เราทุกคนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในอดีตกาล

 

ทุกคนครับ รู้รึเปล่าว่าจริงๆแล้วพวกเราใช้ชีวิตอยู่ในอดีตกาลอยู่ตลอดเวลานะ อันนี้ผมพูดจริง แต่ก่อนที่จะอธิบายเรื่องนั้น วันนี้เรามารู้จักกับภาพลวงตาอย่างนึงกันก่อน อันนี้ผมว่าทุกคนต้องไม่ค่อยรู้จักแน่เลย เขาเรียกว่า flash lag illusion ถ้าจะพูดง่ายๆมันก็คือ การที่เรามองเห็นวัตถุที่เคลื่อนที่อยู่ผิดจากตำแหน่งจริงของมันไปเล็กน้อยอยู่เสมอครับ

 

ในคลิปนี้อธิบายภาพลวงตานี้อย่างง่ายๆ คือ หากมีวัตถุสองชิ้น ชิ้นหนึ่งอยู่กับที่ อีกชิ้นหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปมา ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง วัตถุทั้งสองจะเคลื่อนที่มาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน แต่ ณ เวลานั้นจริงๆ เราจะไม่เห็นมันอยู่บนเส้นตรงเดียวกัน แต่เราจะเห็นมันอยู่เยื้องกันนิดหน่อย

 

ภาพลวงตานี้แหละที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าจริงๆแล้วเราอยู่ในอดีตตลอดเวลาครับ

 

 

สมมติว่ามีแมลงตัวหนึ่งมีประสาทรับรู้ที่เร็วกว่าเรา เราก็จะเสมือนว่าอยู่ในอดีตของมัน ตอนที่เราคิดว่าเราตบมันได้พอดีอยู่แล้วนะ มันก็หนีไปได้อย่างเหลือเชื่อ แหม่ไวจริงๆไอ้ตัวพรรค์นี้ เพราะที่จริงมันเห็นการเคลื่อนไหวของเราก่อนที่เราจะรู้ตัวว่าเรากำลัง เคลื่อนไหวซะอีก

 

ในโลกการรับรู้ของเราไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นอย่างเรียลไทม์จริงๆเลย เราอยู่ในอดีตของโลกนี้ อยู่ในอดีตของตัวเองตลอดเวลา

 

ไม่ใช่เฉพาะแค่การมองเห็น แต่การรับรู้ทุกอย่างของเราอยู่ในอดีตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการได้ยิน การได้กลิ่น การสัมผัส การเคลื่อนไหว ทุกอย่างเลย เพราะประสาทของเราสามารถส่งข้อมูลไปยังสมองได้เร็วสุดแค่ 250 ไมล์ต่อชั่วโมง การรับรู้ของเราจะล่าช้ากว่าความเป็นจริงไปประมาณ 80 มิลลิวินาที อาจดูเหมือนน้อย แต่ตรวจวัดได้อย่างชัดเจนและเราก็รับรู้มันได้บ้างในบางกรณี

 

สรุปคือเราใช้ชีวิตอยู่ในอดีตที่ห่างจากปัจจุบันอยู่ 80 มิลลิวินาทีเสมอ เราจะบอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้วถึง 80 มิลลิวินาที ก็นานเหมือนกันนะ แต่เราไม่รู้สึกผิดปกติกับค่าดีเลย์นั้นเพราะสมองพยายามทำความเคยชินกับมัน อะไรที่เราคิดว่ากำลังเกิดขึ้น มันได้เกิดขึ้นไปแล้ว แม้แต่เวลาทีเราหยิบดินสอขึ้นมา ณ เวลาที่เรารู้สึกว่าเราหยิบมันขึ้นมานั้นเราได้หยิบมันไปแล้ว

 

80 มิลลิวินาทีมันนานพอที่จะรู้สึกได้ (นานกว่าการกระพริบตา) แต่ความเคยชินช่วยลดปัญหาในชีวิตเราหลายๆอย่าง แม้กระทั่งทำให้เรารู้สึกว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นน่ะถูกแล้ว มีการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานนี้ โดยให้อาสาสมัครเปิดสวิชต์ไฟ ซึ่งไฟจะติดขึ้นมาหลังจากกดสวิชต์ 80 มิลลิวินาที ไม่นานอาสาสมัครก็ไม่รับรู้ถึงความล่าช้านั้น และเมื่อตั้งค่าให้ไฟติดขึ้นมาในเวลา 40 มิลลิวินาที อาสาสมัครกลับรู้สึกว่าไฟติดขึ้นมาก่อนที่พวกเขาจะกดสวิชต์

 

แบบทดสอบที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนคือภาพลวงตา Flash-Lag Effect

 

 

ภาพลวงตานี้ถูก บันทึกครั้งแรกเมื่อปี 1958 การที่มันได้ชื่อว่า flash-lag effect เพราะเดิมทีมันเกิดจากการมีผู้สังเกตเห็นว่าแสงกระพริบจากเครื่องบินมันไป ไม่พร้อมกับเครื่องบิน แต่จะอยู่รั้งท้ายเสมอ

 

ออริจินัลอิมเมจมักจะอธิบายในรูปแบบของวงแหวนที่มีไฟกระพริบอยู่ตรงกลาง เราจะเห็นว่าไฟกระพริบนั้นไม่ได้อยู่ตรงกลางตามที่มันควรเป็น แต่จะช้ากว่าการเคลื่อนที่ของวงแหวนนิดหน่อย

 

สมมติฐานดั้งเดิมของภาพลวงตานี้กล่าวไว้ว่า เป็นเพราะสมองของเราทำนายตำแหน่งของวัตถุล่วงหน้าแปบนึง เพราะสมองต้องใช้เวลาสักครู่ในการประมวลผลภาพ ถ้าไม่มีการคาดการณ์ล่วงหน้า เราก็จะมองเห็นวัตถุผิดตำแหน่งไป เพราะในขณะที่เรารับรู้ วัตถุนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งไปแล้ว เราจึงต้องมีระบบการเดาตำแหน่งล่วงหน้า ซึ่งก็เป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผลมากพอ

 

แต่นั่นก็จะหมายความว่า เรามองเห็นอนาคตอยู่ตลอดเวลาน่ะสิ? บางคนคิดว่านั่นไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่

 

สมองของเรามองเห็นอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคตกันแน่?

 

 

จึงมีการทดลองเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยจัดการทดลองแบบง่าย ๆ คือ ใช้วงแหวนกับไฟกระพริบเหมือนเดิม แต่คราวนี้เราลองมองต่างมุมดู ไม่คิดว่าวงแหวนนั้นคือภาพลวงตา แต่ลองคิดว่าไฟกระพริบอาจจะเป็นภาพลวงตาแทน

 

แทนที่จะให้วงแหวนเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิมเรื่อย ๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็ทำให้วงแหวนหยุดนิ่ง หรือไม่ก็เคลื่อนที่กลับไปในทิศทางตรงข้าม

 

ถ้าสมมติฐานเดิมถูกต้อง ไฟกระพริบจะต้องเคลื่อนที่ต่อไปในทิศทางเดิมก่อน เพราะสมองต้องคาดว่าวงแหวนจะยังคงเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิม แต่ผลการทดลองไม่ได้ออกมาอย่างนั้น

 

เมื่อวงแหวนหยุด ไฟกระพริบก็หยุดอยู่ตรงกลางพอดี และเมื่อวงแหวนเคลื่อนที่ไปอีกทางหนึ่ง มันก็เริ่มเคลื่อนที่ตามไปอีกทางหนึ่งเช่นกัน

 

จากการทดลองอย่างง่าย ๆ นี้จึงสรุปได้ว่าสมมติฐานเดิมนั้นผิด สมองของเราไม่ได้แสดงให้เราเห็นภาพเหตุการณ์ล่วงหน้า

 

สรุป เรามองเห็นตำแหน่งของวัตถุในอดีต ไม่ใช่ตำแหน่งวัตถุในปัจจุบัน และไม่ใช่ตำแหน่งของมันในอนาคต ถ้าจะพูดว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในอดีตก็ไม่ผิดอะไรครับ

 

แอดมิน & ζ-Zeta S.
http://www.scienceagogo.com/news/20000220174638data_trunc_sys.shtml
http://www.salk.edu/news/pressrelease_details.php?press_id=31

comments

You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า