เราติดหนี้สัตว์ทดลอง



ในอดีต(ประมาณร้อยปีที่แล้ว) ในโลกของเราแทบจะไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการใช้สารเคมีใด ๆ มาทำยารักษาโรคเลย และยาเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องผ่านการทดลองก่อนออกสู่ท้องตลาด ดังนั้น ผู้ป่วยหรือผู้ใช้ยาจะไม่ทราบเลยว่ายานี้มีผลข้างเคียงหรือเป็นอันตรายหรือไม่ การเลือกซื้อยารักษาโรคใหม่ ๆ จึงค่อนข้างเสี่ยงมาก

[ยาน้ำสารพัดประโยชน์ที่ฆ่าผู้คนนับร้อยโดยไม่ตั้งใจ]

 

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างหนึ่งขึ้นในสหรัฐเมื่อปี ค.ศ. 1937 เมื่อยารักษาโรคพื้นฐานธรรมดา ๆ กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้มีคนตายนับร้อย นั่นคือ ยาซัลฟานิลาไมด์ (Sulfanilamide) ซึ่งเป็นยาที่ีมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัสที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคคออักเสบและปอดบวม

[ในแต่ละปีสัตว์ทดลองมากมายถูกนำมาทดลองยา สารเคมี อาหาร และการรักษาอื่น ๆ]



ซึ่งอันที่จริงยาชนิดนี้ก็ถูกใช้มานานแล้วในแบบยาเม็ดหรือยาผง แต่ต่อมาบริษัทผู้ผลิตเกิดอยากผลิตยาน้ำขึ้นมาบ้าง แต่ว่าเจ้าสารซัลฟานิลาไมด์นี้ไม่สามารถละลายในแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสารละลายที่มักใช้ผลิตยาน้ำได้ แต่ผู้ผลิตพบว่ามันสามารถละลายในสารไดเอทธิลีนไกลคอลได้ แม้จะทำให้มีรสฝาดไปบ้าง แต่ก็แก้ได้ด้วยการใส่น้ำเชื่อมรสหวานลงไป

[แน่นอนมันคือความเสียสละที่พวกมันไม่ได้เต็มใจเท่าไรนัก และใช่ มันดูโหดร้ายมาก]



โชคร้ายจริง ๆ ที่นักเคมีผู้ผลิตไม่ทราบว่าสารไดเอทธิลีนไกลคอลนั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งก็ไม่ใช่ความรู้ที่แปลกใหม่ในขณะนั้น เพราะที่จริงพวกเขาสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้ตามตำราเคมีทั่วไป หรือเพียงแค่ทำการทดลองยาเสียก่อน แต่ด้วยความมั่นใจ พวกเขาก็ไม่ได้ทำ และปล่อยยานั้นออกสู่ตลาดทันที

[มนุษย์โลกสวยถึงกับรับไม่ได้ออกมาต่อต้านการทดลองในสัตว์]



ถือเป็นความซวยของผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส(ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรมากมาย) แล้วดันซื้อยานี้ไปกิน ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตจากยานี้ไม่ต่ำกว่าร้อยคน กว่าจะเรียกคืนยาทั้งหมดจากท้องตลาดได้

หายนะเกี่ยวกับยาครั้งนี้ทำให้รัฐบาลของสหรัฐฯ ต้องออกกฎหมายว่าด้วยอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ขึ้นในปี ค.ศ. 1938 โดยกำหนดว่าผู้ผลิตยาจะต้องทดลองยาใหม่ทุกชนิดกับสัตว์ก่อนที่จะนำออกมาขาย จากนั้นประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกต่างก็ตั้งกฎหมายตามสหรัฐฯ

[แต่ในความเป็นจริงคงไม่มีมนุษย์คนไหนยอมมารับหน้าที่แทนสัตว์ทดลอง]



หลังจากนั้นก็็มีสัตว์จำนานจากถูกนำมาทดลองยา ไม่ว่าจะเป็น หนู กระต่าย หมู ลิง ฯลฯ จนต่อมาต้องมีการออกกฎหมายว่าด้วยการรักษาสิทธิของสัตว์ทดลอง เช่น มีการกำหนดว่านักวิทยาศาสตร์และผู้ผลิตยาจะต้องใว้สัตว์ทดลองให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องพยายามทำการทดลองที่ปลอดภัย หรือไม่ก็ต้องใช้ชีวิตของสัตว์นั้นให้คุ้มค่าที่สุด

[เราติดหนี้พวกมันนะ]

 

แอดมิน
Sciece Illustrated, November 2012

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

5 Responses to “เราติดหนี้สัตว์ทดลอง”

  1. Mai says:

    ตอนเรียนเคยได้ใช้ปลามาทดลองอยู่นะ ปลาตายไปหลายตัวเลย ต่อมาเพื่อนๆเลยได้พากันไปทำบุญให้ปลากัน

  2. Cola Choco says:

    แอดมินเคยใช้ไส้เดือน หนูขาว แล้วก็กบ ไส้เดือนนี่ก่อนชำแหละต้องเอาไปชุบแอลกอฮอล์ ดิ้นพลาด ๆ น่าสงสารมาก

  3. annmaku says:

    อ่า..จะถือเป็นความโชคดีของเราไหมนี่ที่ไม่เคยเรียน วิชาที่ต้องทำอะไรพวกนี้ แต่ถึงอย่างไรมันก็สังเวยชีวิตให้เราอยู่ดี ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

  4. NeungTheKop says:

    โชคดีที่ไม่เคยเรียนวิชาที่ต้องเอาสัตว์มาผ่ามาทำอะไร
    แม้กระทั่งตอนเข้าค่าย ร.ด. 7 วัน ครูฝึกให้ไก่เป็นๆ มาตัวนึง บอกให้ไปทำกับข้าวกันเอง กลุ่มละ 1 ตัว (กลุ่มนึงมีคน 7 คน) แต่ผมกับเพื่อนอีก 2 คน ไม่กิน มื้อนั้นขออดข้าวดีกว่าต้องฆ่าไก่เพราะสงสารมันอ่ะ

  5. ยังไงคงหนีไม่พ้น ถึงใครไม่ได้ทำเอง แต่อาหารและผลิตภัณฑ์รอบๆ ตัว มีส่วนผสมของสัตว์ทั้งนั้น

    สำคัญที่การทดลอง ขอให้มีคุณธรรมกับสัตว์มากที่สุดก็แล้วกัน สัตว์พวกนี้มีกฎไว้เลยว่าทดลองเสร็จต้องฆ่าทิ้งทั้งหมด (เพราะถ้านำไปเลี้ยง ก็คงเลี้ยงกันไม่หวาดไม่ไหว แถมบางทีก็โดนทดลองจนเจ็บป่วยหรือพิการไปแล้ว) คนเรานี่โหดร้ายที่สุดจริงๆ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า