อัตราแลกเปลี่ยนของคนโง่

วันหนึ่งมีเด็กเอาหนังสือมือสองมาขายให้ที่ร้าน ที่จริงก็ไม่เด็กแล้วล่ะ อายุน่าจะประมาณ 18+ ปกติทางร้านจะรับซื้อในราคา 20-30% จากราคาปก(ซึ่งก็ถือว่าแพงแล้วเพราะรับทุกสภาพ) หนังสือนิยายที่วัยรุ่นอ่านกันราคาจะอยู่ที่ 100-200 บาท เล่มนึงถ้าขายก็จะได้แค่ประมาณ 40 บาทอย่างมาก

พอเอามาวางปุ๊บ ปรากฏว่ามีหนังสือ 2-3 เล่ม ที่ตีตราว่าเป็นหนังสือของทางร้านเอง (หนังสือที่มีคนเช่าไปจากร้านของแอดมิน ซึ่งจะปั๊มตราเล็ก ๆ ที่สันด้านบน เพราะไม่ชอบทำเลอะเทอะ ถ้าใครไม่สังเกตจะมองไม่เห็น) แอดมินก็แกล้งถามว่า หนังสือของใคร เด็กก็โกหกว่า “หนังสือหนูซื้อมาอ่านเอง”

แอดมินก็เชคหนังสือว่าใครเป็นคนสุดท้ายที่เช่าไป พบว่าเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จึงถามน้องเขาว่า รู้จักคน ๆ นี้ไหม น้องก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ถามว่า “ทำไมเหรอคะ” (แบบนี้มันรู้จักชัวร์) แอดมินเลยบอกว่า หนังสือ 2 เล่มเนี่ย ของที่ร้านพี่ และผู้หญิงชื่อนี้น่ะเป็นคนเช่าไป ถ้าบอกว่าไม่รู้จักก็แปลว่าโกหกนะหรือน้องไปหยิบของเขามา

เด็กนั่นก็หน้าเสียไปพักหนึ่ง แล้วก็บอกว่า “ที่จริงหนูไม่รู้เรื่อง เพื่อนหนูมันให้เอามาขาย เพื่อนหนูมันเอาของพี่ไปมั้ง มันชอบทำแบบนี้เรื่อยแหละ มันทำมาหลายร้านแล้ว บางทีหนูก็ไม่รู้ มันชอบใช้ให้หนูเที่ยวเอาไปขาย…” (ร่ายยาวมาก คือสรุปว่าหนูบริสุทธิ ไอ่เพื่อนหนูนั่นแหละมันเลวมาก…ฟังแล้วแขยง สะท้านกับวิธีที่คน ๆ หนึ่งพูดถึงสิ่งที่เธอเรียกว่าเพื่อน)

เรื่องจบลงแบบไม่มีอะไรมาก เพราะแอดมินไม่ชอบวุ่นวายกับเรื่องเล็กน้อยอยู่แล้ว(ขี้เกียจ) ก็แค่ขอหนังสือคืนเฉย ๆ จะไปเอาเรื่องอะไรกับเด็กให้เสียเวลา ไม่พูดมากด้วยเพราะถือว่าคนพวกนี้พูดด้วยก็ไร้ประโยชน์แล้ว ไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ที่จะสั่งสอนกันได้ อายุขนาดนี้ถ้าคิดเป็นก็คงคิดได้เองไปนานแล้ว แต่มันก็สร้างความรู้สึกไม่ดีในใจ

ที่จริงเปิดร้านเช่าหนังสือแบบนี้มันก็ต้องอดทนกับปัญหาร้อยแปด เพราะการเช่ามันไม่เหมือนการขายขาด มันต้องใช้ทั้งความรับผิดชอบของเรา และของลูกค้า เพื่อดูแลให้ของหายน้อยที่สุด และคนขาดความรับผิดชอบก็มีเยอะ แต่ก็เป็นอาชีพที่รัก ทำแล้วมีความสุขดีตามอัตภาพ ได้อย่างเสียอย่าง ส่วนตัวแอดมินก็ไม่อยากซีเรียสมาก พยายามทำตัวให้ชิน แต่เวลาเจอจัง ๆ แบบนี้มันก็รู้สึกแย่เหมือนกัน (หนังสือเรา เช่าแล้วไม่คืน แถมจะเอามาขายให้เราเนี่ย โลกนี้มันบ้าไปแล้ว)

อยากจะลืม ๆ มันไป แต่เมื่อวานก็เจออีกรายหนึ่ง เอาหนังสือมาขายเหมือนกัน คราวนี้ไม่ใช่หนังสือของทางร้าน แต่เป็นหนังสือของร้านอื่น เป็นร้านคนรู้จัก คนที่เอามาขายก็ไม่รู้ว่าเช่าแล้วดองไว้นานเลยไม่กล้าเอาไปคืน หรือตั้งใจเช่าเพื่อเอามาขายก็ไม่รู้ (เพราะราคาเช่า 10% ราคาขาย 20%) แต่น่าจะตั้งใจพอสมควรเพราะมีรอยแกะสติ๊กเกอร์บาร์โค้ดออกแล้ว และมีการฉีกแผ่นรองปก (ซึ่งน่าจะประทับตราร้าน) แต่แอดมินจำได้เพราะร้านนี้เขามีวิธีห่อปกที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากที่อื่น

คราวนี้มาเป็นสิบเล่มเลย วางปุ๊บแอดมินก็แกล้งถามว่า “หนังสือใคร” เด็กก็ตอบว่า “หนูซื้อมือสองมาอ่าน อ่านเสร็จก็เอามาขาย” แอดมินก็ถามชื่อน้องคนที่เอามาขาย แล้วโทรติดต่อพี่เจ้าของหนังสือเดี๋ยวนั้นเลย เชคว่าได้ขายหนังสือให้เด็กหรือเปล่า พี่เขาก็บอกว่าเปล่า ไม่เคยขาย พอเชคตามชื่อปรากฏว่าเด็กคนนี้เช่าหนังสือที่ร้านเขาแล้วไม่คืนมาเป็นเดือนแล้วและติดต่อไม่ได้

ในระหว่างที่แอดมินโทรคุยกับพี่อีกร้านหนึ่ง เด็กที่เอาหนังสือมาขายก็เกิดอาการนั่งไม่ติด แล้วขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์ หน้าร้าน จากนั้นก็ขี่รถออกไปไม่กลับมาอีกเลย ทิ้งหนังสือกองหนึ่งไว้ที่ร้าน…

เรื่องแบบนี้ถ้าถามว่าโกรธมั้ย ก็สมควรโกรธนะ อยากรู้สึกโกรธ อยากโวยวายใส่ อยากทำอะไรก็ได้ให้คนพวกนั้นรู้สึกว่าเขาทำผิดและทำให้เราไม่พอใจ แต่ก็ทำไม่เป็น เป็นคนอารมณ์ขึ้นยาก ต้องใช้เวลาบิ๊ว รู้สึกหดหู่และอนารถใจมากกว่า มองตามความเป็นจริงคนพวกนี้น่าสงสารนะ อยากได้เงินแค่น้อยนิด อยากได้หนังสือที่มีมูลค่าแค่น้อยนิด แต่ด้วยปัญญาที่มีอยู่น้อยนิด ก็คิดใช้สิ่งที่มีค่ามากมายเหลือเกินแลกเอามา โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วขาดทุนไปเท่าไร

หนังสือขโมยมา 1 เล่ม ขายได้เงินอย่างมาก 40 บาท (ซื้อไอติมยังไม่พอเลย) 

เงิน 40 บาท นี้ คนพวกนั้นต้องใช้อะไรแลกมาบ้าง…???

1. ศักดิ์ศรี และความเคารพศรัทธาในตนเอง (ประเมินค่าไม่ได้) ทันทีที่ทำความผิด เรารู้อยู่แก่ใจ ไม่ว่าจะมีใครรู้หรือไม่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ความรู้สึกต่ำต้อยและผิดบาปมันก็คงอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะทำความดีลบล้างยังไง ก็ไม่สามารถรู้สึกภูมิใจได้อย่างเต็มที่

2. เครดิต และความเชื่อถือ (ประเมินค่าไม่ได้) ธรรมชาติของคนไม่ชอบจดจำความดีของใครสักเท่าไหร่หรอก ต่อให้คุณทำความดีมาทั้งชีวิต การทำผิดครั้งเดียวก็ทำลายทุกอย่าง และแน่นอนว่า ความผิดครั้งนั้นจะถูกจดจำไปจนตาย มันไม่คุ้มกันหรอก

3. ความอับอาย แน่นอนคนทำความผิดถ้าถูกจับได้มันก็ต้องอายอยู่แล้ว ความรู้สึกอายมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ แทนที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสง่าผ่าเผยในทุก ๆ ที่ ก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ กลัวแต่จะถูกจำได้ ทั้งที่บางครั้งเจ้าทุกข์เขาก็ลืมไปตั้งนานละ แต่คนทำผิดก็ยังทุกข์อยู่

4. เสื่อมเสียถึงบุพการี เวลาที่ทำอะไรไม่ดี ไม่มีใครพูดว่า “ไอ่ลูกพ่อแม่สอนไม่จำ” มีแต่คนเขาพูดว่า “ไอ่ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน” ทั้งนั้นแหละ ยอมรับว่าแอดมินก็รู้สึกกับเด็กแบบนั้นเวลาที่เจอเด็กไม่ดี หรือคนไม่ดี แม้บางทีจะไม่อยากคิดแบบนั้นก็เถอะมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ และการทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกระทบมาถึงพ่อแม่ได้นั้นเป็นบาปหนัก ไม่ต้องอะไรหรอก แค่มีคนล้อชื่อพ่อแม่คุณยังโกรธเลย ชอบเหรอที่มีคนด่าไปถึงพ่อแม่?

5. คำสาปแช่ง เกลียดชัง เขาว่าความดีกับความชั่วนี้แปลก ไม่มีอะไรบดบังได้มิด คนดีเปล่งแสงได้ ธรรมดาแค่ไหนมักมีคนมองเห็น คนชั่วมันก็มีรัศมีดำมืดเครื่องประดับหรูหราไม่อาจทำให้สวยงามในสายตาของใครได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องของเหตุผล อีกส่วนหนึ่งเขาว่ามันเป็นผลจากคำชื่นชมหรือสาปแช่ง คงไม่มีใครอยากถูกด่า ถูกเกลียด การถูกด่า ถูกนินทา สาปแช่ง นอกจากจะทำให้ความไม่ดีของเราแพร่สะพัดออกไป มันยังเป็นอัปมงคลชีวิต ดึงให้เราตกต่ำอยู่เสมอ

6. วิบากกรรม เรื่องวิบากกรรมไม่ใช่เรื่องเหลวไหล มันมีเหตุมีผลในตัวของมัน ผู้ที่ชอบลักขโมย ฉ้อโกง ยักยอกของผู้อื่นจะได้รับวิบากกรรมคือ คนผู้นั้นจะหาความเจริญไม่ได้ ไม่มีความก้าวหน้าในชีวิต มีเหตุให้ต้องเสียทรัพย์อยู่เรื่อยไป ไม่ได้รับความไว้วางใจ พึ่งพาใครไม่ได้ และเป็นที่รังเกียจของคนอื่น

7. ความเสี่ยงที่จะได้ไปเกิดในนรก ถ้านรกมีจริง(ซึ่งมันมีจริง) ความเชื่อนี้ไม่บังคับมันอาจดูไร้สาระ แต่อยากให้ลองฟังดู เขาว่าคนที่ทำผิดศีลข้อสอง(ลักขโมย ยักยอก ฉ้อโกง ฯลฯ) หากทำเป็นนิสัยและทำอย่างตั้งใจ เมื่อตายไปจะได้ไปเกิดในนรกขุมที่เรียกว่ากาฬสุตตนรก ได้รับการทรมานคือผูกติดกับพื้นเหล็ก ใช้เส้นเหล็กดีดร่างให้แตกเป็นชิ้น ๆ แล้วเผาด้วยไฟนรก จากนั้นก็เกิดขึ้นมาใหม่เพราะกรรม ถูกชำแหละและถากด้วยขวานจนกว่าจะตายแล้วเกิดมาใหม่อยู่อย่างนี้เป็นเวลา 1,000 ปีนรก ซึ่ง 36 ล้านปีมนุษย์เท่ากับ 1 วันนรก (คิดเป็นเวลามนุษย์ก็ประมาณ 36 ล้านปี x 30 x 12 x 1000) นานจนเขียนเลขไม่ถูกเลยเนี่ย เพราะงั้นถึงมันจะมีอยู่จริงหรือไม่จริง ถ้าเป็นแอดมินจะไม่เสี่ยงเพื่อไปพิสูจน์ความจริงอย่างแน่นอน

บทความนี้จะว่าเขียนด้วยความโกรธแค้น เกลียดชังก็ไม่ใช่ แต่แอดมินเขียนขึ้นเพราะอยากเตือนสติมากกว่า ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ แต่เรื่องทั่ว ๆ ไปด้วย ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก บางครั้งหลาย ๆ อย่างมันก็บังคับให้เราโลภเกินตัว บีบให้เราหิวเงิน บีบให้เราเอาตัวรอดด้วยการเบียดเบียนคนอื่น แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อยากได้ ยิ่งมาก ๆ ได้ก็ยิ่งดี จนลืมคิดไปว่าบางทีมันไม่คุ้มนะ มันไม่คุ้มเลย กับสิ่งที่เราเอาไปแลกมา ก็จริงอยู่เงินมันสำคัญ ผลประโยชน์มันสำคัญ แต่ก็มีหลายอย่างที่สำคัญกว่า ตั้งสติให้ดี จัด priority ให้ดี

เงินหรือสิ่งใดก็ตามที่ต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งทุกอย่างดังที่กล่าวมานี้ พูดได้คำเดียว

“ไม่โง่จริง…ไม่กล้าแลก”

แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

3 Responses to “อัตราแลกเปลี่ยนของคนโง่”

  1. Hi.Tree.Ka says:

    อืม..ปัญหาร้านเช่าหนังสือนี่เยอะเหมือนกันเนอะ แล้วยิ่งถ้าเค้าเอาไปแบบที่เป็นหนังสือชุด แล้วเราไม่มีสำรอง มันเจ็บปวดอ่ะ เหมือนเราเพื่อนยืมไปแล้ว ทำหาย หรือฉีกขาด หรือ ชำรุด เปื้อนขนม น้ำหกใส่..มันเสียฟามรู้สึก หลัง ๆ เลยไม่ให้ยืม จะบอกว่าขี้เหนียว หรือ หวง ก็ไม่ว่ากัน

  2. Anonymous says:

    เคยคิดอยากจะเปิดร้านเช่าหนังสือเหมือนกันครับ แบบว่าชอบอ่านหนังสือ ถ้าเปิดร้านเช่าแล้วได้อยู่กับหนังสือทั้งวันน่าจะรู้สึกดี

    ไปดูร้านเช่าแถวบ้าน เห็นสภาพหนังสือที่ให้เช่าแล้ว …ถ้าเป็นหนังสือเรา คงรับไม่ได้

    //พับความฝัน เก็บไว้อ่านคนเดียวดีกว่า ตรู …

    แต่ที่เช่าแล้วเอามาขายคืนร้านนี่เพิ่งเคยได้ยินเนี่ยล่ะ ง่าวขนาด …

  3. Anonymous says:

    ไม่นึกเลยว่าการที่ใครสักคนทำผิดศีลข้อสองแค่ข้อเดียว จะต้องแลกด้วยอะไรมากมายขนาดนี้ ก่อนหน้านี้รู้แค่ว่ามันไม่ดีก็แค่นั้น แต่บทความนี้เราว่าใช้ได้กับการประพฤติผิด ประพฤติชั่วอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงได้ด้วยนะ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า