เจ้าชายน้อยในหอคอยนองเลือด

เจ้าชายน้อยในหอคอยนองเลือด
 
ในคืนหนึ่ง ทหารยามผู้ต้องเฝ้ายามที่หอคอยลอนดอนได้รายงานว่า พบเห็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดคือ ที่ส่วนบันไดวนของหอคอย ได้เห็นเงาดำคล้ายคนสองคน กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาด้วยกัน และมีเสียงเล็ก ๆ หัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง แต่เพ่งมองเท่าใดก็ไม่เห็นร่างเสียที จนกระทั่งเงานั้นผ่านตัวเขาไป
 
ทหารยามรายงานว่า เงาทั้งสองคล้ายเด็กสองคนเดินจูงมือมาด้วยกัน ลงบันไดแล้วลอยผ่านหน้าเขาไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ในปูมของทหารเวรรักษาการณ์ประจำหอคอย และหอคอยดังกล่าวนั้นคือ “หอนองเลือด (Bloody Tower)” ซึ่งเคยเป็นที่คุมขังเจ้าชายวัยเยาว์สองพระองค์

 
[พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่5 หรือ เอ็ดเวิร์ดน้อย]
 
 
ต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าย้อนถึงเจ้าชายผู้อาภัพแห่งอังกฤษ…
 
ในสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่4 ทรงเป็นราชาธิราชครองอังกฤษ ซึ่งมีพระอนุชาริชาร์ดตำรงตำแหน่งเป็นดยุคแห่งกลอสเตอร์ ช่วงนั้นพระราชบัลลังก์กำลังสั่นคลอนด้วยศัตรูรอบด้าน ทั้งพระอนุชาก็ยังพยายามบ่อนทำลายพี่ชายด้วยการไปเข้ากับอดีตกษัตริย์เฮนรี่ที่6 อย่างเงียบ ๆ
 
สงครามกลางเมืองระเบิดขึ้น และดูเหมือนฝ่ายกบฏจะได้เปรียบ ครั้นแล้วสมเด็กพระราชินีเอลิซาเบธผู้กำลังทรงพระครรภ์ก็ได้ให้กำเนิดเจ้าชายน้อยขึ้นมา นามว่า เอ็ดเวิร์ดน้อย
 
การถือกำเนิดแห่งองค์รัชทายาทนี้ทำให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงมีกำลังใจฮึกเหิมเข้มแข็งขึ้น จนสามารถพลิกสถานการณ์ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำกลับสู่ชัยชนะได้ ทั้งพระอนุชาก็กลับมาสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ดังเดิม จากนั้นพระราชินีก็ได้ให้กำเนิดโอรสองค์ที่สองนามว่าริชาร์ด ตามพระปิตุลาโดยได้ดำรงค์ตำแหน่งดยุคแห่งยอร์ค
 
บ้านเมืองกำลังจะเข้าสู่ภาวะสงบสุขอยู่แล้ว แต่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้ตรากตรำในการศึกมาช้านานกลับล้มป่วยและสวรรคตลง ซึ่งขณะนั้นเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดน้อย(พระชนมายุ 12 พรรษา) พำนักอยู่ที่พระตำหนักลัดโลว์ และพระอนุชาริชาร์ด(พระชนมายุ?9 พรรษา) อยู่กับพระมารดาอีกที่หนึ่ง
 
[สมเด็จพระปิตุลา ผู้เสวยราชเป็นพระเจ้าริชาร์ดที่3]
 
 
ครั้นเมื่อพระราชาสวรรคต เอ็ดเวิร์ดน้อยจึงถูกเชิญเสด็จกลับมารับราชบัลลังก์ ตามพินัยกรรมที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงร่างไว้ โดยพระปิตุลาริชาร์ดเป็นผู้ไปรับเสด็จ
 
เมื่อเข้าถึงเขตกรุงลอนดอน ริชาร์ดดยุคแห่งกลอสเตอร์ก็แสดงละคร โดยลงจากหลังม้าประจำตัวแล้วออกเดินเยี่ยงคนจูงม้าอยู่เคียงข้างพระราชาน้อย ให้พระชาชนเห็นว่าเขามีความจงรักภักดีอย่างสูงสุด แต่เมื่อเข้ากำแพงวัง เขากลับนำเอ็ดเวิร์ดน้อยไปพักที่หอคอยซึ่งดูเหมือนจัดเตรียมไว้ต้อนรับนักโทษมากกว่าราชา
 
จากนั้นเขาในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนจนกว่าเอ็ดเวิร์ดน้อยจะบรรลุนิติภาวะ เขาได้หาเรื่องกล่าวหาพระราชีนีเอลิซาเบธว่าเป็นราชีนีที่ไม่ต้องตามกฎหมาย เพราะขณะที่ทรงอภิเษกกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่4 นั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงมีพระชายาอยู่ก่อนแล้ว ทำให้การอภิเษกนั้นเป็นโมฆะ ซึ่งหมายความว่าเอ็ดเวิร์ดน้อยไม่สมควรได้ราชบัลลังก์
 
[เอ็ดเวิร์ดน้อย และพระอนุชาริชาร์ดดยุคแห่งยอร์ค ณ หอนองเลือด กำลังอยู่ในภาวะหวาดกลัว เมื่อสิ้นพระราชบิดาแล้วจึงตกอยู่ในอุ้งมือของพระปิตุลาผู้ชั่วร้าย]
 
 
เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้นแล้วเขาจึงใช้อำนาจในการคุมขังพระราชาองค์น้อยไว้ในหอคอย แลัวให้ทหารไปเชิญเสด็จพระอนุชาริชาร์ดดยุคแห่งยอร์คมาคุมขังไว้ด้วยกัน ยังความโศกเศร้าแทบขาดใจแก่พระราชินีเอลิซาเบธ
 
จากนั้นริชาร์ดผู้เป็นพระปิตุลาก็ได้ครองบัลลังก์แทนพระนัดดาอย่างเต็มตัว ทรงสั่งฆ่าทุกคนที่พยายามช่วยเหลือพระกุมารทั้งสอง แต่เนื่องด้วยยังมีผู้จงรักภักดีต่อเอ็ดเวิร์ดน้อยอยู่มาก พระองค์จึงตัดสินใจกำจัดพระนัดดาแท้ ๆ ทั้งสองของตนเอง
 
ด้านพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดน้อยและพระอนุชา เมื่อถูกคุมขังดังนั้นก็ได้รับความทุกข์ทรมานพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ต่างคอยเฝ้าปลอบประโลมกันและกัน โดยทั้งสองพระองค์จะไม่อยู่ห่างกันเลย ทรงตระกองกอดกันคล้ายจะช่วยป้องกันภัยให้กันและกันตลอดเวลา โดยเฉพาะพระองค์พี่ เมื่อรู้ว่าถูกชิงบัลลังก์เสียแล้วก็เหมือนจะรู้ชะตากรรมของตนเอง…
 
[เอ็ดเวิร์ดน้อยและอนุชาถูกคุมขังไว้ในห้องบนหอนองเลือด กำลังปลอบใจกันและกัน]
 
 
จากนั้นไม่นานก็ไม่มีใครพบเห็นเจ้าชายน้อยทั้งสองอีกเลย ทุกคนต่างสัญนิษฐานว่าทั้งสองพระองค์ถูกปลงพระชนม์เสียแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของทั้งสองเป็นเช่นไร แต่กระแสที่น่าเชื่อถือมากที่สุดมาจากท่านเชอร์ โทมัส มอร์ ที่ได้บันทึกไว้ว่า พระกุมารทั้งสองจบชีวิตลงจากการขาดกากาศหายใจอย่างทรมาน ซึ่งกระทำโดยเพชฌฆาตใช้พระเขนยกดโดยแรงจนสิ้นพระชนม์อยู่เคียงกันในยามค่ำคืน แล้วนำพระศพใส่โลงอย่างหยาบ ๆ ฝังไว้ใต้ฐานบัยไดแห่งวิหารนักบุญจอห์น พร้อมโบกปูนทับอย่างแน่นหนา
 
[ภาพวาดฉากสังหารพระกุมารน้อย]
 
 
อย่างไรก็ตาม บัลลังก์ที่แย่งชิงมาจากผู้บริสุทธิ์ มิได้อยู่นานอย่างที่คิด เมื่อกองทัพกษัตริย์เก่าอย่างพระเจ้าเฮนรี่ที่6 ได้กรีธามาประชิดเมือง ศึกชิงบัลลังก์ก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยริชาร์ดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ (สงครามครั้งนั้นถูกเรียกว่าสงครามดอกกุหลาบ เพราะแต่ละฝ่ายใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบต่างสีกัน ที่ทุ่งบอสเวิร์ธ) ด้วยไม่มีแม่ทัพนายกองคนใดพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างบุคคลทรยศและโหดร้ายเยี่ยงเขาอีกต่อไป ศพที่เปลือยเปล่าของริชาร์ดถูกม้าลากประจานไปทั่วทั้งเมือง จากนั้นก็ไม่มีใครพบศพอีกเลย คาดว่าอาจจะถูกโยนทิ้งแม่น้ำซอร์ หรือฝังไว้ในที่ซึ่งปัจจุบันเป็นลานจอดรถที่เลสเตอร์…
 
[สงครามชิงบัลลังก์ระหว่างพระเจ้าราร์ดที่3 และพระเจ้าเฮนรี่ ที่บอสเวิร์ธ]
 
 
จากนั้นพระเจ้าเฮนรี่ก็ขึ้นครองบัลลังก์อีกครั้ง โดยอภิเษกกับราชินีเอลิซาเบธแห่งยอร์ค ปิดศึกสงครามอันยาวนานของทั้งสองฝ่ายลง และให้กำเนิดกุหลาบดอกใหม่ซึ่งเป็นริ้วแดงสลับขาวนามว่า “กุหลาบทิวดอร์”
 
ต่อมาอีก 200 ปี ให้หลัง หอคอยนองเลือดนี้ได้ถูกปัดฝุ่นขึ้นใหม่ เพราะเก่าแก่เกินไป จึงมีการบูรณะซ่อมแซม ในระหว่างการบูรณะนั้น ช่างซ่อมได้พบห้องลับที่มีทางเข้าเล็ก ๆ บริเวณฐานบันไดเวียน เมื่อเข้าไปพบว่ามีหีบไม้ซ่อนอยู่ จึงนำมาเปิดดู พบโครงกระดูกสองร่างขาวโพลนนอนอยู่เคียงกัน เมื่อนำไปพิสูจน์ด้วยวิธีการแบบสมัยใหม่แล้วก็พบว่า โครงกระดูกทั้งสองเป็นของเจ้าชายน้อยทั้งสองพระองค์นั่นเอง…
 
[สัญลักษณ์กุหลาบทิวดอร์]
 
 
เป็นการปิดฉากข้อสงสัยในการหายตัวไปของเจ้าชายทั้งสองอย่างสิ้นเชิง และชื่อของฆาตกรจะถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ไปชั่วกาล หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้พบเห็นวิญญาณของเจ้าชายน้อยอีกเลย…
 
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “เจ้าชายน้อยในหอคอยนองเลือด”

  1. jew says:

    ได้ควรรู้มากมาย

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า