เมื่อนาทีสุดท้ายใกล้เข้ามา

 

ช่วงราว ๆ ปลายปีที่แล้ว มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับวันโลกแตก ซึ่งแอดมินก็ไม่ได้เชื่อถืออะไรมาก เพราะการทำนายโลกแตกนี้ก็มีมาแต่ครั้งบรรพกาลแล้ว ก็ยังไม่เห็นแตกซักที แต่ด้วยความที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วโลกเยอะเลยในช่วงนั้น เพื่อความไม่ประมาทที่บ้านก็เลยมีมาตรการเตรียมตัวรับภัยพิบัติฉุกเฉิน โดยทุกคนแพ็คกระเป๋าของใช้ที่จำเป็น อาหารและเสื้อผ้าสำหรับ 2-3 วัน ไฟฉาย เทียน ไฟแช็ก ฯลฯ ประมาณว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นก็เป้คนละอัน เผ่นกันได้ทันที พ่อบอกว่า “บ้าไปแล้ว” แต่ก็ให้ความร่วมมือ ส่วนแม่พอมีการเตรียมตัวก็เริ่มกังวลขึ้นมาจริง ๆ (ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีเรื่องนี้อยู่ในหัวเลย) ส่วนแอดมินก็เฉย ๆ นะไม่คิดว่าจะเกิดอะไรจริงจังหรอก แค่คิดว่าความพร้อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย อุบัติภัยที่สร้างความเสียหายมาก ๆ ก็เป็นเพราะคนคิดว่ามันจะไม่เกิดนี่แหละ แต่พอคิดย้อนกลับไปตอนนี้ก็ตลกดีเหมือนกัน (เรานี่ท่าจะบ้า)

 

ถ้าสมมติว่าอยู่ ๆ เกิดภัยพิบัติขึ้นมาจริง ๆ คนเรากลัวอะไร?

 

ถ้าเอาตามความเห็นของแอดมินนะ คนเราจะตายง่ายขึ้นถ้าต่างคนต่างก็ห่วงคนอื่น เช่น แม่ก็ห่วงลูก ลูกก็ห่วงแม่ พ่อก็ห่วงทั้งแม่ทั้งลูก สรุปว่าไม่ได้หนี มัวแต่มองหากัน สุดท้ายตายกันหมด แต่ถ้าต่างคนต่างพยายามเอาชีวิตตัวเองให้รอดอย่างเต็มที่ แบบนี้น่าจะมีเปอร์เซ็นต์รอดทั้งหมดมากกว่า ดังนั้น แอดมินก็สั่งคนในครอบครัวว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องมัวห่วงกัน อะไรที่ทำแล้วจะรอดอยู่ได้นานที่สุด ให้ทำไปเลย ต้องเชื่อมั่นในความสามารถในการเอาตัวรอดของกันและกันล่ะนะ แต่ในความเป็นจริง พนันได้ว่าไม่มีใครคิดแบบนี้ได้หรอก โดยเฉพาะครอบครัว เพราะ ณ นาทีนั้น ทุกคนก็ต่างกลัวว่าตัวเองจะรอดอยู่คนเดียวในขณะที่บุคคลอันเป็นที่รักตายหมด แอดมินก็กลัวแบบนั้นและคงทิ้งใครไม่ได้แม้นั่นจะเป็นสาเหตุของการตายหมู่

 

 

ตามสถิติบอกว่าสุภาพบุรุษหนีเอาตัวรอดเก่งที่สุด

 

เวลาที่เรานั่งคิดถึงภัยพิบัติในขณะที่รอบตัวปกติสุข ความรู้สึกมันจะแตกต่างกับตอนที่เราไปอยู่ตรงจุดนั้น และกำลังเผชิญกับสถานการณ์นั้นจริง ๆ นั่นก็คือ ในเวลาปกติหนุ่ม ๆ ทั้งหลายจะมั่นใจมากกว่าตนเองจะเสียสละได้ และจะตายเช่นวีรบุรุษได้อย่างแน่นอน แต่จากสถิติเกี่ยวกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก แสดงออกอย่างชัดเจนว่าสุภาพบุรุษคือยอดเซียนแห่งการหนีเอาตัวรอด ซึ่งแอดมินว่ามันก็ไม่น่าแปลกอะไร และไม่ใด้คิดในแง่ของความเห็นแก่ตัวด้วย แต่หมายถึงผู้ชายน่ะมีโอกาสและปัจจัยที่ได้เปรียบกว่าเห็น ๆ อยู่แล้ว รอดมากกว่าก็เป็นเรื่องปกติ

 

สถิติการรอดชีวิตของหญิงและชายจากอุบัติภัยทางเรือ

 

ตัวอย่างเช่นสถิติการรอดชีวิตของผู้ชายในอุบัติเหตุทางเรือจากทั่วโลก ซึ่งถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดยนักวิจัยชาวสวีเดน แสดงให้เห็นว่า แม้ “การสละชีวิตเพื่อผู้หญิงและเด็ก” เป็นธรรมเนียมที่สุภาพบุรุษต้องยึดถือเมื่อประสบอุบัติเหตุเรืออับปาง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ผู้ชายก็มุ่งเอาตัวเองรอดไว้ก่อนทั้งนั้น เพราะโดยทั่วไปแล้ว ผู้โดยสารชายมากกว่า 1 ใน 3 จะอยู่ในกลุ่มของผู้รอดชีวิต ในขณะที่มีผู้โดยสารหญิงเพียง 1 ใน 4 และมีเด็กเพียง 1 ใน 7 เท่านั้นที่รอด ผู้ที่มีโอกาสรอดสูงสุดคือกัปตันและลูกเรือ

 

 

กล่าวกันว่าไททานิก เป็นอุบัติภัยทางเรือที่แปลกประหลาดที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์หนึ่งที่ขัดแย้งกับสถิติดังกล่างอย่างชัดเจน นั่นคือ เหตุการณ์อับปางของเรือไททานิก ซึ่งนับว่าเป็นอุบัติเหตุทางเรือที่ผิดแปลกแหวกแนว และขัดแย้งกับค่าเฉลี่ยสุด ๆ ไปเลย เพราะผู้โดยสารหญิงของเรือไททานิกมีสัดส่วนการรอดชีวิตมากกว่าผู้ชายถึง 3-4 เท่า (70% ของผู้รอดชีวิตทั้งหมดเป็นผู้หญิง) แถมกัปตันเรือและลูกเรือส่วนมากยังตายอีกต่างหาก แต่กรณีของไททานิกก็ไม่ได้หมายความถึงความกล้าหาญและเสียสละของบุรุษสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กัปตันเรือผู้เสียสละ ที่ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดให้เจ้าหน้าที่อนุญาตเฉพาะผู้หญิงกับเด็กขึ้นเรือก่อนเท่านั้น จนเกิดความจราจลและเหตุรุนแรงขึ้นเพราะผู้ชายต่างไม่ยอมและแย่งกันขึ้นเรือช่วยชีวิต

 

 

สรุปได้ว่า เมื่อนาทีชีวิตมาถึง วีรบุรุษ ก็เป็นสิ่งที่หายากยิ่งจริง ๆ …

 

 แอดมิน

http://www.independent.co.uk/news/world/world-history/women-and-children-first-its-every-man-for-himself-on-a-sinking-ship-7987975.html

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

One Response to “เมื่อนาทีสุดท้ายใกล้เข้ามา”

  1. annmaku says:

    แค่ด้านสรีระกับกำลังก็แพ้หลุดลุ่ยแล้ว เกิดเป็นญ.แท้จริง แสนลำบาก T_T

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า