หากพรุ่งนี้เธอตื่นขึ้นมาล่ะก็…

 

ฉันเห็นผู้คนมีหูฟังใส่ไว้ที่หู พลางบ่นงึมงำกับบางคนที่อยู่ไหนไม่รู้ โดยไม่สนใจเสียงคนรอบตัว
ฉันเห็นผู้คนก้มหน้าก้มตา พิมพ์ข้อความตอบบนมือถือ โดยไม่สนใจตอบคำถามของคนตรงหน้า
ฉันเห็นเด็กวัยรุ่น เน้นเสียงหนัก ๆ เชิงรำคาญเสียเหลือเกิน เมื่อคุยโทรศัพท์กับพ่อแม่
ฉันเห็นนักการเมือง กับพวกว่างจัดบางกลุ่ม กำลังทำเรื่องไร้สาระ แก่งแย่งสิ่งสมมติกัน
อย่างบ้าคลั่ง


นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีที่สูงขึ้น เป็นเพราะจิตใจที่ต่ำลง
หรือว่าเป็นเพราะเราลืมคิดไปว่า….ความตายมันใกล้ตัวมากแค่ไหน

พรุ่งนี้เช้าคุณจะได้ตื่นขึ้นมาเจอใครบ้าง?

——————————————————————–
ไม่ว่าจะกลับดึกแค่ไหน ฉันจะต้องเคาะประตูห้องเรียกพ่อ เพื่อจะบอกเขาว่า…
“ป๊ะป๋า พรุ่งนี้รอกินข้าวเช้าพร้อมหนูนะ” เพื่อให้เขาตอบว่า “ได้สิลูก”

ถ้าอยู่บ้าน ก่อนเข้านอนฉันจะกอดแม่ทุกครั้ง แล้วสั่งเธอว่า…
“แม่พรุ่งนี้อย่าลืมปลุกหนูนะ” เพื่อให้เธอตอบว่า “จ้ะลูก”

ก่อนวางโทรศัพท์จากเพื่อน หรือก่อนจะลาเพื่อนทุกครั้ง ฉันจะพูดว่า…
“พรุ่งนี้เราคุยกันอีกนะ” เพื่อให้เขาพูดว่า “ได้ดิ”

——————————————————————–
กินข้าวเช้ากับพ่อก็งั้น ๆ แหละ พ่อไม่ใช่คนช่างคุยอะไร
(บางครั้งพ่อยังบ่นว่าแกจะบ้ารึเปล่า เคาะปลุกพ่อเพื่อที่จะพูดแค่เนี้ยะ?)

ที่จริงตอนเช้าฉันตื่นเองได้ ไม่ต้องคอยให้แม่ปลุก
(แม่บ่นประจำว่าทำไมต้องสั่งให้ปลุกด้วย ทั้งที่ตื่นเองอยู่แล้ว)

อันที่จริงฉันแทบจะไม่มีเรื่องอะไรคุยกับเพื่อนอีกแล้ว เพราะเราคุยกันทุกวัน
แต่ที่ฉันทำแบบนั้น ก็เพื่อให้มั่นใจว่า “พรุ่งนี้ ฉันจะได้พบกับพวกเขาอีกครั้ง”


ฉันแค่หาวิธีให้พวกเขารับปากว่าพรุ่งนี้เขาจะตื่นขึ้นมา เพราะรู้ว่าพวกเขาจะไม่โกหกฉัน

——————————————————————–

บทความนี้อุทิศแด่เพื่อนรักของฉัน เนื่องในวันเกิดของเขา

อุทิศแด่บางคน…ที่ยังคงคิดว่ามีเวลาเหลือมากมายที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้ใครสักคน

 

ณ ตึกห้องสมุดในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีห้องติวเตอร์เล็ก ๆ มากมาย ซึ่งเป็นที่สิงสถิตย์ของฉันในยามว่างของแต่ละวัน

วันที่ 12 กรกฎาคม 2550

ฉันเดินเข้ามาในห้องติวเตอร์ห้องประจำของฉัน เพื่อนสนิทคนเดียวของฉัน(ในตอนนั้น) กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาวางขาทั้งสองพาดบนโต๊ะ ตาจ้องมองอยู่ที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุค มือข้างหนึ่งกำลังเล่นเกม อีกข้างกำลังล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ…เขากำลังถอนขนรักแร้ของตัวเอง

ฉันอารมณ์ไม่ค่อยดีนักเพราะเทอมนี้ลงเรียนหลายวิชาเกินไป วันนี้มีสอบทั้งวัน และพรุ่งนี้มีสอบแลปฟิสิกส์ซึ่งยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยสักตัวเดียว ฉันจงใจกระแทกหนังสือลงบนโต๊ะ เพื่อบอกเขาว่าฉันเดินเข้ามาแล้ว (และนายก็ควรหยุดทำกิริยาน่ารังเกียจนั่นเสียที)

เขาเงยหน้าจากโน้ตบุคด้วยรอยยิ้มที่มุมปากตามแบบฉบับของเขา รอยยิ้มที่สองปีก่อนฉันเคยเรียกมันว่า “ยิ้มโรคจิต” บัดนี้มันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคย มองดูทะเล้นและอบอุ่น

“จะสอบทีไรเธอก็เป็นบ้าทุกที”

“แน่สิ เราไม่ได้เป็นพวกอัจฉริยะที่สอบได้คะแนนดี ๆ โดยไม่ต้องเข้าเรียนนี่”

“อย่าเพิ่งสติแตกไปซะก่อนล่ะ…นี่เรามีอะไรจะให้ดูนะ” เขาทำท่าตื่นเต้นและจริงจังจนฉันสนใจ “หลังจากที่เราค้นคว้ามาหลายปีเราก็ทำไอ้นี่ได้สำเร็จ…”

“อะไรเหรอ?”

“มันก็คือลูกครึ่งพันธุ์ผสมระหว่างยางลบกับเม่น…” เขากระซิบกระซาบ แล้วหยิบบางลบก้อนขาว ๆ ที่มีขนรักแร้ติดอยู่เต็มมาให้ฉันดู

“โอ๊ย…น่าเกลียด ไม่มีอะไรจะเล่นแล้วรึไง” ฉันรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

“ไม่ตลกหรอกเหรอ?” เขาหัวเราะร่า

“ไม่…เธอเป็นชินจังหรือไง อยู่เฉย ๆ ไปเลย”

——————————————————————–

เพื่อนของฉันชื่อ “ธี” เป็นคนฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก เขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีและมีอารมณ์ขัน แต่ด้วยนิสัยพิลึก ๆ เขาจึงไม่มีเพื่อนเลยสักคน ทุกคนมองว่าเขาไม่เต็มเต็ง ก้าวร้าว เอาแต่ใจ และชอบแหกกฎ (ฉันก็เคยลงความเห็นว่าอย่างนั้น)

ฉันต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง ฉันไม่ฉลาดนัก แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยมีอะไรดีเท่าไหร่ จึงพยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการตั้งใจทำทุกอย่างให้ได้ดี ฉันมีเพื่อน ๆ มากมาย แต่ด้วยความที่ฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องที่เด็กผู้หญิงมักจะสนใจ ฉันจึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อยเวลาอยู่ในกลุ่มเพื่อน(ไม่มีบทพูดเลยอ่ะ) จึงมักปลีกวิเวกมานั่งอ่านหนังสือ

เราสองคนจึงได้รู้จักกันมากขึ้น…

ต่อมาฉันรู้ว่าเขาไม่ใช่คนไม่เต็มเต็ง เขาไม่ได้ก้าวร้าวหยาบคายเลยสักนิด ตรงข้ามเขาเป็นสุภาพบุรุษมาก ๆ (แม้จะมีนิสัยพิลึกจริงในหลาย ๆ เรื่อง) เขาก็แค่ไม่ค่อยแคร์สายตาชาวบ้านเท่าไหร่

เขาให้เกียรติฉันเสมอ และช่วยเหลือฉันทุกอย่างเท่าที่คน ๆ หนึ่งจะทำให้เพื่อนของเขาได้

สำหรับฉัน เขาเป็นเหมือนกล่องของเล่นที่อัดแน่นไปด้วยความมหัศจรรย์ และเรื่องราวเพ้อเจ้อที่ขุดมาเล่ากี่ชาติก็ไม่มีวันจบ นับวันฉันยิ่งชอบในมุขตลกพิลึกพิลั่นของเขา…ยกเว้นวันที่ฉันอารมณ์ไม่ดี เช่นวันนี้

ด้วยอารมณ์หงุดหงิด ทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง และก็ยังรู้สึกว่าวันนี้นายธีช่างน่ารำคาญ เขายุกยิกอยู่ไม่สุข แม้จะนั่งอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของโต๊ะ เขานั่งเล่นเกมส์ แกว่งเท้า ทานขนม หมุนปากกา ฯลฯ ซึ่งก็เป็นปกติของเขานั่นแหละ แต่วันนี้รู้สึกน่ารำคาญจริง ๆ

“เราว่าเราจะกลับไปอ่านหนังสือที่หอดีกว่า”

“แต่เราหิว ไปกินสเต็กถูก ๆ หน้า ม. มั้ย เราเลี้ยง”

“ไม่…เราจะกลับหอ เธอก็ไปเช่าการ์ตูน แล้วก็กลับบ้านซะ”

เขาเดินไปส่งฉันที่หน้าหอ เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก เพราะเขารู้ว่าฉันไม่มีอารมณ์ตลก

“พรุ่งนี้สอบแลปสิบโมง อย่ามาสายนะ” ฉันสั่งเพราะเขาชอบมาไม่ทันสอบ

“ถ้าเรามาสายหน่อยก็รอก่อนสิ”

“ไม่รอเด็ดขาด”

“ถ้างั้นโทรปลุกเราตอนเจ็ดโมงสิ”

“อืออ…ก็ได้มั้ง งั้นก็ได้”

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เจอเขา… และประโยคสุดท้ายที่ฉันพูดกับเขาคือ “อือ…ก็ได้”

——————————————————————–

ฉันนั่งอ่านหนังสือจนเที่ยงคืนกว่า อารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว ฉันคิดอยากโทรไปหานายธีเพื่อขอโทษที่ฉันทำตัวไม่ดีเท่าไหร่วันนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ว่า เขาไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วล่ะ เขาไม่เคยโกรธฉัน ถ้าฉันโทรไปเขาต้องหัวเราะแล้วพูดว่า “ไร้สาระ” ฉันจึงไม่โทรดีกว่า…

วันรุ่งขึ้นฉันตื่นมาตั้งแต่ตีห้า เพราะยังอ่านหนังสือไม่จบ พอเจ็ดโมงเช้าฉันก็โทรปลุกนายธี เสียงสัญญาณเรียกดังยาว ๆ จนตัดไป…ไม่มีใครรับ
ฉันโทรซ้ำอีกหลายครั้งด้วยคิดว่าเขาคงไม่ยอมตื่น จนในที่สุดก็หมดความพยายาม (ถ้างั้นก็ช่างนายเถอะ)

ฉันจัดกระเป๋าออกจากบ้าน มีหนังสือ และของใช้ที่จำเป็น ฉันจัดเครื่องเขียนไปสองชุด เพราะคิดว่านายธีจะต้องขอยืมแน่ เขาไม่เคยสนใจเรื่องของตัวเองเลย…

ฉันยืนรอที่หน้าห้องแลปจนสิบโมงกว่า จับสลากได้สอบคนที่สี่ ฉันจึงตัดสินใจไม่รออีกต่อไป ฉันไม่รู้สึกกังวลถึงเรื่องใด ๆ เพราะเขาก็มักเป็นแบบนี้ประจำ แต่เขาก็มักจะได้คะแนนสูงสุดทุกครั้ง(ถ้าได้สอบ)

เมื่อสอบเสร็จแล้ว ฉันก็ยังไม่เห็นเขา ฉันระดมโทรหาเขาอีกหลายครั้ง จนปลายสายคงจะแบตหมด หรือปิดเครื่อง เพราะโทรไม่ได้อีกแล้ว…

ฉันเดินผ่านห้องพักอาจารย์ของคณะ ดูเหมือนพวกเขากำลังมีเรื่องร้ายแรงอะไรต้องคุยกัน ทุกคนรีบเดินเข้าไป ท่าทางตื่นตกใจและเคร่งเครียด ฉันยืนมองอยู่ที่หน้าห้องผ่านประตูกระจก อาจารย์คนหนึ่งในนั้นมองเห็นฉัน เขาเดินออกมาเปิดประตู…

“หนูรู้แล้วใช่ไหมคะ?” เขาถามฉันเบา ๆ เพราะคาดว่าฉันรู้บางอย่างแล้ว

“มีอะไรหรือคะ?” ฉันขวัญเสีย เมื่อเห็นท่าทางตกใจของอาจารย์ และสายตาที่มองฉันเหมือนกับว่ามันเป็นข่าวร้ายของฉันคนเดียวเท่านั้น วูบหนึ่งฉันคิดไปถึงพ่อกับแม่…

อาจารย์ดูลำบากใจเมื่อเห็นฉันยังไม่รู้ข่าว “ธีเขาเสียแล้วนะลูก…”

“ธี…ธีคณะเราน่ะเหรอคะ?”

“จ้ะ อุบัติเหตุ เมื่อคืน…” อาจารย์พยักหน้าเบา ๆ

ฉันเดินออกจากที่ตรงนั้นโดยไม่พูดอะไรอีก รู้สึกเหมือนกับว่าการอยู่ให้พ้น ๆ จากสถานการณ์ที่ดูผิดปกตินั้น จะทำให้เรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้น

ชั่วขณะหนึ่งฉันไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ตกใจ เสียใจ หรือไม่เชื่อ? รู้แต่ว่าฉันไร้ความรู้สึกใด ๆ เหมือนโลกทั้งโลกนี้อยู่ ๆ ก็เงียบดับไป มีเพียงฉันที่กำลังเดินลงบันใด ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกดลิฟต์

——————————————————————–

ฉันเดินไปที่ตึกห้องสมุดอย่างไม่รู้ตัว ฉันไปที่นั่นเสมอโดยเฉพาะเวลาที่รู้สึกแบบนี้ เพราะที่นั่นมีใครคนหนึ่งที่จะทำให้ทุกข์โศกต่าง ๆ ของฉันหายไป…แต่ นับจากนาทีนี้ จะไม่มีอีกแล้ว…

ฉันเข้ามานั่งในห้องติวเตอร์ห้องเมื่อวานอย่างงง ๆ พยายามทบทวนสิ่งที่ได้รับรู้เมื่อครู่นี้ มันเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เป็นไปไม่ได้ มันเหมือนเขาเพิ่งจะลุกจากตรงนี้ไป ปอกปากกาสีน้ำเงินที่เขาหมุนเล่นเมื่อวานก็ยังคงตกอยู่แถวนั้น ฉันเดินไปเก็บมันขึ้นมา แล้วการร้องไห้ครั้งแรกในรอบสิบปีก็เริ่มขึ้น…

ข่าวแพร่สะพัดไปในคณะอย่างรวดเร็ว เพื่อน ๆ บางคนที่รู้ว่าฉันสนิทกับธีต่างแสดงความเสียใจและพยายามใกล้ชิดกับฉันมากขึ้น ซึ่งนั่นให้ความรู้สึกเหมือนฉันเป็นคนป่วยที่ใกล้จะตายมากกว่าการปลอบใจ ฉันคงคุ้นชินกับมุขจำอวดแป้ก ๆ ของนายธีมากเกินไป

วันต่อมาที่คณะจัดรถตู้ให้อาจารย์และนักศึกษาไปงานศพของธีพร้อม ๆ กัน…

ฉันพูดได้เลยว่างานศพของธีจัดได้อย่างแปลกประหลาดสมเกียรติเขามากที่สุด กล่าวคือ งานนั้นจัดขึ้นที่บ้าน ฉันสนิทกับเขามากก็จริง แต่เราไม่ค่อยได้คุยกันถึงเรื่องครอบครัวและเรื่องส่วนตัวมากนัก เห็นแบบนั้นแต่เขาก็เป็นคนไว้ตัวทีเดียว ฉันจึงไม่เคยจินตนาการว่าครอบครัวของเขาน่าจะเป็นอย่างไร รู้เพียงว่าที่บ้านเขามีธุรกิจอะไหล่รถ แถวชานเมืองระยอง

บ้านหลังใหญ่ที่มีบริเวณกว้างขวาง มีแขกเหรื่อมางานศพของเขามากมายกว่าที่คิด แต่คนรุ่นราวคราวเดียวกับเขากลับมีแค่หยิบมือ นั่นคือพวกเราเอง ภายในงานแทบไม่มีส่วนไหนที่ดูคล้ายงานศพเลย(เหมือนงานวันเกิดมากกว่า) เว้นแต่แขกเหรื่อที่สวมใส่ชุดสีดำ

โลงศพสีน้ำตาลอมชมพูดูแปลกตา แต่นั่นเป็นสีที่เขาชอบ รอบ ๆ ประดับประดาด้วยกีตาร์ไฟฟ้าหลายอัน และโมเดลหุ่นยนต์กันดั้มของรักของหวงของเขาหลายสิบตัว รูปถ่ายหน้าศพยังดูใหม่มาก เป็นภาพเขาอมยิ้มที่มุมปากอย่างมีความสุขเหมือนทุกครั้ง ฉันรู้สึกใจหายวาบเมื่อเห็นภาพนั้น

ฉันเข้าไปไหว้ศพเขา นี่คือครั้งสุดท้ายจริง ๆ แล้วที่ฉันจะได้พูดกับเขา แต่ที่น่าเศร้าคือเขาจะไม่มีวันได้ตอบอีกแล้ว ฉันไม่รู้จะบอกอะไรเขาดี ฉันไม่ได้ร้องไห้ แต่รู้สึกว่าตัวเองสะอื้นอยู่ข้างใน จนต้องกลั้นหายใจ ความจริงก็คือคนเราสามารถร้องไห้ได้โดยไม่มีน้ำตา และฉันเพิ่งเข้าใจว่าฉันทำแบบนี้บ่อยแค่ไหน…

อาจจะเป็นการปลอบใจตัวเอง หรือไม่ก็พยายามคิดไปเอง เพราะฉันสังเกตเห็นควันจากธูปหน้าศพแท่งใหญ่ หมุนวนเป็นรูปแปลกประหลาดราวกับตั้งใจ มันมองดูตลกพิลึก บางทีนายธีอาจจะกำลังใช้ความสามารถทั้งหมดสร้างสรรค์มุขตลกสุดท้ายของเขา

ผู้หญิงวัยกลางคนที่ยังดูสาวอยู่มากเดินมานั่งข้าง ๆ ฉัน แล้วยิ้มให้ฉัน เธอมีรอยยิ้มที่เหมือนธีมาก แม้ดวงตาที่แดงช้ำจะแสดงให้เห็นว่าเธอผ่านการร้องไห้มามากแล้ว เธอลูบศีรษะของฉันเหมือนรู้จัก ทำให้ฉันนึกสงสัยว่าธีจะเคยเล่าเรื่องของฉันให้คนที่บ้านฟังบ้างไหม…

“เสียใจด้วยนะคะ” ฉันพยายามจะพูดกับเธอ “เขาเป็นคนที่ดีมาก เขาดีกับหนูมากเลย…” ฉันพูดไม่ออกอีกต่อไป เมื่อพลันคิดถึงครอบครัวที่ต้องหัวเราะตลอดเวลาเมื่อมีคนอย่างธีร่วมอยู่ด้วย มันจะเศร้าแค่ไหนถ้าเสียงหัวเราะนั้นได้จากไปแล้ว

“ไม่เป็นไรนะลูก คิดซะว่าธีเค้าไปอยู่ต่างประเทศสิ…อีกหน่อยเราก็ตามเค้าไป” เธอปลอบใจฉัน แทนที่ฉันจะเป็นฝ่ายพูดอะไรทำนองนั้น เธอช่างเหมาะสมที่จะเป็นแม่ของธีจริง ๆ และฉันอยากบอกเธอเหลือเกินว่า ลูกชายของเธอ “แตกต่าง” จากคนอื่น ๆ มากแค่ไหน เธอควรจะได้ภูมิใจในความต่างนั้น

——————————————————————–

ภายในเวลาสามวัน ทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ ทุกคนเหมือนจะลืมเรื่องนายธีไปหมดสิ้นอย่างกับคน ๆ นี้ไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ธีไม่ชอบเข้าเรียนหรือทำกิจกรรมใด ๆ ถ้าไม่มีการเชคชื่อ จึงไม่ค่อยมีใครสนใจเขาเท่าไหร่นัก ทุกคนรู้จักเขาในนาม “ไอ้คนเพี้ยน ๆ ที่สอบได้คะแนนเยอะ ๆ” หลายคนไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเขาด้วยซ้ำ

ฉันยังคงพอใจในการได้หลบไปหามุมสงบอย่างเคย อันที่จริงฉันไม่มีปัญหาในการเข้าสังคมเลย ฉันทำได้ดีกว่าทุกคนด้วยซ้ำถ้าจำเป็น แต่หลังจากที่ธีจากไป ฉันเริ่มทนความกดดันจากสายตาของคนอื่น ๆ ที่คิดว่าฉันเป็นพวกมีปัญหาไม่ไหว จึงเริ่มเข้ากับกลุ่มเพื่อน ไปไหนมาไหนกับเพื่อน ๆ มากขึ้น พยายามเป็นส่วนหนึ่งในนั้น (กระทั่งพยายามท่องจำชื่อดาราเกาหลีงี่เง่าพวกนั้น เพื่อที่จะมีเรื่องคุยบ้าง)

เรื่องที่ยากที่สุดสำหรับฉันคือการพยายามยอมรับว่าเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันได้ไปอยู่ในที่ ๆ ดีกว่านี้แล้ว เขาไม่ต้องทนทุกข์กับเสียงพิพากษ์วิจารย์ของกระแสโลกรอบ ๆ ตัว ที่พยายามจะฉุดดึงเขาเข้าไปแม้เขาจะขัดขืน และพวกมันหัวเราะเยาะเขา เมื่อมันทำไม่สำเร็จ ไม่ต้องทนทุกข์กับการเป็นตัวประหลาดสำหรับหลาย ๆ คน ฉันต่างหากที่ยังต้องไหลไปกับมันเมื่อไม่มีที่ให้ยึดเหนี่ยวอีกต่อไป

คุณไม่มีวันรู้ว่าคน ๆ หนึ่งจารึกตัวตนของเขาไว้กับคุณมากมายแค่ไหน จนกว่าเขาจะจากคุณไป ฉันเจอเขาในทุก ๆ ที่ทั้งที่ไม่อยากเจอ ชื่อของเขายังโชว์อยู่ในmsn เว็บไซต์ของเขายังคงทำงานของมัน ลายมือหวัด ๆ ยังอยู่ในสมุดจดของฉัน ภาพวาดสะเปะสะปะยังอยู่ในหนังสือเรียนของฉันแทบทุกเล่ม แม้แต่เศษขนมที่เขาทิ้งไว้ในกระเป๋าของฉันก็ยังอยู่…

——————————————————————–

เมื่อเวลาล่วงไปหลายวัน เลยกำหนดที่ทุกคนคิดว่าควรจะ”สลด” ให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เริ่มมีมุขล้อเล่นเกี่ยวกับการตายของธีจากคนบางกลุ่ม ใครที่ทำตัวบ้า ๆ บอ ๆ ทุกคนจะพูดว่า “มันถูกผีไอ้ธีเข้าสิง” บ้างก็บอกว่า “ธีมันคงคิดว่าตัวเองหายตัวได้ เลยเอามอไซค์ไปลองบวกกับสิบล้อ” แล้วก็นั่งหัวเราะกับมุขโง่ ๆ พวกนั้น

คนพวกนั้นที่คิดว่าตัวเองดีที่สุด เลิศที่สุด และเรียกธีว่าไอ้คนเพี้ยน ๆ สำหรับฉันแล้วเทียบไม่ได้กับขนรักแร้ของนายธี และฉันยินดีจะเสียพวกเขาไปทั้งหมดตลอดกาล เพื่อแลกกับอีกวันเดียวของธี หรือแลกกับการที่ได้ย้อนไปในวันสุดท้ายที่ฉันได้พบกับเขา… เพราะฉันจะทำบางอย่างให้ดีกว่านั้น ฉันจะไม่ทำอารมณ์เสียใส่เขา ฉันจะไปกินข้าวกับเขา หัวเราะในมุขตลกของเขา และคำสุดท้ายที่ฉันพูดกับเขาจะต้องดีกว่าคำว่า “อือ ก็ได้”…

เพราะเขาคือที่สุดแห่งปิยะมิตรคนเดียวในโลกที่ฉันได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิตให้ได้รู้จักกับเขา และได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คน ที่เขาให้เกียรติเรียกว่า “เพื่อน”

——————————————————————–

คำสอนจากคนเพี้ยน ๆ


คนบางคนสามารถสรรเสริญตัวเองไปพร้อม ๆ กับการทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีได้…

ธี : วันนี้มาช้าจังง่ะ?
ฉัน : เราไปงานวันเกิดมิ้นท์ที่หอ
ธี : โห่… ไม่เห็นชวนเราเลย
ฉัน : อ่อ กลัวเธออายที่จะต้องไปไหนมาไหนกับคนอย่างเรา…
ธี : อายเรื่องไร ?
ฉัน : จำเป็นต้องบอกด้วยเรอะ ?
ธี : ถ้าอยากให้รู้ก็จำเป็น เขาว่ากันว่า คนที่เพอร์เฟ็กท์ที่สุดในโลก มักมองไม่เห็นข้อเสียของคนอื่น ไม่เคยได้ยินเรอะ ?
————————————————-
คนบางคน ก็นิยามคำว่า “เพื่อน” ไว้สูงเกินความจำเป็น…แต่สมเหตุสมผล

ฉัน : ทำตัวดี ๆ หน่อยซิ เพื่อน ๆ เราเค้ามองว่าเธอเป็นบ้าแล้วนะ
ธี : เพื่อนเธอน่ะ ?
ฉัน : อืม…
ธี : เล่าเรื่องเพื่อน ๆ ของเธอให้ฟังบ้างสิ พวกเค้าเป็นยังไงบ้าง เอาแต่เรื่องดี ๆ ก็ได้ถ้าเธอจะรู้สึกผิด?
ฉัน : พวกเค้าก็ดีอ่าน้า…
ธี : แค่นั้น ?
ฉัน : อ่ะ…จะให้เล่าอะไรล่ะ พวกเค้าก็ดีไง นิสัยดี ดีกับเรา…
ธี : พวกเธอเป็นเพื่อนกัน ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลยงั้นเรอะ? ถามเราสิ เราพูดเรื่องดี ๆ ของเธอได้ไม่มีวันหมด ถึงเธอจะมีข้อดีอยู่กระจึ๋งเดียวก็เหอะ…
————————————————-
คนบางคน ไม่รอให้สังคมจัดอับดับตัวเขา เพราะเขาจัดอันดับตัวเอง

ฉัน : ทำไมเธอถึงไม่ไปเล่นกีฬาบ้างล่ะ แบบว่าเล่นกีฬากับเพื่อน ๆ (ฉันถามเขาขณะเดินผ่านสนามบาส)
ธี : พวกนั้นชอบมองว่าเราอยู่คนละระดับกับเขาน่ะ เราไม่ค่อยชอบ
ฉัน : คิดมาก…ก็เธอชอบทำตัวแปลกแยกเอง
ธี : ช่างเถอะ เราไม่ชอบพวกหน้าไหว้หลังหลอก…
ฉัน : งั้นก็แย่หน่อย
ธี : ไม่แย่เท่าไหร่หรอก…พวกที่คิดว่าอยู่ระดับเดียวกับเราไม่ได้ เราก็จัดให้มันอยู่ระดับล่าง…
——————————————————————–
ฉันรู้จักกับธีแค่สองปีเท่านั้น แต่ถ้าจะให้เขียนต่อ ก็ต่อได้เรื่อย ๆ ไม่รู้จะสิ้นสุดที่ไหน
นั่นเป็นเรื่องแปลกนะ…
แต่มันก็เป็นข้อพิสูจน์ทฤษฎีของธีที่ว่า

“เพื่อนของคุณ จะพูดเรื่องดี ๆ ของคุณได้ไม่มีวันจบสิ้น
แม้คุณจะมีข้อดีแค่นิดเดียว”


และวันนี้ฉันก็รู้ว่าทำไม…

นั่นก็เป็นเพราะเขารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเพื่อนของคุณ

แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

4 Responses to “หากพรุ่งนี้เธอตื่นขึ้นมาล่ะก็…”

  1. นฤเบศร์ says:

    น้ำตาไหล อ่านแล้วหลงรักเรยครับ @แอดมิน

  2. Anonymous says:

    เห็นชื่อ “ธี” อยู่ในรายชื่อท้ายหนังสือในเล่ม 1 ไม่คิดว่าจะเสียชีวิตแล้ว เสียใจด้วยนะครับ …

  3. Anonymous says:

    แม้จะเสีย แต่ก็จงดีใจ ที่ชีวิตหนึ่งเกิดมา แล้วได้พบเจอกับคนที่มีคุณค่ากับเรามากกว่า
    คำว่าคนรู้จัก

  4. Anonymous says:

    อ่านกี่ทีก็ซึ้ง ขอบคุณพี่ธีที่ทิ้งคำพูดดีๆ แบบนี้ไว้.. เสียใจด้วยนะคะ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า