เดินทางไปตามหามนุษย์ต่างดาวกันเถอะ

หลายสิบปีที่ผ่านมานี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเยอะจริง ๆ ทั้งเรื่องที่มีคนอ้างว่าเห็น UFO เห็นมนุษย์ต่างดาว โดนลักพาตัว เจอปรากฏการณ์ประหลาด ภาพถ่ายสัตว์ประหลาด ภาพถ่ายที่อ้างว่าหลุดออกมาจากองค์กรลับนู่นนี่นั่น รวมทั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณที่อาจได้มาจากสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญานอกโลก

 

ถ้าถามว่าแอดมินเชื่อเรื่องมนุษย์ต่าวดาวรึเปล่า ก็ตอบเลยว่าเชื่อ…เชื่อว่ามีจริง และเชื่อมากด้วย แต่สำหรับเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่ชาวโลกเล่าขานกันนั้น แอดมินให้ความเชื่อถือไม่เกิน 50% อย่างมากสุดนะ เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวทุกเรื่องมักจะต้องลงท้ายว่า… “จากนั้นเรื่องก็เงียบไป เพราะรัฐบาลพยายามปิดบังเรื่องนี้” แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นปริศนาต่อไป…

 

หากแอดมินเป็นรัฐบาลของประเทศไหนก็ตามที่สามารถพิสูจน์ว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ไม่ว่าจะด้วยการยิงมันตกลงมา บังเอิญเจอ หรืออะไรก็แล้วแต่ แอดมินคงจะรีบประกาศทันทีก่อนที่ประเทศอื่นจะชิงตัดหน้า (ยิ่งเป็นจ้าวแห่งไซไฟอย่างสหรัฐฯ คิดหรือว่าถ้ามีหลักฐานเพียงพอเค้าจะปกปิดเรื่องแบบนี้เอาไว้?) หรือถ้าจะปกปิดเพราะกลัวประชาชนแตกตื่นยิ่งฟังไม่ขึ้นเลย เพราะไม่ว่าจะยังไงประชาชนก็แตกตื่นกันไปเรียบร้อยแล้ว และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีประเด็นที่สำคัญกว่านั้นซ่อนอยู่และต้องการจะปิดบังจริง ๆ ก็ถือว่าเขาทำงานนี้ได้ดีกว่างานอื่น ๆ มาก

 

สรุปว่าแอดมินเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่เรื่องที่มนุษย์ต่างดาวมาเที่ยวโลกเราบ่อย ๆ นั้น แอดมินให้แค่ 50:50 ก็แล้วกัน จะว่าไม่เชื่อเลยก็ไม่ได้ เพราะบางเรื่องมันก็น่าเชื่อจริง ๆ แต่หากเราเป็นมนุษย์ต่างดาว เราจะลงทุนมหาศาลเพื่อเดินทางข้ามจักรวาลไปลักพาตัวหรือแอบดูชาวโลกนิด ๆ หน่อย ๆ หรือเปล่า?

 

นักวิทยาศาสตร์มีโครงการมากมายในการเสาะหาเพื่อนร่วมจักรวาล การส่งยานไปสำรวจดาวอังคารก็เป็นหนึ่งในนั้น เราคอยฟังเสียงจากอวกาศมามากกว่า 40 ปีแล้ว เผื่อว่าจะมีสัญญาณที่มนุษย์ต่างดาวส่งมา แต่เราก็ยังไม่เคยได้รับการติดต่อ ไม่เคยแม้แต่พบสัตว์เซลล์เดียวนอกโลกด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราทำได้นั้นมันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับจักรวาลที่ใหญ่มาก พวกเขาอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้

 

สัญญาณว้าว! (WOW! Signal)

 

 

 

เราคอยฟังเสียงจักรวาลโดยการแสกนท้องฟ้าขณะที่โลกหมุน และมีอยู่ครั้งหนึ่ง…ครั้งเดียวเท่านั้น ที่กล้องโทรทรรศน์วิทยุจับสัญญาณปริศนาจากอวกาศได้ วันนั้นเป็นวันที่ 15 (ต่อกับวันที่ 16) สิงหาคม ค.ศ.1977 กล้องสัญญาณโทรทรรศน์วิทยุจากโอไฮโอจับสัญญาณประหลาดได้ มันเป็นสัญญาณคลื่นวิทยุที่คงที่ แตกต่างจากคลื่นวิทยุอื่น ๆ ในจักรวาล คล้ายเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากดาวอื่นอย่างตั้งใจ คอมพิวเตอร์บันทึกสัญญาณเป็นตัวอักษรและตัวเลข 6 ตัว (6EQUJ5) มันเด่นชัดมากจนนักดาราศาสตร์ที่ตรวจพบนามว่า เจอร์รี อาร์. เอฮ์แมน เขียนคำหนึ่งคำบนมุมกระดาษว่า…ว้าว! (WOW!) มันจึงถูกเรียกว่าสัญญาณ “ว้าว!” จากนั้นมีการตรวจสอบสัญญาณหย่อมเดิมอีกหลายรอบ แต่สัญญาณนั้นจางหายไป ไม่พบอะไรอีกเลย และนั่นเป็นครั้งเดียวจริง ๆ ที่เราพบสิ่งประหลาดจากการฟังเสียงอวกาศ

 

 

เหตุการณ์นี้ทำให้เราตระหนักว่า การติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผ่านคลื่นวิทยุนั้นทำได้ยากมาก เพราะจักรวาลมีขนาดใหญ่เกินไป ข้อมูลต้องใช้เวลานานมากในการเดินทาง สัญญาณ WOW! มาจากดวงดาวที่ห่างออกไป 200 ปีแสง ดังนั้นมันต้องใช้เวลา 200 ปีกว่าจะมาถึงเรา และถึงแม้เราจะได้รับสัญญาณนั้น และแปลความหมายออกมาได้ แล้วรีบส่งสัญญาณตอบกลับไปทันที กว่ามนุษย์ต่างดาวจะได้รับก็ต้องใช้เวลาอีก 200 ปี เป็นไปได้มากว่าพวกเขาคงจะลืมไปแล้วว่าส่งอะไรมา และเลิกรอตำตอบไปนานแล้ว หรือที่แย่กว่านั้น ณ วันที่เราได้รับข้อความ ดาวดวงดังกล่าวอาจจะระเบิดตัวเองไปเรียบร้อยแล้วก็ได้ เพราะถ้าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเช่นเดียวกับเรา นั่นก็อาจหมายความว่าเผ่าพันธุ์ของพวกเขาน่าจะดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก ความฉลาดมาพร้อมกับความซุกซนเสมอ (ทันทีที่ค้นพบสมการ E = mc กำลัง 2  แล้วก็ ตู้มมมม!!! หายวับไปเลย หรืออะไรทำนองนั้นแหละ)

 

มันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน…
 

 

 

โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ 1 ใน 8 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งก็ไม่ได้ฟังดูพิเศษอะไรมากมาย เพราะโลกเป็นเพียงหนึ่งในสองพันล้านดวงในเกลียวขนาดใหญ่ของแกแล็กซี่ทางช้างเผือก และทางช้างเผือกก็เป็นเพียงห้วงเล็ก ๆ ในมหาสมุทรจักรวาล เป็นหนึ่งในแสนล้านแกแล็กซี่(หรือมากกว่านั้น) ที่ก่อตัวเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่แผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทาง มันจึงยากที่จะเชื่อว่ามีแค่พวกเราจริง ๆ

 

มนุษย์ต่างดาวที่อยู่ไกลออกไปควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรนั้นมีความเป็นไปได้อย่างไม่จำกัดเลยทีเดียว มันอาจเป็นเพียงเมือกสีเขียว หรือสัตว์ชั้นสูง หรือผู้ที่มีอารยธรรมที่ทันสมัยเหมือนในหนังวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะเป็นอะไรก็ได้ มันอาจหน้าตาประหลาดจนเราไม่คิดว่ามันจะเป็นสิ่งมีชีวิตได้ และมันอาจจะอาศัยอยู่ตรงไหนของดวงดาวก็ได้ แม้แต่ใจกลางของดวงดาว หรืออาจเป็นเมฆฝุ่นที่ลอยอยู่ในจักรวาล อาจมีชีวิตยืนยาว หรือเกิดและตายเพียงชั่วพริบตา เรียกได้ว่าไม่มีจินตนาการไหนจะมากเกินไปเลย

 

และถ้าสมมติว่าเราสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ในจักรวาลเพื่อตามหามนุษย์ต่างดาว มันก็ยังเป็นเรื่องไม่ง่ายอยู่ดี การมองหามนุษย์ต่างดาวนั้น เราต้องรู้ก่อนว่าเราควรจะมองหาอะไรและหาที่ไหน ซึ่งข้อมูลที่เราต้องการอาจจะอยู่บนโลกของเราแล้วก็ได้ หากกฎของฟิสิกส์มีความเหมือนกันในทุก ๆ ที่ กฎของชีวิตก็น่าจะมีความเหมือนกันด้วย แม้อาจจะแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด แต่เราอาจใช้สิ่งมีชีวิตบนโลกเป็นคู่มือตามหามนุษย์ต่างดาว เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกต้องการอะไร สิ่งมีชีวิตนอกโลกก็น่าจะต้องการปัจจัยไม่ต่างกันมากนัก

 

ออกเดินทางด้วยยานอวกาศแห่งความคิด
 

 

วันนี้เราจะไปตามหามนุษย์ต่างดาวกันนะ ยานอวกาศก็พร้อมแล้ว แต่ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าที่ไหนบ้างที่น่าจะมีมนุษย์ต่าวดาว ดังนั้นเรามาพิจารณากันไปเป็นข้อ ๆ โดยเอาสิ่งมีชีวิตบนโลกเป็นเกณฑ์ก่อนก็แล้วกัน เพราะมันใกล้ตัวเรามากที่สุด แต่เชื่อไหมว่า แม้แต่สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่ามันเกิดขึ้นมายังไง

 

 

สิ่งที่จุดชนวนชีวิตบนโลกนั้นยังเป็นปริศนา มันมีหลายทฤษฎี แต่ที่เชื่อถือกันมากมีเพียง 2 ทฤษฎี นั่นคือ…

 

1. สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นโดยบังเอิญจากแหล่งน้ำซึ่งมีโมเลกุลของกรดอะมิโน เกิดการปะทะและรวมตัวกันจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่แห่งชีวิต

 

2. ชีวิตอาจถือกำเนิดจากที่ไหนสักแห่งแล้วแพร่จากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งโดยดาวเคราะห์น้อยและอุกกาบาต หินเหล่านั้นอาจมีสิ่งมีชีวิตที่ทนต่อสภาวะสุดขั้วได้แช่แข็งอยู่ในนั้น และดาวเคราะห์น้อยก็พาสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไปสู่โลกอื่น

 

แต่ก็ช่างมันเถอะ…มันไม่สำคัญว่าทฤษฎีไหนถูกต้อง เพราะเมื่อชีวิตเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่แน่นอนที่เรารู้ก็คือมันจะต้องมีกฎของการอยู่รอด สิ่งต่าง ๆ อาจมีกฎของตนเอง ที่แน่ ๆ มันต้องอาศัยแหล่งพลังงานหรืออาหาร เมื่อมีอาหาร มีพลังงาน มันก็จะคัดลอกตัวเองเพื่อทดแทนสิ่งที่ตายไป ในที่สุดก็จะเกิดเป็นวิวัฒนาการ เกิดเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้หลากหลาย เพราะงั้นถ้าจะหามนุษย์ต่างดาว หน้าที่ของเราคือ ต้องตามหาสถานที่ซึ่งจุลินทรีย์สามารถหาอาหาร แบ่งตัว และเติบโตได้

 

โกลดิล็อกโซน (Goldilocks Zone)

 

เรารู้มาว่าสิ่งมีชีวิตต้องอาศัยปัจจัยอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือ “น้ำ”

 

 

ดูเหมือนน้ำจะเป็นกุญแจไปสู่ทุกรูปแบบของชีวิต ที่ใดมีน้ำ อาจจะหมายถึงมีมนุษย์ต่างดาวอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้ และโชคดีจริง ๆ ที่ น้ำเป็นสิ่งที่มีอยู่เกลื่อนจักรวาลไปหมด แต่มักอยู่ในรูปแบบผลึกน้ำแข็งหรือก๊าซ การหาน้ำที่เป็นของเหลวจะต้องหาสถานที่ ๆ มีอุณภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อน ไม่หนาว จนเกินไป โซนดังกล่าวเรียกว่า โกลดิล็อกโซน (ชื่อนี้มาจากนิทานเรื่องหนูน้อยผมทองกับหมีสามตัว หมายถึง โซนที่ “just right!” หรือ “เป๊ะเลย!”) ในกาแล็กซีของเรามีดาวเคราะห์อยู่สองดวงเท่านั้นที่อยู่ในโซนนี้ คือ โลก และ ดาวอังคาร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมดาวอังคารจึงเป็นดาวที่ได้รับความสนใจมากนัก เราค้นพบเกลือที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ในน้ำ และจากภาพถ่ายดาวเทียม เราพบร่อยรอยการไหลหรือกัดเซาะของน้ำบนพื้นผิว มันอาจยังมีความชื้นอยู่ภายใต้พื้นผิวดาวอังคาร ที่อาจจะสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้

 

เอเลี่ยนอาจจะอยู่ในดาวยูโรปาก็ได้ (Europa)
 

 

 

แต่ถ้าดาวอังคารไม่มีน้ำเลยสักหยดเดียว มันก็คงไม่เสียเวลาเท่าไหร่ถ้าเราจะแวะไปที่ยูโรปา ซึ่งเป็นหนึ่งในดวงจันทร์(บริวาร)ของดาวพฤหัส ถึงจะไม่ได้อยู่ในโกลดิล็อกโซน แต่มันก็อยู่ห่างจากดาวอังคารไปแค่ 30 ล้านไมล์เท่านั้นเอง และที่นั่นก็น่าจะมีน้ำในสถานะของเหลวก็ได้นะ

 

ยูโรปา เป็นดาวที่เล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 2000 ไมล์ และเย็นมากถึง -260 องศา พื้นผิวปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งที่อาจหนาถึง 15 ไมล์ แต่เนื่องจากมันโคจรรอบดาวพฤหัส โดยมีวงโคจรเป็นรูปไข่ การโคจร 1 รอบใช้เวลา 3.6 วัน

 

 

ถึงแม้จะเป็นดาวเคราะห์น้ำแข็ง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็คาดว่ามันอาจจะมีน้ำที่เป็นของเหลวอยู่ภายใน เพราะแรงดึงดูดจากดาวพฤหัสที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทำให้มันยืดและหดเหมือนถูกนวด ทำให้แกนกลางของมันอาจมีความร้อนเพียงพอที่จะละลายน้ำแข็งภายใต้พื้นผิวให้เป็นของเหลว และถูกปกป้องจากสภาวะสุญญากาศภายนอกด้วยชั้นน้ำแข็งหนา สิ่งมีชีวิตอาจเกิดขึ้นภายในนั้น ใช้ชีวิตอย่างลึกลับอยู่ในโลกอันมืดมิด พวกมันอาจมีรูปร่างและว่ายน้ำคล้ายสัตว์ทะเลบนโลกของเรา อาจมีตัวที่เรืองแสงช่วยในการมองเห็นกันและกันและหาอาหารเหมือนกับสัตว์ทะเลน้ำลึก พวกมันคงไม่รู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร คงไม่สงสัยเรื่องจักรวาลอันกว้างใหญ่ และหากมีอยู่จริงการจะเสาะหาพวกมันอาจทำได้ยากมาก หรือการที่พวกมันจะวิวัฒนาการจนติดต่อกับเราได้ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานเลยทีเดียว

 

ลืมเรื่องบ้า ๆ รอบตัวซะ…แล้วออกไปเดินเล่นข้างนอกกันเถอะ!
 

 

ก็นั่นแหละ ถ้าคิดถึงว่าเราจะไปไหนก็ได้ในจักรวาล ทางช้างเผือกของเราก็ดูเล็กลงไปทันทีเลย มีดาวไม่กี่ดวงเท่านั้นเองที่น่าจะมีชีวิต เพราะงั้นเราเดินทางออกนอกแกแล็กซี่กันดีกว่า เพื่อไปตามหามนุษย์ต่างดาวในมุมมองที่กว้างกว่าเดิม ออกสู่ความกว้างใหญ่ไพศาลที่ไกลออกไปมาก ๆ…

 

ในจักรวาลข้างนอกนั้นมีดวงดาวอยู่มากมาย เราไม่อาจรู้เลยว่ามีดาวฤกษ์ที่เหมือนดวงอาทิตย์อยู่เท่าไร และมีดาวเคราะห์อยู่เท่าไรที่โคจรรอบ ๆ พวกมัน ถ้านั่งอยู่ที่ดาวโลก มันก็เป็นเรื่องยากมากที่จะเสาะหาพวกมัน เพราะดาวฤกษ์นั้นใหญ่และสว่างจ้าเกินไป ส่วนดาวเคราะห์นั้นเล็กมากแล้วก็มืดเกินไป เราต้องอาศัยเทคโนโลยีขนาดใหญ่และทันสมัยมาก ๆ

 

ณ ปัจจุบัน เราไม่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลมาก ๆ จากบนโลกได้ ดังนั้น เราใช้วิธีค้นหามันโดยดูจากการส่ายไปมา เราจะรู้ว่าดาวเคราะห์อยู่ตรงไหน ก็ต่อเมื่อมันโคจรผ่านดาวฤกษ์ของมัน (ขณะที่มันอยู่ระหว่างดาวฤกษ์ของมันกับดาวโลก) เพราะมันจะบังแสงดาวฤกษ์ แล้วเราก็จะรู้ว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้น เราสามารถตรวจสอบว่ามันอยู่ในโกลดิล็อกโซนหรือไม่ด้วยการดูบันทึกเวลาการโคจร และสันนิษฐานได้ว่าดาวเคราะห์ดวงนั้นอาจจะมี…ชีวิต

 

ถ้ามีดาวสักดวงที่คล้ายกับโลก?
 

 

 

บางทีข้างนอกนั่น ณ โกลดิล็อกโซนของกาแลกซี่บางแห่ง อาจจะมีดาวคล้ายโลกก็ได้ ดาวเคราะห์ที่มีน้ำ และมีสิ่งมีชีวิตถือกำเนิด ถ้าเป็นอย่างนั้นมนุษย์ต่างดาวที่นั่นคงจะดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด เพราะมันจะต้องใช้กฎแห่งธรรมชาติแบบเดียวกับเรา เช่น ถ้าจำเป็นต้องกินก็ต้องมีปาก หากดาวนั้นมีพื้นผิวที่แข็ง มันก็ต้องมีขาใช้ในการเคลื่อนที่บนบก หากอยู่ในน้ำก็มีอวัยวะสำหรับว่ายน้ำ และหากดาวเคราะห์นั้นสว่างพอ ดวงตาก็จะเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นมันจะต้องมีตาด้วย หรือแม้แต่ตำแหน่งของดวงตา ก็อาจะต้องใช้กฎเดียวกับเรา นั่นคือ สัตว์ที่เป็นเหยื่อ ก็จำเป็นต้องมีดวงตาอยู่ข้าง ๆ เพื่อให้เห็นนักล่า ส่วนสัตว์นักล่าก็ต้องมีดวงตาอยู่ด้านหน้า เพื่อใช้กะระยะทางที่แม่นยำในการล่าเหยื่อ เป็นต้น ดาวลักษณะนี้ อาจมีมนุษย์ต่างดาวที่ไม่ทำให้เราประหลาดใจมากนัก

 

แต่มนุษย์ต่างดาวก็อาจเป็นสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการมาก ๆ 

 

มันเป็นเรื่องง่ายนะที่จะเข้าข้างตัวเองโดยคิดว่าทุกชีวิตน่าจะมีกฎพื้นฐานไม่ต่างจากเรามากนัก ทุกอย่างล้วนต้องเป็นไปตามกฎแห่งวิวัฒนาการ แต่พลังของวิวัฒนาการนั้นน่าทึ่งมาก และเราไม่อาจรู้ว่ามันมีข้อจำกัดอยู่ที่ตรงไหน รูปแบบชีวิตบนโลก หรือในมหาสมุทร อาจไม่ใช่ทางเลือกเดียวของสิ่งมีชีวิต อาจมีมนุษย์ต่างดาวประเภทอื่น ๆ มากมายที่แตกต่างจากชีวิตที่เรารู้จักโดยสิ้นเชิง เป็นชีวิตที่เราไม่รู้จักมันเลย และไม่น่าจะมีชีวิตได้เลย พวกมันอาจเป็นมนุษย์ต่างดาวประหลาด ที่มีเส้นทางวิวัฒนาการแตกต่างไปมาก สุดจะคาดเดา เป็นไปได้ว่าในจักรวาลนี้อาจมีมนุษย์ต่างดาวที่ไม่ต้องพึ่งน้ำ คาร์บอน หรืออะไรก็ตามที่เราคิดว่าจำเป็น และเรื่องโกลดิล็อกโซนก็อาจจะไม่ได้มีความหมายอะไร

 

 

แล้วพวกมันต้องการอะไรบ้างล่ะ? ถ้าแปลกขนาดนั้นเราก็คงเดาไม่ถูกหรอก แต่ไนโตรเจน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อาจเป็นไปได้ บนโลกของเราไนโตรเจนปกติอยู่ในสถานะของก๊าซ แต่มันสามารถเป็นของเหลวได้เมื่ออยู่อุณภูมิที่เย็นมาก ๆ (-320 องศาฟาเรนไฮ) ในจักรวาลนี้อาจมีโลกที่มีมหาสมุทรไนโตรเจน ที่ซัดสาดชายหาดที่เป็นน้ำแข็ง ชีวิตที่นั่นจะต้องการสารเคมีที่ต่างจากพวกเรามาก เราอาจจินตนาการด้วยการแทนที่ น้ำในร่างกายด้วย ไนโตเจนเหลว แทนคาร์บอนด้วยซิลิโคน และแทนส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ ด้วยสิ่งที่มีอยู่บนดาวนั้น ชีวิตก็อาจถือกำเนิดได้เช่นกัน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นได้จริง พลังงานก็น่าจะขาดแคลน ทุกชีวิตบนดาวดวงนั้นก็คงจะต้องเคลื่อนไหวช้ามาก ๆ เว้นแต่มันจะพัฒนาเป็นตัวอะไรที่ใช้พลังงานน้อยมาก ๆ

 

 

ความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่แปลกกว่านี้ก็มี เพราะมีดาวเคราะห์หลายดวงที่ไม่ได้มีพื้นผิวจริง ๆ เป็นเพียงดาวเคราะห์ก๊าซขนาดใหญ่ (แบบเดียวกับดาวพฤหัส และดาวเสาร์) เป็นไปได้ว่าอาจมีมนุษย์ต่างดาวที่กำเนิดจากก๊าซ มันอาจจำเป็นต้องบริโภคสารเคมีบางอย่าง หรืออาจใช้พลังงานจากพายุฝนฟ้าคะนองที่พัดกระหน่ำใส่ดาวของมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากจะคิดไปแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะสุดขั้วแค่ไหน ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ดูเหมือนว่าที่ไหน ๆ ก็อาจจะมีมนุษย์ต่างดาว

 

ความเป็นไปได้ทั้งหมดนี้ทำให้โปรเจคการตามหามนุษย์ของเราช่างน่าตื่นเต้นมากจริง ๆ…

 

มนุษย์ต่างดาวมีความหมายอย่างไรต่อชาวโลก? 

 

ที่จริงมันอาจจะไม่สำคัญเท่าไรนักว่ามนุษย์ต่างดาวจะอยู่ที่ไหนหรือหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือมันทำหรือคิดอะไรได้บ้างมากกว่า พวกมันกำลังสงสัยเกี่ยวกับจักรวาลและกำลังพยายามไขปริศนาเหล่านี้อยู่หรือเปล่า กำลังตามหาพวกเราอยู่หรือเปล่า และจะมีสติปัญญาเหมือนเราหรือไม่ ถ้าพวกมันพัฒนาเทคโนโลยีจนออกท่องจักรวาลได้แล้วจริง ๆ บางส่วนอาจจะกำลังสนใจเราอยู่ก็ได้

 

แล้วถ้าสมมติว่าเราเจอมนุษย์ต่างดาวชั้นสูงที่เดินทางข้ามจักรวาลได้จริง ๆ เผ่าพันธุ์มนุษย์คงจะมีทางเลือกไม่มากนัก เพราะนั่นหมายถึงเราเป็นลูกไก่ในกำมือชัด ๆ แล้วเราจะแสดงความกระตือรือร้นที่จะติดต่อกับพวกเขา หรือเราจะหลบเลี่ยง? เราต้องคิดให้รอบคอบมาก ๆ กับเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก ชีวิตที่ฉลาดมักพัฒนาเป็นสิ่งที่เราไม่อยากจะพบเจอเสมอ (โชคไม่ดีที่แอดมินไม่ใช่คนคิดบวกเกี่ยวกับเรื่องนี้นะ)

 

 

พวกมันอาจพัฒนาถึงจุดสูงสุด จนสามารถทำตัวเองให้เป็นอมตะไปแล้วเมื่อหลายล้านปีก่อน (ความเป็นอมตะคือเรื่องหนึ่งที่สิ่งชีวิตจะต้องถามหาถ้ามันมีความเป็นไปได้) ความเป็นอมตะจะทำให้เกิดความขาดแคลน พวกมันอาจกำลังเดินทางไปทั่วเพื่อล่าอาณานิคมและบุกยึดทรัพยากรจากดาวเคราะห์ทุกดวงที่มันสามารถไปถึง

 

ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวที่มีสติปัญญาสูงจริง ๆ เราจะไม่รู้เลยว่าขีดจำกัดความสามารถของพวกมันอยู่ที่ไหน และวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งใด ผู้ให้ หรือผู้ยึดครอง?

 

แต่สิ่งที่เราน่าจะมั่นใจได้ก็คือ สิ่งมีชีวิตที่รอดและมีวิวัฒนาการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ล้วนแต่เกิดจากการรู้จักฉกฉวยโอกาสที่ดีที่สุดทั้งสิ้น เช่นเดียวกับมนุษย์ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ที่ฉกฉวยผลประโยชน์ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อครองตำแหน่งสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร…และนั่นคือ “กฎ” ที่แท้จริง

 

ทีนี้ก็…กลับบ้านกันเถอะชาวโลก

 

แอดมิน
 
data/reference: stephen hawking
http://www.huffingtonpost.com/2010/04/25/stephen-hawking-aliens_n_551035.html#s84595&title=Charlie_Rose_
http://creation.com/stephen-hawking-aliens
http://en.wikipedia.org/wiki/Wow!_signal
 
Image: 
http://astrobioloblog.wordpress.com/category/alien-life
http://www.news.com.au
http://europasicewolf.wordpress.com

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

3 Responses to “เดินทางไปตามหามนุษย์ต่างดาวกันเถอะ”

  1. annmaku says:

    อ่านไปอ่านมาก็ตื่นเต้นดีนะ พื้นฐานมนุษย์ชอบอยากรู้อยากเห็น อะไร.. ที่ไหน….อย่างไร….. มองหาสิ่งที่ต่างจากตัวเอง และคิดว่าตัวเองจะควบคุมได้ สุดท้ายตายเกลี้ยงเกือบทุกเรื่อง เหอ เหอ แต่อย่างว่าแหละ เรื่องมนุษย์ต่างดาวยังเป็นอะไรที่ยังน่าติดตามต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ยังเป็นความลึกลับอยู่ ไม่งั้นเรา จะได้ดูแต่ หนังซอมบี้ ไวรัสล้างโลก ภัยพิบัติ ฯลฯ แล้วความวินาศสันตะโรจากมนุษย์ต่างดาวบุกโลกจะหายไป มันจะขาดรสชาติอีกเยอะเลยนะ

  2. niponratf says:

    มันอาจจะไมมีก็ได่แต่มันก็ทำให้ปวดหัวเลยนะเมื่อคิดมืไรและอยากจะรู้ เหมือนกันถ้าผสมพันธ์กันแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไร

  3. leafless says:

    ย่อหน้าสุดท้ายของแอดมินจริงมากค่ะ

    ขอบคุณสำหรับบทความที่มีสาระความรู้ดีๆนะคะ แอดมินเขียนได้สนุกและน่าติดตามมากๆเลยค่ะ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า