิงอยู่ในบ้านนี้ใช่ไหม? ถ้าใช่ให้เคาะรับ 2 ครั้ง” เงียบไปไม่นานก็มีเสียงเคาะหนักแน่น 2 ครั้ง
 
ต่อจากนั้นครอบครัวฟ็อกซ์ก็ตั้งคำถามต่าง ๆ อีกมากมาย และได้คำตอบทั้งสิ้น ผลของการสนทนากับวิญญาณลึกลับด้วยวิธีการแปลกประหลาดนั้น ได้ความว่า…
 
วิญญาณนั้นเดิมเป็นชายอายุ 33 ปี ถูกฆาตกรรมในบ้านนี้ และต้องการส่งเสียงเรียกหาความยุติธรรม ไม่อยากให้คนที่ฆ่าเขาต้องรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้ วิญญาณยังบอกรายละเอียดอีกว่า เขาถูกฆ่าในห้องนอนโดยการใช้มีดหั่นเนื้อหั่นคอ เพื่อขโมยเงิน 500 เหรียญ และสิ่งของที่เขามีอยู่ แล้วนำศพไปไว้ในห้องใต้ดินของบ้านหนังนี้
 
จอห์น ฟ็อกซ์ สนใจเรื่องนี้มาก จึงเรียกเพื่อนบ้านมาฟังด้วย ครั้งแรกเพื่อนบ้านก็หัวเราะ แต่พอมาพิสูจน์ด้วยตนเองก็ถึงกับขำไม่ออก และช่วยครอบครัวฟ็อกซ์ขุดห้องใต้ถุนค้นหาศพกันจ้าละหวั่น
 
ไม่เจออะไรเลย นอกจากความเก่าแก่ขึ้นราและอับชื้น เพื่อนบ้านบางคนก็ต่างหาว่าพวกฟ็อกซ์สร้างเรื่องขึ้นมาโกหกพวกเขา ทำให้จอห์น ฟ็อกซ์ โมโหและตัดสินใจว่าจะค้นหาความจริงในเรื่องนี้ให้ได้
 
เขารวบรวมพรรคพวกที่เชื่อคำพูดเขา ตั้งเป็นคณะกรรมการสืบเรื่องลึกลับนี้เสียเลย และช่วยกันขุดค้นทุกตารางนิ้งรอบบ้านอีกครั้ง คราวนี้ขุดเจอกระดูกกะโหลกหัวของคน ซึ่งนายแพทย์ยืนยันว่าเป็นหัวมนุษย์แน่นอน แต่พวกเขาก็ไม่เจออะไรมากกว่านั้น
 
ต่อมานายฟ็อกซ์ได้พบบุคคลในเหตุการณ์เข้าคนหนึ่ง เป็นสตรีชื่อ ลูเครเชีย พุลเวอร์ อดีตเคยเป็นสาวใช้ในบ้านหลังนี้โดยรับใช้ครอบครัวเบลล์มาก่อนหน้าที่ครอบครัวฟ็อกซ์จะมาอยู่ราว 5 ปี เธอเล่าว่า ขณะที่เธออยู่กับครอบครัวเบลล์ วันหนึ่งมีพ่อค้าเร่เดินทางมาขายของที่บ้านนี้ และในฐานะญาติห่าง ๆ ของมิสซิสเบลล์ พ่อค้าเร่วัย 30 ปี ก็ได้พักอยู่ในบ้าน แต่ที่น่าแปลกใจคือ ทั้งที่มีแขกมาพักที่บ้าน แต่คุณนายเบลล์ก็ยังสั่งให้สาวใช้ลาหยุดได้ ลูเครเชียจึงบอกให้พ่อค้านั้นเอาของไปให้เธอชมที่บ้านพักบ้าง ซึ่งเขาก็รับคำว่าวันรุ่งขึ้นจะเอาสินค้าไปให้ชม แต่เขาก็ไม่เคยไปหาเธอเลย
 
จนกระทั่งลูเครเชียกลับไปทำงาน เธอเริ่มสงสัย เพราะเห็นข้าวของใหม่ ๆ ซึ่งจำได้ว่าเป็นของพ่อค้าเร่คนนั้นอยู่ในบ้านด้วยมากมายหลายชิ้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าครอบครัวเบลล์ซึ่งมีฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนักจะซื้อของได้มากมายเช่นนี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องน่าสงสัยอีก คือวันหนึ่งลูเครเชียเดินไปในห้องใต้ดิน เท้าข้างหนึ่งตกลงไปในช่องโหว่ของพื้น เธอร้องวี้ดว้ายอย่างตกใจ คุณนายเบลล์ก็ตกใจด้วย แล้วรีบละล่ำละลักว่าเป็นรูหนู ทั้งยังรีบหาของมาปิดปากโพรงทันที
 
ต่อจากนั้น เสียงเคาะประหลาดและวัตถุสั่นไหวก็เริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนครอบครัวเบลล์ทนไม่ได้ ต้องอพยพออกไปอยู่ที่อื่น ผู้เช่าคนต่อมาชื่อราฟท์ บอกกับลูเครเชียว่าได้ยินเสียงเคาะรบกวนทุกวัน มิหนำซ้ำยังเห็น “ผี” ออกมาเป็นตัวตนด้วย ลักษณะของ “ผี” ตนนั้นก็เหมือนพ่อค้าเร่ที่ลูเครเชียเคยพบทุกประการ หลังจากที่ครอบครัวราฟท์ทนผีหลอกไม่ได้ ครอบครัวฟ็อกซ์ก็มาอยู่แทน จนเกิดเรื่องราวดังกล่าว
 
เรื่องราวของลูเครเชียทำให้ชาวบ้านจับตาดูนายเบลล์ด้วยความสงสัย แต่ไม่มีใครจับกุมลงโทษเขาได้ เพราะไม่มีพยานหลักฐานปรักปรำ เรื่องจึงเงียบไปอีก ต่อจากครอบครัวจอห์น ฟ็อกซ์ แล้ว ก็ไม่มีใครเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นเลย มันถูกทิ้งร้างมานานร่วม 50 ปี จนเด็กกลุ่มหนึ่งเข้าไปเล่นซนทำผนังพัง ทำให้เรื่องราวในอดีตเผยตัวออกมา แต่ก็ยังคงมีผู้คนมากมายสงสัยว่า อะไรเกิดขึ้นกับพ่อค้าเร่ผู้หายสาบสูญคนนั้น และศพในผนัง ใช่เขาจริงหรือไม่?…
 
แอดมิน
อ้างอิง : นิตยสารต่วย’ ตูน พิเศษ ฉบับ 427

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “ศพหัวขาดหลังกำแพง”

  1. Sokimaru says:

    เรื่องราวหน้าสนใจดีคับลึกลับดี

  2. admin says:

    คุณ Sokimaru ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ แล้วเข้ามาบ่อย ๆ นะ ^^

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า