เด็กปีศาจ…ฆาตกรวัยเยาว์

เจสซี่ โพเมอร์รอย(Jesse Harding Pomeroy)เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่มีอายุน้อยที่สุดของอเมริกาผู้ได้รับฉายาว่า”เด็กปีศาจแห่งบอสตัน” เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1859 ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวของชนชั้นกลางที่ไม่ค่อยมีความสุข เพราะผู้เป็นพ่อเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง และมักใช้กำลังทำร้ายทุบตี และกระทำล่วงเกินทางเพศกับลูก ๆ
จากคำให้การของมารดา ระบุว่า เจสซี่เป็นเด็กอมโรคเจ็บป่วยเป็นประจำ ซ้ำร้ายตาข้างขวายังใช้การไม่ได้เนื่องจากเป็นต้อกระจก แต่เขาก็เป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาดและตัวโตมากเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
เจสซี่ถูกเลี้ยงให้เติบโตขึ้นท่ามกลางความรุนแรงของครอบครัว ทำให้เขาเป็นเด็กเลือดเย็น โหดร้าย ชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาท หน้าตาเหี้ยม หัวใหญ่ ใบหูกาง และไม่เคยยิ้มเลย ดวงตาของเขาเหมือนตาปลาที่ตายแล้ว ทำให้เขาไม่มีใครอยากคบหา และกลายเป็นคนโดดเดี่ยวในที่สุด
บ้านของเขาไม่มีสัตว์เลี้ยง เพราะเจสซี่ชื่นชอบการฆ่าและทรมานสัตว์ เขาชอบหักคอนก และทรมานแมวของเพื่อนบ้านด้วย ทำให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงหวาดกลัวและระมัดระวังไม่ให้มีสัตว์เลี้ยงของตนหลุดรอดเข้าไปแถวนั้น เจสซี่ได้เรียนรู้การฆ่าและทรมานสัตว์ไปพร้อม ๆ กับการหาวิธีฆ่าที่สมบูรณ์แบบและปราศจากหลักฐาน จนกระทั่งเขาเบื่อกับการทรมานสัตว์ จึงเบนเป้าหมายไปยังเหยื่อที่น่าสนุกมากกว่า นั่นคือ มนุษย์
ในปี 1871-1872 มีรายงานว่าเด็กหลายคนถูกทำร้าย โดยคนร้ายที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นเด็กอายุ 12-13 ปีเท่านั้น ซึ่งเขามักจะเลือกทำร้ายเด็กที่อายุน้อยกว่า 6-8 ปี
การทำร้ายครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1871 เมื่อชายสองคนพบเด็กชายวันเพียงสี่ปี ชื่อ วิลเลี่ยม เพนย์ ถูกผูกด้วยเชือกกับขื่ออยู่ใรสภาพเปลือยเปล่าเกือบหมดสติ เด็กชายถูกทุบตีเลือดอาบ ผิวหนังถูกแส้ฟาด แต่เด็กชายยังเด็กมากจึงให้การได้เพียงว่า ผู้ที่ทำร้ายเขาเป็นเด็กชายที่โตกว่าเท่านั้น ไม่มีเบาะแสใด ๆ ให้ตามจับ
ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปีถัดมา เทรซี่ เฮย็เดน อายุ 7 ปี ก็ถูกดักทำร้ายในบริเวณเดียวกันกับรายแรก เขาเล่าว่าถูกทำร้ายขณะกำลังเดินอยู่ ถูกจับมัดและทรมานด้วยการต่อยตีจนฟันหน้าหลุดหลายซี่ เบ้าตาเขียวและดั้งจมูกยุบ และถูกขู่ว่าจะตัดอวัยวะเพศด้วย แต่เหยื่อก็ระบุรูปพรรณสัณฐานของผู้ร้ายได้แค่ “เขาเป็นเด็กชายผมสีน้ำตาล” เท่านั้น
ในวันที่ 20 พฤษภาคม มีเดียวกัน โรเบิร์ต ไมเออร์ กำลังเดินทางไปดูละครสัตว์ ก็ถูกเด็กชายลึกลับดักทำร้าย โดยถูกจับมัดกับเสาโทรเลขแล้วจึงตีด้วยไม้ พร้อมกับด่าทอด้วยคำหยาบคายก่อนจากไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มถูกพวกผู้ปกครองเร่งเร้าให้รีบสืบคดีนี้โดยเร็วที่สุด เพราะหวั่นกลัวว่าจะเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นในอนาคต เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัว เด็ก ๆ ถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปไหนมาไหนคนเดียว และห้ามพูดกับคนแปลกหน้า ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยเริ่มถูกเล่าขานแต่งเติมให้เกินจริง เช่น มีผิวออกแดง มีเคราสีแดงน่ากลัว ทั้งที่ความจริงแล้วเจสซี่ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 12 ปี และมีผิวขาวซีดเหมือนเด็กหญิง
เหตุเกิดขึ้นอีกในวันที่ 22 กรกฎาคม เด็กชายอายุ 7 ปี ชื่อจอห์นนี่ บาลค์ ถูกเด็กลึกลับจู่โจมขณะเดินเล่นบนภูเขา แต่คราวนี้ดูเหมือนเด็กชายลึกลับกะจะเอาให้ถึงตาย แต่มีคนมาพบเห็นเสียก่อน
มีการตั้งเงินรางวัลกว่า 500 ดอลล่าร์ สำหรับใครก็ตามที่สามารถแจ้งเบาะแสให้จับกุมเด็กนรกคนนี้
แต่ไม่กี่วันต่อมา เด็กชาย จอร์จ แพร็ต ที่กำลังเล่นอยู่แถวชายฝั่งทางใต้ของบอสตัน ถูกเด็กชายลึกลับทำร้ายอย่างรุนแรงด้วยการกัดผิวหนังจนฉีกขาด แถมเอาเข็มเย็บผ้าแทงลึกลงไปตามร่างกาย และพยายามจะทิ่มตา
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา มีเหยื่อมากมายออกมาเปิดเผยตัวว่าถูกเด็กลึกลับทำร้ายอย่างป่าเถื่อน และขู่ว่าจะตัดอวัยวะเพศหากไม่ยอมร้องขอชีวิตต่อพระเจ้า การโจมตีแต่ละครั้งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มมีการใช้อาวุธของมีคมกับเหยื่อ
เจ้าหน้าที่ตำรวจบอสตันทำการรวบรวมข้อมูลจนสามารถตามตัวคนร้ายได้ในที่สุด เจสซี่ถูกจับในขณะที่พยายามจะหลบหนีออกจากบริเวณโรงเรียน หลังจากถูกสอบสวนเขาก็ยอมรับสารภาพและจำนนด้วยพยานหลักฐานที่มีอยู่มากมาย เขายอมรับว่าทำไปเพื่อความสุขใจจิตใจ การได้ทำร้ายเหยื่อ เหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์ความเครียดของเขาเอง

[แม่ผู้เชื่อว่าลูกชายเป็นผู้บริสุทธิ์จนวันสุดท้ายของชีวิตเธอ]

เจสซี่ถูกนำตัวขึ้นศาลเยาวชน ในขณะที่แม่ของเขาพยายามให้การทำนองว่า เขาเป็นเด็กดีและเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่พยานหลายคนจำเขาได้ และผู้ที่รู้จักเขา ต่างให้การว่า “เขาดูเป็นเด็กที่ออกจะต่ำช้า” ตลอดเวลาที่อยู่ในศาล เจสซี่ไม่เคยแสดงอาการสำนึกผิดในการกระทำของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เขาถูกพิพากษาว่ามีความผิดจริง และถูกตัดสินให้นำไปขังที่โรงเรียนดัดสันดาน แม่ของเขาวิ่งเต้นเพื่อขอลดโทษให้ลูกชายด้วยการส่งจดหมายถึงเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคน และในที่สุด หลังจากนั้น 15 เดือน เจสซี่ก็ออกจากคุกโดยมีทัณฑ์บนติดตัว และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นฆาตกรอย่างแท้จริง…
วันที่ 18 มีนาคม 1874 ขณะที่แม่ไปตามตัวเจสซี่ที่ชั้นใต้ดินของบ้าน ก็ต้องตกตะลึงกับความสยดสยองที่ได้เห็น เพราะเธอพบร่างเด็กหญิงวัย 10 ปี ชื่อ เคธี่ เคอร์แรน ถูกฆาตกรรมโดยถูกแทงที่ท้องและอวัยวะเพศยับเยิน สภาพศพเหมือนตุ๊กตาของเล่น และเริ่มเน่าเปื่อย เธอรู้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือของเจสซี่ลูกชาย แต่แทนที่จะแจ้งตำรวจ เธอกลับซ่อนศพในกองขี้เถ้าและล้างทำความสะอาดรอยเลือดจนเรียบร้อย ก่อนที่จะกลับไปทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่นานข่าวเรื่องเคธี่หายตัวไปก็เริ่มดังขึ้น แม้ผู้ปกครองของเคธี่จะเชื่อว่าเจสซี่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เจ้าหน้าตำรวจบอกว่าเจสซี่ได้กลับตัวเป็นคนดีแล้ว และเขาไม่เคยมีประวัติทำร้ายเด็กผู้หญิง ในที่สุดคดีก็เงียบลงเพราะตำรวจสรุปว่าเคธี่ถูกลักพาตัว
เดือนต่อมาเจสซี่ก็ก่ออาชญากรรมอีก เขาหลอกล่อเด็กชายฮอเรซ วัย 4 ปี ด้วยการจับมือ พูดคุย และให้ขนม ล่อเหยื่อให้ไปที่บึงอันเงียบสงบ แล้วลงมือแทงด้วยมีดอย่างโหดร้าย แต่เด็กพยายามยกมือขึ้นป้องกันตัว ทำให้เขายิ่งโกรธจึงแทงซ้ำ ๆ ที่ลำตัวและเฉือนคอเด็กจนเกือบหลุดจากบ่า แต่เกิดหมดแรงจึงทิ้งศพไว้เช่นนั้นแล้วหลบหนีไป
ตำรวจมาพบร่างฮอเรสในสภาพเปลือยครึ่งท่อน ก็เดาได้ทันทีว่าผู้ลงมือต้องเป็นเจสซี่แน่นอน แต่หลังจากถูกจับตัว เจสซี่ได้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บังคับให้ดูศพของฮอเรส เจสซี่ก็รับสารภาพทันที แต่แม่ของเขาก็ยังคงพยายามออกมาปกป้องอีกเช่นเคย
เจสซี่ ถูกจับขณะที่มีอายุ 14 ปี ด้วยข้อหาสังหารเด็ก 2 คน และตามกฎหมายขณะนั้นเขาจะต้องรับโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ แต่ผู้ว่าราชการไม่กล้าลงนามเพราะเขายังเด็กมาก ถือเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เด็กที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ในที่สุดจึงแก้ปัญหาโดยการลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน
จากนั้นเป็นต้นมา เจสซี่ ต้องถูกขังอย่างโดดเดี่ยวในห้องแคบ ๆ ถึง 40 ปี ซึ่งเขาต้องอยู่ในนั้นตลอดไม่ว่าจะทำอะไร และได้รับอนุญาตให้อาบน้ำแค่ไม่กี่ครั้ง มีหลายครั้งที่เขาพยายามหนี แม้กระทั่งพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ

[เจสซี่ในวัยชรา]

เมื่อออกจากที่คุมขัง เจสซี่ใช้เวลาสองปีสุดท้ายของชีวิตไปกับความเจ็บป่วยของร่างกายและความเจ็บปวดทางจิตใจ และสิ้นอายุขัยลงในวันที่ 29 กันยายน 1932 ขณะที่มีอายุ 72 ปี
ตลอดชีวิตของเขา ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะแสดงความรู้สึกผิด หรือสำนึกเสียใจกับสิ่งที่เขาทำลงไปเลย ความปรารถนาสุดท้ายของเขา คือต้องการให้เผาร่างและเอาเถ้ากระดูกโปรยไปตามสายลม แต่ความปรารถนานี้ก็ไม่บรรลุผลเมื่อร่างของเขาถูกฝังอยู่ในสุสานของครอบครัว และที่แห่งนั้น เป็นจุดสิ้นสุดของเด็กปีศาจแห่งเมืองบอสตัน…
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า