เมื่อหลงทางคุณจะเดินเป็น "วงกลม"

มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับมนุษย์เรา นั่นคือ หากเราเดินทางไปยังที่ ๆ ไม่คุ้นเคยมาก่อน แล้วเกิดหลงทางขึ้นมาในขณะที่ไม่มีจุดอ้างอิงทิศทางได้ เช่น อยู่ในป่า ในที่โล่งกว้าง หรือท่ามกลางหมอกหนา ไม่ว่าคุณจะมั่นใจว่าคุณกำลังเดินทางเป็นเส้นตรงแค่ไหนก็ถาม คุณก็จะลงเอยด้วยการเดินทางเป็น “วงกลม” และจะวกกลับไปกลับมาอยู่ที่เก่านั่นแหละ

มันเป็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเช่นนั้นจริง ตั้งแต่อดีตจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ เราจึงต้องยอมรับในทฤษฎีเดาสุ่ม ๆ แบบไม่ค่อยจะมีเหตุผลสักเท่าไหร่ว่า “นั่นเป็นเพราะขาของเราทั้งสองข้างแข็งแรงไม่เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป ทิศทางของเราจะเบนไปตามขาข้างที่แข็งแรงน้อยกว่า” (เป็นทฤษฎีที่คิดได้ยังไงเนี่ย)

ถือว่าเป็นโชคดีที่ในปี ค.ศ.2009 สถาบันมักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Biological Cybernetics) ที่เมืองทูบิงเกน ได้ทำการทดลองค้นคว้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้ผลสรุปออกมาใหม่ว่า ไม่ใช่เป็นเพราะขา แต่เป็นเพราะสมองของเราต่างหากที่ทำงานผิดพลาด

ในการทดลองนี้ อาสาสมัครจะถูกพาตัวไปยังที่โล่งแห่งหนึ่งกลางทะเลทรายสะฮาราทางตอนใต้ของตูนีเซีย หรือไม่ก็ป่าอันหนาทึบในพื้นที่ราบทางตอนใต้ของเยอรมนี แล้วก็ปล่อยให้เดิน โดยในระหว่างที่เดินพวกเขาจะถูกติดตามด้วยระบบจีพีเอส

จากการทดลองพบว่า ในเวลาที่ดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ปรากฏให้เห็น พวกเขาจะสามารถเดินเป็นเส้นตรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อใดก็ตามที่ทั้งสองสิ่งนี้หายลับไปจากสายตา พวกเขาจะเริ่มเดินเป็นวงกลมไปบนเส้นทางเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ผลการทดลองดังกล่าวจึงน่าจะสรุปได้ว่าการที่เราจะเดินเป็นเส้นตรงได้ต้องอาศัยการมองเห็น จึงทดลองซ้ำโดยให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งถูกปิดตา ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งชัดเจน โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาจะเดินเป็นวงกลมด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 20 เมตรเท่านั้น และนั่นก็เร็วเกินกว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีขาที่แข็งแรงไม่เท่ากัน

การทดลองนี้จึงสรุปได้ว่า เมื่อคนเราขาดจุดอ้างอิงทางสายตา มนุษย์ก็จะขาดสัญชาตญาณในการรับรู้ทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งความรู้สึกของเราที่ว่า เรากำลังเดินทางเป็นเส้นตรงนั้น “เชื่อถือไม่ได้”

มนุษย์เป็นสัตว์สมองใหญ่ที่ใช้สัญชาตญาณให้เป็นประโยชน์ได้น้อยยิ่งนัก การมองเห็นคือประสาทสัมผัสส่วนสำคัญของมนุษย์ เพราะกว่า 30% ของการทำงานภายในสมองถูกใช้ไปเพื่อประมวลข้อมูลด้านการมองเห็น ในขณะที่ประสาทการดมกลิ่น ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องนำทาง มนุษย์ก็ใช้ได้เพียงแค่ 1% เท่านั้น

มีเพียงนกเท่านั้นที่ต้องพึ่งพาการมองเห็นช่วยทำทางเหมือนอย่างมนุษย์ แต่ว่าพวกมันก็ยังคงเหนือกว่าเราตรงที่พวกมันใช้ความสามารถในการ “ตรวจจับสนามแม่เหล็กโลก” เพื่อคอยช่วยนำทางได้อีกด้วย ดังนั้นในสมองของนกจะมีผลึกแม่เหล็กอยู่ภายใน

อันที่จริงกระดูกที่จมูกของมนุษย์เองก็มีร่องรอยของแม่เหล็กอยู่เช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเราอาจมีความสามารถเดียวกับนก แต่ลืมไปแล้วว่าควรใช้มันอย่างไร

เมื่อปี ค.ศ.2004 นักวิทยาศาสตร์ด้านการรู้คิดในเยอรมนี ชื่อปีเตอร์ เคอนิก ได้ประดิษฐ์เข็มขัดตรวจจับสนามแม่เหล็กโลกขึ้นมา และคาดมันไว้กับเอวเสมอแม้แต่ตอนเข้านอน โดยเข็มขัดดังกล่าวประกอบด้วยแผ่นวงจร 13 แผ่นที่เชื่อมต่อกับตัวตรวจจับสนามแม่เหล็กโลก พอมีแผ่นใดหันไปทางทิศเหนือมันจะสั่นเบา ๆ เหมือนโทรศัพท์มือถือ เมื่อเวลาผ่านไป การรับรู้ทิศทางของเคอนิกเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาสามารถระบุทิศทางของสถานที่ต่าง ๆ ได้แบบอัตโนมัติไม่ว่าตนเองจะอยู่ตรงจุดไหนของเมืองก็ตาม

สุดท้ายเมื่อเขาถอดเข็มขัดนั้นออกไป เขารู้สึกได้ว่าโลกดูหดเล็กลง ส่วนตัวเขาเองก็เล็กลงและสับสนมากขึ้น เข็มขัดนั้นกระตุ้นการรับรู้ที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีให้กลับมาทำงานอีกครั้ง หรือสอนให้ใช้สัญชาตญาณที่หายไปอีกครั้งนั่นเอง

จากการทดลองของปีเตอร์ เคอนิก แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าร่างกายของคนเราอาจกำลังส่งสัญญาณแม่เหล็กออกไปอยู่ตลอดเวลา แต่กลับเป็นสมองของเราเองต่างหากที่สูญเสียความสามารถในการแปลข้อมูลที่ได้รับกลับมาไปเสียแล้ว…

John Lloyd / John Mitchinson

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “เมื่อหลงทางคุณจะเดินเป็น "วงกลม"”

  1. Roy Mustang says:

    ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย…งั้นก็แสดงว่าตอนเด็กๆ ที่ผมหลงอยู่ใน
    ห้างซีคอน แถวบ้าน ผมก็เดินเป็น วงกลมล่ะซิ ^^
    เพราะน้าผม เขาก็ยืนมองหาผมอยู่กับที่ แต่ตัวผมเองนั่นแหละที่เดินหาน้า
    จนมาเจอที่เดิม ที่ตัวผมหลงกับน้า

    สงสัยขาข้าง 1 คงจะไม่แข็งแรง ใช่มั๊ยครับ แอดมิน ^^

  2. Alz says:

    เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น กับการปิดตาเดิน
    เพียง 10ก้าว ผมก็ออกนอกเส้นทางซะแล้ว =0=

    แต่มันจะเหมือนกับการที่เราหลับตา แล้วย่ำอยู่กับที่ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ
    เป็นเวลา 30 วินาทีรึเปล่า ? (ผมย่ำเอียงซ้าย)

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า