เธอคงอยู่ที่บ้านต้นไม้…ที่ไม่มีใครรบกวน



ในคืนหนึ่ง ฉันหลงทางอยู่ในป่า มันเป็นป่าทึบแต่มีแสงจันทร์สีน้ำเงินสว่างมากจนทำให้ทุกอย่างดูเป็นสีน้ำเงิน ฉันก้าวลึกเข้าไปในป่าเรื่อย ๆ ฉันเห็นต้นดอกไม้เกิดขึ้นแล้วก็ตายลงในขณะที่ฉันเดินผ่าน ฉันไม่รู้ว่าฉันไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ฉันเดินไปจนกระทั่งฟ้าสว่าง พบว่าตนเองอยู่ในป่าลึกล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แต่ทิวทัศน์รอบ ๆ ดูคุ้นเคย

ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ฉันเห็นบันไดทอดขึ้นไปสู่บ้านต้นไม้หลังงามแต่ผุพังด้วยกาลเวลา ฉันปีนป่ายขึ้นไปด้วยความหวังว่าจะเจอใครสักคนที่สามารถบอกทางออกไปจากที่นี่…

ฉันเดินบนระเบียงผุ ๆ อย่างระมัดระวัง โต๊ะน้ำชาที่ระเบียงให้ความรู้สึกคิดถึง ฉันเอื้อมมือไปเคาะประตู เมื่อเคาะครั้งที่สามประตูก็หักพังลง ฉันเดินเข้าไปข้างใน หลังคาทำจากปีกไม้เก่าพังเป็นช่องจนแสงแดดสาดเข้ามาได้ ข้างในมีฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้อย่างง่าย ๆ เป็นเก้าอี้และโต๊ะเขียนหนังสือ

มีใครบางคนนั่งอยู่ที่นั่น ใครบางคนที่ฉันคิดถึงเหลือเกิน และไม่คิดว่าจะได้เจออีกแล้ว เพราะเขาได้จากไปนานแล้ว นานเสียจนมันคล้ายกับความฝัน…

———————————————

ฉันกำลังใช้สมาธิอยู่กับการประกอบโมเดลสเปซชิพวัน เพื่อนคนสนิทของฉันกำลังวาดภาพขยุกขยิกอยู่ข้าง ๆ เขาสามารถใช้เวลาทั้งวันออกแบบบ้านต้นไม้ของเขา และพร่ำพูดให้ฉันฟังว่ามันวิเศษอย่างไร

“สร้างบนต้นไม้สูง ๆ เลยนะ แต่ต้องทำแข็งแรง ๆ แล้วก็มีบันไดขึ้นง่าย ๆ เป็นบันไดเวียน มีระเบียงแบบนี้ ข้างล่างปลูกหญ้า มีบ่อเลี้ยงปลาด้วย… เราจะสร้างเอาไว้ในป่าจะได้ไม่มีใครมารบกวน แล้วนาน ๆ ครั้งเธอก็อาจจะไปเยี่ยมเราบ้าง เราจะทำโต๊ะน้ำชาไว้ที่ระเบียง นั่งดื่มชาแล้วก็คุยกัน…นี่…ดูหน่อยซี่”

“อือฮึ เห็นแล้ว…มันเจ๋งมาก ๆ แต่เราดูเป็นครั้งที่ร้อยแล้วนะ”

“แล้วถ้าวันไหนเธอเบื่อโลกขึ้นมา เราจะแบ่งต้นไม้ต้นข้าง ๆ ให้เธอ เธออาจจะสร้างบ้านของเธอเองหลังหนึ่ง แล้วตอนเย็นเราก็มากินข้าวด้วยกัน…”

“ดีจัง แต่ว่าเราอยากอยู่บ้านธรรมดา ๆ เราไม่อยากอยู่บนต้นไม้นี่…”

———————————————

ทันทีที่เห็นฉันเขาก็เผยยิ้มที่มุมปาก เขามีรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ที่ดูคล้ายกับว่า ต่อให้ฉันตายและเกิดใหม่อีกสักกี่ครั้งฉันก็คงจะจดจำมันได้อยู่ดี

“เธอแวะมาดื่มชากับเราใช่มั้ย…”

ฉันรู้ทันทีว่านี่คือความฝัน ฉันกำลังฝัน บางครั้งฉันก็รู้ตัวว่าอยู่ในฝันและสามารถบังคับให้ตัวเองตื่นได้ แต่ครั้งนี้ฉันตัดสินใจปล่อยให้มันเป็นไป ใครจะสนในเมื่อฉันกำลังพบกับคนที่ฉันอยากเจอแทบขาดใจ

เรานั่งที่โต๊ะน้ำชาที่มีใบไม้แห้งกองอยู่เต็มแบบสถานที่รกร้างไม่มีใครดูแลมานาน เขายื่นถ้วยชาเปล่า ๆ มาวางตรงหน้าฉัน แล้วรินชาจากกาต้มน้ำเปล่า ๆ ใส่ถ้วยดินเผาที่เหมือนของสำหรับไหว้เจ้าที่ มันไม่มีอะไร แต่เขาก็ยกมันขึ้นดื่ม มันทำให้ฉันรู้สึกอนารถใจ… ฉันพยายามนึกถึงเรื่องสนุก ๆ ที่จะคุยกับเขา

———————————————

“เราจะทำเสาเหมือนสถานีดับเพลิงไว้ด้วย เอาไว้รูดลงเวลาขี้เกียจเดินไง เพราะมันอยู่สูงมาก รอบ ๆ ต้นไม้นั่นก็ปลูกสตรอเบอรี่ไว้เยอะ ๆ เพราะเราชอบกิน ล้อมรั้วด้วย เดี๋ยวตัวอะไรมาแย่งกิน…”

“อยู่แบบนั้นแล้วเธอจะทำงานอะไรล่ะ…”

“ปลูกผักขาย”

“ง้านนนเหรอออ (- -“) “

“แล้วถ้าเธอเกิดเบื่อโลกขึ้นมาจริง ๆ เราจะสร้างให้เธอหลังนึงด้วย เอาไว้ใกล้ ๆ กันก็ได้ ติดยานอวกาศไว้ข้างใต้ด้วย เอาไว้ไปเที่ยวนอกโลก……ฟิ้วววววววววววววววว…….”

“เข้าใจแล้ว เงียบ ๆ เหอะน่า บรรณารักษ์คนนี้เค้ายิ่งเกลียดขี้หน้าเราสองคนอยู่ด้วยรู้มั้ย…”

———————————————

เรื่องสนุก ๆ เรื่องสนุก ๆ ฉันพยายามคิดถึงเรื่องที่ดีที่สุด ฉันอยากเล่าให้เขาฟังว่าฉันมีความสุขดี และโลกที่เขาจากมามันก็เป็นอย่างที่มันเคยเป็นไป ไม่มีอะไรน่าห่วง…

แต่เมื่อเขายิ้มให้ฉันอีกครั้ง ฉันกลับร้องไห้เอาความทุกข์ทั้งหมดในโลกออกมา ฉันไม่รู้เลยว่าฉันมีความทุกข์อยู่มากมายขนาดนั้น และเขาเป็นคนเดียวที่เข้าใจทุกอย่างโดยไม่จำเป็นต้องเล่าสักคำ เขาไม่เคยถามหาเหตุผลเพราะเขารู้ดีกว่าใคร ฉันอยากจะนั่งอยู่ตรงนั้นไปตลอดชีวิต ในโลกสมมติที่…ไม่มีใครรบกวน

ฉันรู้ว่าอีกไม่นานฉันก็จะตื่นขึ้นมา และฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ฉันเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเขาเอาไว้มากมาย ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนกับว่าภาพถ่ายจะยังคงอยู่เมื่อฉันตื่นขึ้น อย่างน้อยฉันก็อยากได้ภาพของเขากลับมา เขาหัวเราะที่ฉันทำแบบนั้น เหมือนมันเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างที่ฉันหัวเราะเขาเสมอเมื่อเขาพูดถึงบ้านต้นไม้ติดยานอวกาศ…

———————————————

ฉันกวาดชิ้นส่วนของโมเดลใส่กระเป๋า แล้วชวนเขาไปคุยเรื่องบ้านต้นไม้ติดยานอวกาศกันต่อที่อื่น ก่อนที่จะถูกบรรณารักษ์เตะกระเด็นทั้งคู่

ในสายตาคนอื่นเขาอาจเป็นเหมือนคนโรคประสาทที่คิดว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกมนุษย์ ทั้งยังไม่พยายามปรับตัวเข้ากับสังคม แต่การคลุกคลีกับเขามาแรมปีกลับทำให้ฉันรู้ว่า เขาเป็นคนที่เข้าใจโลกมากเสียจนอยากจะทิ้งเรื่องบ้า ๆ ทุกอย่างแล้วกระโดดไปอยู่ในโลกอื่น การเล่นตลกบ้าบอคงไม่ต่างจากการร้องไห้คร่ำครวญ ฉันจึงปล่อยให้เขาเล่นต่อไป

ฉันไม่เข้าใจว่าคนเพอร์เฟ็กต์อย่างเขามีปัญหาอะไร และฉันก็เป็นเพื่อนที่งี่เง่าเกินกว่าจะเอ่ยถาม เขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี บ้านรวย และเรียนเก่งระดับอัจฉริยะ ถ้าเทียบกันแล้วฉันต่างหากที่ควรมีปัญหา แต่ก็นั่นแหละ คนที่ฉลาดเกินไปก็คงมีความทุกข์ในรูปแบบของเขา

การที่รอยยิ้มของเขาดูมีเอกลักษณ์ อาจจะเป็นเพราะมันช่างเป็นรอยยิ้มที่มีความสุข ขัดกับแววตาที่ดูเหมือนผู้ที่ผ่านโลกมาแล้วสักร้อยล้านปี และคงไม่มีเรื่องอะไร หรือใคร สามารถทำให้เขาประหลาดใจได้อย่างแท้จริงอีกแล้ว สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือ พื้นที่ส่วนตัวสบาย ๆ …ไม่มีใครรบกวน

———————————————

ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรมากนัก ฉันอยากให้เขาเล่นตลกไร้สาระอย่างที่เขาชอบทำ และเล่าเรื่องทุกอย่างนับตั้งแต่เราไม่ได้เจอกันให้ฟัง มันคงจะน่าสนใจมาก

ฉันอยากบอกเขาว่าฉันเบื่อหน่ายโลกนี้แค่ไหน และอยากทวงถามสัญญาเรื่องบ้านต้นไม้ของฉัน จริงหรือเปล่าที่ฉันสามารถอยู่ที่นี่ได้ มันคงจะดีมาก ไม่ต้องรับรู้ สนใจ หรือกังวลกับเรื่องอะไรอีก แต่ฉันทำได้แค่เล่าเรื่องปัจจุบันของฉันให้เขาฟัง

เขาเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ เขาสามารถทำให้ใครก็ตามรู้สึกว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ฟังได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะไม่แสดงคำปลอบใจโง่ ๆ ที่ฟังดูดีแต่ไม่มีประโยชน์ออกมา เป็นเรื่องน่าแปลกเหลือเกินที่คนอื่น ๆ มองไม่เห็นสิ่งวิเศษนี้ ความอคติเพียงเล็กน้อยทำให้คนกลายเป็นหูหนวกตาบอดไปหมดหรืออย่างไร

จากนั้นฉันจึงถามถึงทุกข์สุขของเขาบ้าง…

———————————————

เรานั่งเล่นกันที่โต๊ะหินอ่อนด้านนอก ฉันคว้าสมุดจดออกให้ห่างจากมือเขาก่อนที่มันจะเละเทะไปด้วยศิลปะของเขา ฉันเกลียดชังนิสัยข้อนี้ของเขาตามประสาคนรักหนังสือ และสิ้นเปลืองอารมณ์โกรธไปกับเรื่องนี้จนคิดว่าฉันเองที่บ้าอยู่คนเดียว ในขณะที่เขาไม่เคยตอบโต้ เพราะเขารู้ดีว่าฉันไม่มีความสามารถพอที่จะโกรธเขาได้อย่างจริงจัง เขาเป็นคนเดียวในโลกนี้ที่รู้จักฉันอย่างแท้จริง

“เธอไม่ชอบบ้านต้นไม้?”

“ก็ไม่เชิง แต่เธอพูดถึงมันบ่อยไปแล้ว เราฟังจนเบื่อแล้วนี่…”

“ถ้าวันนึงเราไม่พูดแล้วเธอจะเหงาหูนะ…”

“ไม่-มี-ทาง”

ฉันเคยเป็นผู้ฟังที่แย่ ในตอนนั้นฉันก็คงไม่ต่างจากคนทั่วไปหลายคนที่เอาแต่อยากจะพูด แต่ไม่ชอบรับฟัง ฉันนับว่านั่นเป็นนิสัยที่แย่ แต่ก็ไม่เดือดร้อนที่จะแก้ไขมัน ถึงตอนนี้มันก็สายไปมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะใช้เวลาสองปีสุดท้ายของชีวิตในการคบเพื่อนอย่างฉัน เพียงเพราะเขารู้ว่าฉันมองเขาต่างไปจากคนอื่น

———————————————

เขากำลังเริ่มต้นพูดถึงเรื่องของตัวเอง…

ฉันนั่งฟังอย่างตั้งใจ ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าเขามีความสุขดี เพื่อที่ต่อไปนี้ฉันจะได้สบายใจ แม้มันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม ครั้งนี้ฉันอยากฟังเขา ฉันอยากเป็นผู้ฟังที่ดี อย่างที่ฉันไม่ค่อยเคยเป็นให้เขามากนัก

———————————————

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่ข้างหู ฉันพยายามรั้งสติให้อยู่กับความฝัน ฉันจะตื่นตอนนี้ไม่ได้ ฉันยังไม่ได้ฟังเลยว่าเขาเป็นอย่างไร…และ…ฉันอยากฟังเรื่องบ้านต้นไม้เหลือเกิน…

———————————————

ภาพต่าง ๆ เริ่มเลือนลางไป ฉันกำลังจะจากที่นั่นไป เขากำลังจะจากไป ฉันกำโทรศัพท์เอาไว้แน่น ความรู้สึกยังคงติดอยู่กับรูปถ่าย ก้ำกึ่งระหว่างความฝันกับความจริง

แล้วภาพสุดท้ายของเขาบนโต๊ะน้ำชาและบ้านต้นไม้ก็เลือนหายไป…

———————————————

ฉันลืมตาขึ้นพบโทรศัพท์ที่กำแน่นอยู่ในมือ มันดังและสั่นอย่างน่าโมโห อะไรกันนักกันหนานะคนพวกนี้ ฉันกดรับสาย…

ปลายสายเป็นลูกค้างี่เง่าที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า พอขึ้นต้นประโยคแรกก็เดาประโยคต่อไปได้โดยไม่ต้องฟัง ฉันกดตัดสายด้วยความรู้สึกประมาณว่า “เอาโลกทั้งโลกนี้ไปเลย แล้วทิ้งฉันไว้ที่นี่ ใครอยากได้อะไรก็เอาไปให้หมดเลย และฉันไม่แคร์…”

สิบนาทีต่อมาฉันค่อยได้สติเพราะตื่นเต็มตัว นาทีนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะอาลัยอาวรณ์ความฝัน ฉันยันตัวลุกขึ้นจากที่นอนแล้วสะพายเอาความโลภ โกรธ หลง และความรับผิดชอบของปุถุชนคนหนึ่งไว้บนหลัง เตรียมตัวรับกับสภาพความจริงอีกวันหนึ่ง…

———————————————

แต่รู้อะไรมั้ย…ฉันคิดว่าฉันเบื่อโลกนี้มากพอ และอยากจะไปอยู่บ้านต้นไม้กับเธอแล้ว

ฉันหวังว่าที่นั่น
คงไม่มีใครรบกวนเธอมากนัก
ฉันอยากส่งการ์ดอวยพรวันเกิดไปให้
แต่คิดว่าเธอคงไม่อยากดื่มชากับบุรุษไปรษณีย์

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า