สิทธิ์…ที่เราไม่ได้มีอยู่จริง!

 
ใคร ๆ ก็ชอบบอกว่าแอดมินเป็นตัวกันบูด เพราะไม่ค่อยวุ่นวายเรื่องรสชาติหรือชนิดของอาหาร อะไรที่กินแล้วไม่ตายก็กินได้หมด ที่จริงไม่ได้กินเพราะชอบหรืออยากกิน แค่รู้สึกว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์จะบ่นมากนักหรอก มันโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีกิน
 
วันก่อนพอกลับไปถึงบ้านก็เห็นแม่กำลังเก็บล้างตู้เย็นเพราะจะเข้าช่วงเทศกาลกินเจ ที่บ้านของแอดมินไม่ค่อยทำกับข้าว จึงมีแต่พวกอาหารสำเร็จรูป และเนื้อสัตว์แบบแพ็ค ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมตุนอาหารเนี่ยคุณแม่บ้านมักจะเป็นกันทุกคน ก็ไม่รู้ว่าจะตุนทำไม(แม่ก็ชอบตุน) พอกินไม่หมดมันก็หมดอายุ ก็ต้องเลือกออกมาทิ้ง เวลาจะทิ้งแอดมินก็จะเสียดายมากถึงขั้นไปแกะชิมทีละอันว่ามันยังกินได้รึเปล่า เพราะบางครั้งมันยังไม่ได้เสียจริง ๆ ถึงจะเลยวันหมดอายุมาแล้วนิดหน่อย ถ้าทิ้งไปก็เหมือนทิ้งของดี ๆ ไป ในขณะที่คนอีกซีกโลกหนึ่งต้องอดตาย
 
[อะไรทำให้คนเราคิดว่า คนบางกลุ่มสมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด 
ในขณะที่คนบางกลุ่มอดตายก็เป็นเรื่องธรรมดา]
 
ใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด คือการเสียสละที่เราพอจะทำได้ และมันไม่ยากเลย
 
บทความนี้แอดมินไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้ทุกคนละเลยความปลอดภัย แต่อยากให้พวกเราใช้วิจารณญาณให้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง จะทำอย่างไรให้ “ปลอดภัยและคุ้มค่า”
 
เรื่องของทรัพยากรเป็นเรื่องสำคัญมากและไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด มันไม่ใช่ “จิตสำนึกเวอร์ ๆ” อย่างที่ใคร ๆ ชอบคิดกัน ความขาดแคลนเกิดขึ้นจริง ๆ ทั่วทุกมุมโลก เพียงแต่เราไม่รู้สึกถึงมันเพราะว่าเรานั้นโชคดีที่ได้เกิดในที่ดี ๆ ต่างหาก
 
เราถูกสอนเรื่องความปลอดภัยในการบริโภค ให้ดูวันผลิต วันหมดอายุ เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย อย. ต้องเลือกอาหารที่สดใหม่ที่สุดและไม่ใกล้วันหมดอายุ แอดมินก็ถูกสอนแบบนั้นเหมือนกันแหละ แต่วันนี้จะมานำเสนอประเด็นที่ต่างออกไป เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่หลายคนอาจลืมคิดไป
 
[เราทิ้งแอปเปิ้ลดี ๆ ไปวันละ 4 ล้านตัน]
 
เรารู้ว่าเวลาพนักงานจัดของวางบนชั้น เขาจะเอาของใหม่ไว้ข้างใน เอาของที่ใกล้หมดอายุมากกว่ามาโชว์ด้านนอก เพื่อให้คนหยิบไป ที่ไม่ขายให้หมดก่อนเพราะร้านค้าต่างก็รู้ดีว่าลูกค้าชอบเห็นของวางไว้เต็มชั้น ไม่ชอบชั้นโล่ง ๆ ก็เลยเกิดเป็นความรู้สึกว่า เวลาเลือกซื้อของถ้าเป็นอาหาร คนจะพยายามคุ้ยเอาของข้างในเพื่อให้ได้ของใหม่ที่เก็บได้นาน ๆ ตามหลักการเลือกซื้ออาหารที่เราเรียนมามันก็ถูกต้องแหละ แต่เราควรทำอย่างนั้นหรือเปล่า?
 
ที่จริงไม่ควรทำเลยนะ เพราะอาหารพวกนั้นที่เราไม่เลือก มันก็คือของที่ยังดีอยู่ มันยังกินได้ยังไม่หมดอายุซักหน่อย ถ้าทุกคนทำแบบนั้นก็จะไม่มีใครซื้อมันไป สุดท้ายต้องทิ้งไปเพราะถึงวันหมดอายุซึ่งมันไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย ดังนั้น อะไรที่รู้ตัวว่าเรากำลังจะกินมัน ณ บัดนั้นแล้ว แอดมินจะเลือกอันที่ใกล้หมดอายุมากที่สุด ส่วนอะไรที่ซื้อไปก็ไม่รู้จะได้กินเมื่อไหร่(จะกินหรือเปล่าก็ไม่รู้) ก็อย่าเพิ่งซื้อสิ
 
เรากินทิ้งกินขว้างกันมากไปแล้ว
 
รู้หรือไม่ว่าในแต่ละปี ประเทศที่มีอันจะกินทั้งหลาย ทิ้งอาหารดี ๆ ไปกว่า 220 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับผลผลิตอาหารทั้งหมดในแอฟริกาตอนล่างของทะเลทรายซาฮารา 
 
[อาหารดี ๆ ที่ประเทศร่ำรวยโยนทิ้งสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศยากจนได้ 3-7 เท่า]
 
เราทิ้งอาหาร 1 ใน 3 ของผลิตผลทางการเกษตรทั่วโลก มาตรฐานสินค้าเกษตรที่เน้นความสวยงาม ทำให้เกษตรกรคัดเอาแต่ผลผลิตสวย ๆ และทิ้งผลผลิตที่กินได้ไปจำนวนมาก แต่กลับมีคนอีกประมาณ 925 ล้านคนกำลังเผชิญกับความหิวโหย 
 
นอกจากนี้ยังมีการสำรวจว่า เพียงคิดแค่เฉพาะประเทศอังกฤษและอเมริการวมกัน อาหารดี ๆ ที่พวกเขาทิ้งไปนั้น มีปริมาณมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของประเทศยากจนได้ 3-7 เท่าเลยทีเดียว
 
คิดดูดี ๆ แล้วมันเป็นตัวเลขที่น่ากลัวนะ!!!
 
[ยิ่งทิ้งมาก ยิ่งต้องผลิตมาก ช่วงชิงทรัพยากรมากขึ้น ของแพงขึ้น เพื่อนร่วมโลกอดอยากมากขึ้น]
 
บางคนคิดว่าถึงเราจะไม่ทิ้ง ของพวกนั้นก็ไม่ถึงมือผู้อดอยากอยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นการคิดที่เห็นแก่ตัวมาก เพราะความต้องการซื้อที่มากขึ้น ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยต้องใช้ที่ดินและทรัพยากรที่มากขึ้นเพื่อเลี้ยงดูประชากรจำนวนมหาศาลของตนเอง ก็ใช่ว่าทุกพื้นที่ในโลกจะผลิตอาหารได้ดี โลกเองก็มีทรัพยากรที่จำกัดจำเขี่ย การกินทิ้งกินขว้างก็ไม่ต่างจากการฆาตกรรมเพื่อนมนุษย์ (ยังไม่นับรวมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่มันก็อยู่บนโลกเหมือนกัน)
 
พิจารณาก่อนทิ้ง ใช้ประสาทสัมผัสให้เป็นประโยชน์ อย่ามองแต่ตัวเลข!!!
 
แอดมินเชื่อว่าคนเรามีสัญชาตญาณอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอาหาร ที่จริงสัตว์ทุกชนิดก็คงมีเหมือนกัน นั่นคือ เวลาที่เราเอาอะไรเข้าปาก เราก็จะรู้ได้ทันทีว่าอะไรกินได้หรือกินไม่ได้ อะไรอันตรายหรือปลอดภัยกับเรา ไม่มีใครยอมให้อะไรที่อันตรายลงคอไปได้ง่าย ๆ หรอก อาหารบางอย่าง เช่น ขนม ข้าวแกง ที่ขายตามตลาดไม่ได้ติดวันหมดอายุ เราก็ยังพิจารณาได้ว่าอะไรควรกินไม่ควรกิน รสชาติแบบไหนปกติ แบบไหนผิดปกติ เจอแปลกลิ้นก็แทบจะปลิ้นออกมาทันที แต่พอเอาวันที่มาติดปุ๊บ เห็นตัวเลขเป็นรูปธรรม เกิดความรู้สึก “กินไม่ได้” ขึ้นมาทันที
 
[ผลผลิตที่ทิ้งไปพวกนี้คิดเป็น 1 ใน 3 ของผลผลิตทั้งหมด
และพวกมันก็ใช้ต้นทุนของโลกไปไม่น้อย]
 
โดยปกติแล้ว วัน เดือน ปี บนฉลากอาหาร ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย แต่มักจะหมายถึง “คุณภาพ” หรือ “สภาพ” ของอาหารมากกว่า ทั้งนี้มันก็ไม่ได้เป็นตัวรับประกันสภาพอาหารอยู่ดี การที่อาหารจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาด้วย มันอาจจะบูดก่อนหมดอายุ หรือยังอยู่ได้อีกสักพักใหญ่หลังจากหมดอายุก็ได้ (—Mark Harrisom ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร, มหาวิทยาลัยจอร์เจีย—)
 
มีคำศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับอาหาร 2 คำ คือ “วันหมดอายุ” กับ “ควรบริโภคก่อน” ซึ่งสองคำนี้คนมักจะสับสนว่ามันคือวันหมดอายุเหมือนกัน แต่ที่จริงมันมีความหมายไม่เหมือนกันนะ อันนี้สำคัญมาก การเข้าใจผิดทำให้เราทิ้งทรัพยากรดี ๆ ไปตั้งมากมาย และมันน่าเสียดายมาก
 
1. วันหมดอายุ(Expired date หรือ EXP) : หมายถึง ห้ามรับประทาน หรือไม่ควรบริโภคหลังจากวันที่กำหนด 
 
2. ควรบริโภคก่อน(Best Before) : หมายถึง อาหารจะมีรสชาติและลักษณะที่ดีที่สุดจนถึงวันที่กำหนด คุณภาพอาจเปลี่ยนไปหลังจากวันนั้น แต่ยังคงบริโภคได้
 
[อาหารกระป๋องส่วนมากจะเป็นฉลากแบบ Best Before]
 
ทั้งนี้กฎหมายกำหนดว่า อาหารที่เก็บได้ไม่เกิน 90 วันจะต้องระบุวันหมดอายุ(EXP) ส่วนอาหารที่เก็บได้มากกว่า 90 วัน จะต้องระบุวันที่ผลิต(MFD) ส่วนคำว่า “ควรบริโภคก่อน” ไม่ได้มีความหมายในแง่ของความปลอดภัย ดังนั้น อาหารที่ไม่ระบุวันหมดอายุ หรือ ระบุคำว่า “ควรบริโภคก่อน” นั้นเราควรจะพิจารณาสภาพอาหารว่ามันยังกินได้หรือไม่ ก่อนที่จะทิ้ง ถ้ายังมีลักษณะดีอยู่ก็กินเข้าไปเถอะ
 
เรียนรู้ธรรมชาติของอาหารประกอบการตัดสินใจ
 
– นมพาสเจอร์ไรส์ (pasteurization) นมแบบนี้ถูกฆ่าเชื้อโดยผ่านความร้อนไม่สูงมาก เก็บรักษาได้ไม่นาน เพราะมันจะมีจุลินทรีย์อื่น ๆ ที่ยังไม่ตาย หากมีปริมาณมากเกินไปอาจเป็นอันตราย จึงไม่ควรบริโภคหลังจากวันหมดอายุ
 
– นมสเตอริไลซ์ (sterilization) นมแบบนี้ผ่านการฆ่าเชื้อในอุณหภูมิสูงมาก จึงเก็บไว้ได้นานประมาณ 6 เดือน และหากเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทในอุณหภูมิที่เหมาะสม เมื่อหมดอายุไปแล้ว 1-2 เดือน ถ้าไม่มีกลิ่นหรือรสผิดปกติ ก็ยังกินได้อยู่ ไม่มีอันตรายใด ๆ (แต่ถ้าหมดอายุไปนานหลายชาติแล้วก็ไม่ควรกิน)
 
– ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ คุกกี้ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องจุลินทรีย์เพราะถูกอบแห้งมาก มันหมดอายุของอาหารประเภทนี้มักเป็นเพียงสิ่งรับประกันสภาพความกรอบอร่อยเท่านั้น ถ้าเก็บอย่างถูกวิธี ไม่ถูกความชื้น ก็สามารถกินได้นานมาก กินไปเลย
 
– ขนมปังอบ ขนมปังปอนด์ จะมีอายุประมาณ 10 วัน ถ้าเก็บในที่แห้งอุณหภูมิต่ำ สามารถยืดอายุได้ 2-3 วัน แต่ถ้าชื้นหรือเปิดบรรจุภัณฑ์บ่อย ๆ อาจอายุสั้นลง ขนมปังแบบนี้มักจะขึ้นรา เวลากินให้สังเกตว่าถ้าไม่มีรา และรสไม่เปลี่ยน ก็ยังกินได้อยู่
 
[ขนมปังปอนด์มีอายุสั้น เราจึงชอบเลือกของที่ใหม่ที่สุดปล่อย
ให้สินค้าจำนวนมากถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย]
 
– อาหารกระป๋อง จะเก็บได้นานกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ เพราะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ขั้นสุดยอด เก็บได้ประมาณ 1-2 ปี หลังจากวันหมดอายุไม่กี่วันหากมันไม่มีสภาพผิดปกติ ก็ยังกินได้อยู่ ไม่มีอันตราย
 
– ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ คนทั่วไปมักเชื่อว่าซื้อเนื้อในตลาดสดได้ของที่สดกว่าจะเก็บได้นาน แต่ที่จริงเนื้อในซูปเปอร์มาเก็ตนั้นจะปลอดภัยและเก็บได้นานกว่า เพราะกรรมวิธีในการผลิตและจำหน่ายจะอยู่ในอุณภูมิต่ำตลอดเวลา และการแบ่งขายก็ไม่ได้สัมผัสกับเนื้อโดยตรง ลดโอกาสปนเปื้อนจุลินทรีย์ ถึงแม้จะเลยวันหมดอายุมาแล้วถ้าสภาพยังดีอยู่ก็ยังรับประทานได้
 
[กินทิ้งกินขว้าง ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ้นเปลืองทรัพยากร
เสียงบประมาณในการทำลาย และเกิดความไม่เท่าเทียม]
 
สรุปว่า การจะทิ้งหรือจะกิน เราควรใช้วันหมดอายุ ประกอบกับการสังเกตด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งอาหารดี ๆ มากเกินไป และทางที่ดีที่สุด ไม่ควรตุนอาหาร ซื้อแค่เฉพาะที่จะกิน ซื้อแล้วก็รับผิดชอบกินได้หมด อย่าเรื่องมาก อะไรที่จะกินวันนี้ ไม่ต้องพยายามเลือกเอาอันที่มันหมดอายุชาติหน้าก็ได้
 
คนที่ไม่เคยหิวมักคิดว่าความหิวโหยเป็นเรื่องไร้สาระ 
 
ที่จริงแอดมินไม่อยากเขียนบทความนี้เท่าไหร่เพราะว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อ และสำหรับบางคนมันไม่ต่างจากเรื่องไร้สาระที่คนบางกลุ่มชอบหยิบขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ โดยที่มันสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง แต่ถ้าไม่มีคนกลุ่มนั้นก็เท่ากับไม่มีใครเลยที่มองเห็นปัญหาก้อนใหญ่ และพยายามชี้ให้คนอื่นมองมัน
 
[“สิทธิ” ที่เราคิดว่ามีนั้น มันเป็นของเราจริง ๆ หรือส่วนหนึ่งมันเป็นของใคร?]
 
เรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่มาก ตอนนี้โลกมีประชากรกว่า 7000 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนกลุ่มเล็ก ๆ เริ่มสังเกตเห็นว่าสิ่งที่เราเหลืออยู่นี้มันใกล้จะไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงคนทั้งโลก ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ยังคงละเมอคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์สุรุ่ยสุร่ายเพราะมีกำลังซื้อ
 
[ทรัพยากร ไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ใช่จิตสำนึกของบุคคลที่อยู่ในโลกอุดมคติ]
 
มันน่าตลกที่มนุษย์คนหนึ่งคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มากพอที่จะซื้ออาหารหนึ่งจานเพื่อชิมแค่ 2-3 คำ หรือซื้ออะไร ๆ มาใช้แค่เพราะ”อยากลอง” 2-3 วัน เพราะถ้าหากเอาสิ่งที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาหารกับประชากรทั้งโลกแล้ว จะพบว่าแท้ที่จริงเราแทบไม่มีสิทธิ์อะไรเหลืออยู่อีกแล้ว จริงอยู่ที่ ณ ตอนนี้เงินและอำนาจยังคงมีบทบาทในการช่วงชิง แต่ในวันหนึ่งเราจะพบว่าเงินมันซื้อ “สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง” ไม่ได้หรอกนะ แม้แต่ใน แฮรี่ พอตเตอร์ เฮอร์ไมโอนียังเสกอาหารจากความว่างเปล่าไม่ได้เลย คงไม่ได้คิดกันจริง ๆ หรอกใช่มั้ยว่านักวิทยาศาสตร์กับรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง?
 
[แล้วคุณคิดว่าอะไรคือนิยามของคำว่า “สิ่งจำเป็น” ล่ะ?]
 
เลิกทำพฤติกรรมสิันเปลือง กิน-ใช้ อย่างรู้คุณค่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เริ่มจากคน 1 คน เสมอ ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องเวอร์ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย….ทำซะ!!!

 

แอดมิน
 
ข้อมูลอ้างอิงทางสถิติ :
Waste: Uncovering the Global Food Scandal
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)
 
ข้อมูลเกี่ยวกับอาหาร : 
อาหารหมดอายุ เสี่ยงกินหรือตัดใจทิ้ง / ผู้จัดการรายวัน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

6 Responses to “สิทธิ์…ที่เราไม่ได้มีอยู่จริง!”

  1. Wayfarer says:

    สิ่งมีชีวิตบนโลกส่วนใหญ่ล้วนกินเพื่ออยู่ มีก็แต่มนุษย์นี่แหละที่กินเพื่อความบันเทิงด้วย คิดก่อนซื้อ…กินเมื่อหิว…ทิ้งเมื่อจำเป็นจริงๆนะครับชาว Indepencil(มนุษย์กันบูด No.2)

  2. ยอดเยี่ยมที่สุด บทความนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ไม่เสียแรงที่นั่งเขียน T T

  3. Hi.Tree.Ka says:

    กินอย่างพอเีพียง อยู่อย่างพอเพียง รู้คุณค่าของทรัพยากร สำนึกต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกนี้ในจิตใจ คงลดของเหลือกิน เหลือใช้ ได้อีกเยอะ

  4. เป็นบทความที่ดีมากๆ ค่ะ ตรงใจสุดๆๆ ยิ่งประเทศมหาอำนาจเนี่ย อย่าให้บอก เคยไปเยี่ยมญาติที่นั่น โยนของกินทิ้งกันเป็นว่าเล่น

    ในขณะที่เราอยู่ในประเทศฐานะปานกลาง ค่อนไปทางจนรึเปล่าหว่า… (โชคดีตรงอุดมสมบูรณ์) ได้เห็นทั้งความเป็นอยู่ของคนรวยและคนจน รวมทั้งเคยได้ผ่านทั้งชีวิตยากจนสุดๆ ชนิดไม่มีบ้านอยู่ต้องนอนเพิงหมาแหงน และชีวิตที่ดีขึ้นพอที่จะกินอาหารในโรงแรมได้ ยิ่งรู้สึกว่าสังคมวัตถุนิยมนี่มันช่างเลวร้ายสุดๆ เลย เป็นสังคมที่มองแคบๆ แค่เรื่องของตัวเองตรงหน้า แต่ไม่เคยคิดถึงเพื่อนร่วมโลกหรืออนาคตไกลๆ

  5. ให้ 5 ล้านดาว สำหรับเม้นท์นี้ ^^

  6. บ้านของเจี๊ยบค่อนข้างจะให้ความสำคัญเรื่องสงครามและความไม่เท่าเทียม
    เพราะเป็นบ้านที่เคยผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีข้าวกินมาแล้ว
    และปู่กับย่ายังเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สมกับเป็นคนเคยผ่านยุคสงคราม
    ประะเทศไทยถือว่ารวยของกินมากนะคะ ถึงแหล่งผลิตอาหารในเมืองหลวงจะน้อยลงก็เถอะ
    แต่ประเทศที่ไม่มีฤดูหนาวที่ติดลบนี่ เป็นอะไรที่ดีมาก

    เจี๊ยบฝันว่าในอนาคต ทุกคนจะสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและอาหารอร่อยได้
    (ต้องอร่อยด้วยนะ 555)

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า