เงื่อนไขในการ”ทำร้าย”ผู้อื่น?!!

วันนี้มาเริ่มกันด้วยคำถามที่อาจจะฟังดูซาดิสม์ซักหน่อย
คุณคิดว่าตัวเองนั้นจะทรมานหรือฆ่าคนอื่นได้หรือไม่ หากมีคนซึ่งมีอำนาจสั่งให้ทำ?
ตอบ “ไม่” กันทันทีเลยใช่มั้ยเนี่ย? หึหึ…
หลายคนอาจคิดว่าทำไม่ได้หรอก ให้ตายเองซะยังดีกว่าให้ฆ่าคน และหลายคนอาจคิดว่ามันขึ้นอยู่กับเหตุผลและความจำเป็นด้วย หากมีมากพอก็อาจจะทำได้
[Stanley Milgram]

 

มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกมาก ไม่ใช่เพียงแค่แปลกในด้านโครงสร้างทางร่างกายและวิวัฒนาการทางสมองที่น่าอัศจรรย์ แต่แปลกในแง่ของอารมณ์และความรู้สึกด้วย มนุษย์นั้นมีความรู้สึกและความต้องการที่ซับซ้อนมาก จนบางครั้งเรายังไม่อาจทำความเข้าใจตนเองได้ด้วยซ้ำ

อะไรทำให้เรามีความซับซ้อนถึงเพียงนี้?

บางทีอาจเป็นเพราะการมีสติปัญญาสูง และความมีเหตุมีผลทำให้เราพยายามถีบตัวหนีจากความจริงของตนเอง ความจริงที่ว่า มนุษย์ก็เป็นสัตว์นักล่าประเภทหนึ่ง แม้จะไร้เขี้ยวเล็บ แต่การมีดวงตาบนระนาบเดียวกัน เป็นข้อยืนยันว่าเราถูกออกแบบมาให้เป็นนักล่าสุดเพอร์เฟ็กท์มานานแล้ว (สัตว์นักล่าจะมีตาทั้งสองมองตรงไปข้างหน้า  ทำให้มีความสามารถในการรับรู้มิติและกะระยะทางได้ดี ในขณะที่สัตว์ซึ่งมักตกเป็นเหยื่อหรือมีศัตรูทางธรรมชาติเยอะ จะมีตาอยู่ด้านข้างของใบหน้าสำหรับมองไปด้านข้างและด้านหลังเพื่อระวังภัย)

ความรู้สึกผิดบาปและอารยธรรมทำให้เราต่อต้านความรุนแรงและแน่นอนว่ามันก็เหมือนกับการต่อต้านสัญชาตญาณนักล่าในตัวเอง ซึ่งเรายังมีมันอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เรามีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับความรู้สึกอยู่มากมายทีเดียว

ไม่ต้องอะไรมาก สมมติว่า มีหนังเรื่องหนึ่งที่มีการโปรโมทเรื่องย่อว่า “เชิญพบกับโลกอันสงบสุข เต็มไปด้วยความสวยงามสงบสุข และจบลงอย่างสงบสุข” ทั้งเรื่องมีแต่ความสงบสุขไม่มีประเด็นอื่น หนังเรื่องนี้ไม่มีวันได้เกิดแน่นอน มนุษย์ต่อต้านความรุนแรง แต่ชอบดูหนังเกี่ยวกับหายนะ และการไล่ล่าฆ่าฟันแบบเลือดสาดแทบทุกคนแหละ เพราะมันให้ความรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ สะใจดี คนเรากลัวผีนะ แต่ชอบดูหนังสยองขวัญ ชอบอะไรเละ ๆ เทะ ๆ แต่ก็กลัวใช่มั้ยล่ะ ใครเคยดูคลิปอุบัติเหตุสยองมั่งยกมือขึ้น? (บางคนกลัวถึงขั้นปิดตาดูก็ยังอยากจะดูอีก)

หึ ๆ เราคือมนุษย์…สัตว์นักล่าที่เจ๋งที่สุดในโลก การไล่ล่าและความต้องการทำร้ายคือพฤติกรรมแฝงของเรา ถ้าพูดกันตามหลักศีลธรรมแล้วมันก็วิปริต แต่หากพูดถึงเรื่องธรรมชาติมันก็แค่สัญชาตญาณ แต่ก็แน่ล่ะ เราห่างไกลจากจุดนั้นมามากแล้ว

อย่างไรก็ตามยังคงมีผู้เชื่อว่าในบางเงื่อนไขคนเรา(บางคน)อาจ “ฆ่า” คนแปลกหน้าที่ไม่ได้มีความแค้นต่อกันได้โดยไม่ลังเลเลย และเป็นที่น่าแปลกใจว่าเงื่อนไขเหล่านั้นน้อยและง่ายกว่าที่เราคิด

1. เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกัน
2. คิดว่าไม่ใช่ความผิดของตน
3. เชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็น

มีการทดลองหนึ่ง จัดทำขึ้นเมื่อนานมาแล้ว( กรกฎาคม 1960) แต่น่าสนใจมากทีเดียว เป็นการทดลองของนักจิตวิทยาสังคมนามว่า สแตนลีย์ มิลแกรม(Stanley Milgram) ที่ต้องการพิสูจน์ให้ได้ในสมมติฐานที่ว่า “คนเราทุกคนเต็มใจที่จะทรมานผู้อื่น หากมีผู้สั่งให้เขาทำ”
แต่นั่นจะดูเป็นหัวข้อการทดลองที่วิปริตไปหน่อย มันจึงอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า “คนเราจะทำทุกอย่างตามผู้ที่สวมชุดฟอร์มของนักวิทยาศาสตร์” อันที่จริงเราก็มีแนวโน้มที่จะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว เช่น เราจะเชื่อฟังมากขึ้นเมื่อถูกสั่งโดยคนที่สวมชุดแพทย์ หรือ ตำรวจ ฯลฯ
การทดลองของมิลแกรมนั้นค่อนข้างบ้าบิ่น เราต้องการทราบให้ได้ว่าคนเราจะยินดีทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจจนถึงขั้นใด หากผู้นั่นสั่งให้ทำร้ายผู้อื่น เราจัดทำการทดลองด้วยการประกาศรับอาสาสมัครเข้าร่วมทดลอง โดยหลอกว่ามันเป็นการทดลองเกี่ยวกับอิทธิพลของการลงโทษที่มีผลต่อการเรียนรู้ และสัญญาจะจ่ายค่าเสียเวลาชั่วโมงละ 4 เหรียญสำหรับอาสาสมัครทุกคน
มีผู้มาลงชื่อสมัครจำนวนหนึ่ง มิลแกรมเริ่มแผนการทดลองโดยการแบ่งกลุ่มอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งกำหนดให้เป็นครู อีกกลุ่มกำหนดให้เป็นนักเรียน ซึ่งอันที่จริงเขาวางแผนไว้ว่าอาสาสมัครทุกคนจะต้องเป็นครู ส่วนฝ่ายนักเรียนนั้นเป็นผู้ช่วยของเขาเองซึ่งทำทีเป็นอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองเช่นกัน
ขั้นตอนการทดลองของมิลแกรมทำโดยให้ผู้ช่วยของเขาที่เล่นบทนักเรียนถูกมัดติดกับเก้าอี้ในห้องหนึ่งโดยมีขั้วไฟฟ้าติดที่ตัว แล้วให้อาสาสมัครที่เล่นบทครูนั่งอยู่อีกห้องหนึ่งซึ่งมีแผงควบคุม มีสวิตช์แสดงกระแสไฟฟ้าในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ 15-450 โวลต์ และมีป้ายระบุความรุนแรงของกระแสไฟฟ้าที่มีผลต่อมนุษย์ เช่น “ช็อกอ่อน ๆ” จนถึง “อันตรายถึงชีวิต” จากนั้นหัวหน้าโครงการทดลองจะสั่งให้ผู้เล่นบทครูถามคำถามที่กำหนดไว้แก่นักเรียน หากนักเรียนตอบผิด ก็ให้ทำโทษโดยการใช้กระแสไฟฟ้าช็อต โดยครูจะต้องเพิ่มกระแสไฟฟ้าเข้าไปทุกครั้งที่นักเรียนตอบผิด
ในการทดลองครูและนักเรียนนั้นอยู่คนละห้องกัน แต่ครูจะได้ยินเสียงนักเรียนร้องแสดงความเจ็บปวดได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้ที่รับบทนักเรียน(แท้จริงเป็นผู้ช่วย) นั้นไม่ได้ถูกไฟฟ้าช็อตจริง ๆ แต่แสร้งทำเป็นได้รับความเจ็บปวดจากไฟฟ้า รวมทั้งพยายามขอร้องให้ครูหยุดการช็อตไฟฟ้า และเมื่อคาดว่ากระแสไฟฟ้าที่ส่งมานั้นเริ่มจะสูง เขาก็จะกระแทกตัวกับโต๊ะ ผนังห้อง ร้องครวญคราง ขอความช่วยเหลือ จนในที่สุดก็แสร้งทำเป็นหมดสติไป
ระหว่างการทดลอง หากครูเกิดความลังเลที่จะลงโทษนักเรียน หัวหน้าโครงการก็จะพูดกระตุ้นให้ครูลงโทษต่อไป และหากครูไม่ยอมทำก็จะยุติการทดลองและเรียกคนใหม่เข้ามา แต่หากครูยอมปล่อยกระแสไฟฟ้าต่อไปเรื่อย ๆ การทดลองก็จะดำเนินต่อไปจนกระทั่งกระแสไฟฟ้าสูง 450 โวลต์ถูกส่งเข้าไปในตัวของนักเรียน ซึ่งนั่นหมายถึงอันตรายถึงชีวิต
ไม่น่าเชื่อเลยว่า หัวหน้าโครงการสามารถพูดกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมการทดลอง “ทุกคน” ส่งกระแสไฟฟ้าไปที่นักเรียนได้สูงถึง 300 โวลต์ และมีถึง 65% ของผู้เข้าร่วมทดลองพร้อมที่จะเพิ่มกระแสไฟฟ้าไปเรื่อย ๆ จนถึง 450 โวลต์ ไม่ว่านักเรียนจะวิงวอนร้องขอความกรุณาเพียงใดก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็จะเมินเฉย และไม่มีความลังเลใจใด ๆ เลยที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าโครงการทดลอง โดยถือว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นและมันไม่ใช่ความผิดของเขาหากจะมีใครสักคนตายไป บางคนถึงกับแสดงความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลการทดลองนี้แสดงออกมาในแง่ของการสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า คนเรายินดีที่จะทรมานผู้อื่นถ้ารู้สึกว่านั่นไม่ใช่ความผิดของตน และมีแนวโน้มที่จะทำอะไรกับผู้อื่นก็ตามเมื่อถูกสั่งให้ทำ โดยที่ผู้สั่งอยู่ในเครื่องแบบที่มีอำนาจพอที่จะทำให้เขาไม่ต้องรับผิด แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องน่ายินดีหรือเปล่าที่รู้ความจริงในข้อนี้…

 

แอดมิน
http://psychology.about.com/od/historyofpsychology/a/milgram.htm

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

3 Responses to “เงื่อนไขในการ”ทำร้าย”ผู้อื่น?!!”

  1. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ

  2. Benz says:

    เหมือนเคยอ่านเรื่องคล้ายๆอย่างการทดลองนี้มาก่อน แต่เป็นการทดลองชื่อ stanford prison experiment ครับ เป็นการทดลองที่เอาเด็กนักเรียนมาสองกลุ่ม กลุ่มนึงให้เป็นผู้คุม อีกกลุ่มให้เป็นนักโทษ แล้วให้อยู่ในห้องทดลองที่จัดฉากให้คล้ายๆห้องขังเพื่อดูพฤติกรรมของนักศึกษา

    ตอนจบคือกลุ่มผู้คุมจะเริ่มแสดงอำนาจเพื่อที่จะรังแกกลุ่มนักโทษให้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าเป้นแค่นักศึกษา ไม่ใช่ผู้คุมหรือนักโทษจริงๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าฝ่ายที่ถืออำนาจจะอินกับบทบาทไปหน่อย จนกระทั่งต้องหยุดการทดลองนี้กลางคันเลยทีเดียว

    ใครสนใจลอง search หาดูครับ สนุกไม่แพ้ในบทความนี้เลย …

  3. ขอบคุณมากค่ะ เคยอ่านเหมือนกัน น่าสนุกมากเลยค่ะ เอาไว้จะเอามาลง indepencil มั่ง ทำให้นึกถึงคำพูดของยมฑูตในเรื่อง death note ที่ว่า “มนุษย์นี่น่าสนุกจริง ๆ เลย”

    ถ้าแอดมินเป็นมนุษย์ต่างดาว คงจะสนุกอยู่กับการจับมนุษย์ไปทดลองแน่ ๆ อิอิ ^^

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า