เรือผี Flying Dutchman

ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน (Flying Dutchman)

ในความมืดแห่งรัตติกาลของท้องทะเลอันกว้างใหญ่เวิ้งว้าง รอบด้านมีเพียงผืนน้ำดำมืดไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวและเย็นยะเยือก มีเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะทำให้ใครสักคนผู้ไม่คุ้นชินกับสภาพดังกล่าวเกิดอาการคลุ้มคลั่ง แต่ยังมีบางสิ่งที่น่าสะพรึ่งกลัวยิ่งกว่านั้นในบริเวณท้องทะเลของแหลมกู๊ดโฮป เพราะที่แห่งนั้นมีเรื่องเล่าของเรือปีศาจคอยล่องลอยหลอกหลอนชาวเรือมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ผู้ใดก็ตามที่พบเห็นเรือลำนั้นจะต้องคำสาปแห่งความตาย นามของเรือนรกลำนี้ก็คือ “ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน”

เป็นอีกเรื่องหนึ่งในหลาย ๆ หัวข้อที่นักวิทยาศาสตร์ไม่อยากยอมรับว่ามันเป็นความจริง เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เรือปีศาจนามว่าฟลายอิ้ง ดัทช์แมน ก็ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของพวกเขาด้วยการปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับพรากวิญญาณของผู้พบเห็นไปกับมันด้วยทุกครั้ง

การปรากฏตัวของเรือปีศาจลำนี้เป็นที่เล่าขานกันมาหลายศตวรรษ หลายครั้งที่มันปรากฏให้ผู้คนจำนวนมากได้พบเห็นพร้อม ๆ กัน และทุกคนก็สามารถบรรยายลักษณะของมันได้เหมือนกันทุกประการ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเห็นเรือบรรทุกสินค้าในศตวรรษที่ 17 มาก่อนเลย

จากคำให้การของผู้พบเห็นส่วนใหญ่กล่าวว่า เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน มักปรากฏให้เห็นบริเวณแหลมกู๊ดโฮป ในเวลากลางคืน โดยเฉพาะวันที่มีหมอกลงหนา จะมีโอกาสพบเห็นได้มากขึ้น “ท่ามกลางเมฆหมอกที่ปกคลุมท้องทะเลอันเงียบสงัด มีเรือบรรทุกสินค้าโบราณลำใหญ่มาก เรือลำนั้นเปร่งแสงเรือง ๆ สีแดงหรือสีส้มออกมาดูน่ากลัว มันแล่นฉิวบนผืนน้ำราบเรียบแม้ไม่มีลมคอยช่วยพัดใบเรือที่ขาดวิ่น มีกัปตันเรือแต่งกายด้วยชุดย้อนยุคยืนอยู่ที่หัวเรือ พร้อมกับส่งเสียงตะโกนอันโหยหวนสั่งการลูกเรือผีของเขา ก่อนจะอันตรธานหายไปในความมืดอย่างลึกลับ และผู้ที่พบเห็นมันมักมีอันเป็นไปในเวลาอันรวดเร็วราวกับต้องคำสาป…”

ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน มิได้เป็นเพียงเรื่องเล่าปรำปราที่แต่งขึ้นมาหลอกให้ผู้คนหวาดกลัวเท่านั้น แต่มันมีจุดกำเนิดที่สามารถอ้างอิงได้ว่าเรือลำนี้เคยมีตัวตนอยู่จริง และมีการบันทึกตำนานอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เรือบรรทุกสินค้าแสนธรรดาลำนี้กลายเป็นเรือผีที่น่าพรั่นพรึง

เหตุเกิดขึ้นเมื่อสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน หรือเรียกในภาษาดัทช์ว่า “De Vliegende Hollander” เป็นเรือบรรทุกสินค้าของบริษัท ดัทช์ อีส อินเดีย คอมเพนนี มีกัปตันเรือชาวดัทช์นามว่า เฮนดริก แวน เดอ

เด็คเคน ซึ่งเล่ากันว่ากัปตันเรือนายนี้เป็นคนเดินเรือเก่ง แต่มีจิตใจโหดเหี้ยม ไม่มีศาสนา และไม่นับถือพระเจ้า เขาต้องการที่จะสร้างชื่อโดยการเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแอฟริกาให้ได้ แม้ว่าในขณะนั้นจะมีพายุโหมกระหน่ำ แต่เขาก็ทำการท้าทายพระเจ้าโดยการนำลูกเรือออกเดินทางอย่างไม่หวั่นเกรง

ครั้นเมื่อใกล้ถึงจุดหมาย มีพายุที่รุนแรงมากลูกหนึ่งก่อตัวขึ้นตรงหน้าขวางเส้นทางเดินเรือของเขาไว้ พายุนั้นมองเห็นได้แต่ไกลดูอันตรายเพราะปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบจนมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า เหล่าลูกเรือต่างรู้ดีว่าพวกเขาคงไม่สามารถผ่านพ้นมรสุมนี้ไปได้จึงแจ้งให้กัปตันทราบ เพื่อจะได้เลิกล้มความตั้งใจ หรืออย่างน้อยก็ควรเบนหัวเรือไปในเส้นทางอื่น แต่กัปตันเฮนดริกผู้ดื้อรั้นไม่ยอมรับฟังคำแนะนำนั้น พร้อมสั่งให้ลูกเรือทุกคนนำเรือเดินหน้าฝ่าพายุต่อไป

ลูกเรือตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นและทุกคนก็จะต้องตายกันหมด จึงร่วมมือกันก่อกบฏเพื่อยึดอำนาจการควบคุมเรือจากกัปตัน เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้น ด้วยความโมโหและคลุ้มคลั่งจากฤทธิ์ของสุรา ประกอบกับนิสัยที่โหดเหี้ยมอยู่เดิม ทำให้กัปตันเฮนดริกลั่นไกปืนยิงหัวหน้ากลุ่มกบฏจนเสียชีวิต แล้วโยนร่างของเขาทิ้งลงทะเลไปอย่างไม่ใยดี

เมื่อเรือเดินทางเข้ามาถึงใจกลางของมรสุม พายุฝนรุนแรงได้พัดกระหน่ำยากที่จะต้านทานได้ ใบเรือขาดสะบั้น เสากระโดงหัก เรือโคลงเคลงไปมาไม่มีท่าว่าจะหลุดพ้น กัปตันเฮนดริกพยายามต่อสู้กับพายุนั้นได้นานนับชั่วโมง พร้อมกันนั้นเขาก็ตะโกนสบถสาปแช่งเบื้องบนและพระผู้เป็นเจ้าอยู่ไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งพายุได้พัดเรือของเขาออกนอกเส้นทาง เรือนั้นได้ไปชนกับหินโสโครกใต้ท้องทะเล

กล่าวกันว่าก่อนที่เรือทั้งลำจะจมลง กัปตันตะโกนออกไปว่า “ข้าจะวนเวียนอยู่ที่ท้องทะเลแห่งนี้ ถึงแม้ว่าข้าจะต้องล่องเรือไปจนถึงวันสิ้นสุดของโลกก็ตาม” ทันใดนั้น ปรากฏมีเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นเบื้องบน พร้อมกับเสียงลึกลับจากฟากฟ้าตำหนิการกระทำของกัปตันเรือ แต่กัปตันเฮนดริกได้โต้เถียงออกไปอย่างไม่เกรงกลัวพร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งไปยังเมฆดำประหลาดนั้นแล้วลั่นไกออกไป แต่ปืนกลับระเบิดใส่มือเขาเอง มีเสียงกัมปนาทสาปแช่งจากเบื้องบนว่า “เจ้าจะต้องแล่นเรืออยู่ในท้องทะเลไปชั่วกัลปาวสาน ต้องดื่มน้ำดีรสขมแทนน้ำ และกินเหล็กร้อนแดงเป็นอาหาร จะไม่มีผู้ใดสามารถปลดปล่อยเจ้าจากคำสาปนี้ได้ เพราะทุกคนที่พบเห็นเรือปีศาจลำนี้จะต้องตาย…” เมื่อสิ้นสุดคำสาปแช่ง เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน พร้อมด้วยกัปตันและลูกเรือทั้งหมดก็จมดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเล เป็นอันปิดฉากตำนานกัปตันผู้โหดเหี้ยม และเปิดฉากเรือปีศาจที่ตามหลอกหลอนผู้คนสืบมา

มีบันทึกการเผชิญหน้ากับเรือปีศาจฟลายอิ้ง ดัทช์แมน ของผู้เดินเรืออยู่มากมายหลายครั้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยแต่ละครั้งจะมีคนตายอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ ซึ่งการพบเห็นครั้งสำคัญและน่าเชื่อถือ มีดังต่อไปนี้…

บันทึกของมกุฎราชกุมารพระองค์หนึ่งของอังกฤษ ซึ่งต่อมาทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์จที่ 5 กล่าวไว้ว่า ในวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.1881 ขณะที่เรือซึ่งพระองค์ทรงประจำการอยู่แล่นผ่านแหลมกู๊ดโฮป ลูกเรือคนหนึ่งได้มองเห็นเรือประหลาดปรากฏอยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบ เรือนั้นมีแสงสีแดงสว่างไปทั่วทั้งลำ แล่นอยู่ห่างจากเรือของพระองค์ประมาณ 200 หลา ไม่กี่วันต่อมาลูกเรือคนดังกล่าวก็เสียชีวิตจากการพลัดตกจากเสากระโดงเรือ เป็นที่ล่ำลือกันว่าเขาต้องคำสาปของเรือปีศาจเสียแล้ว

ในปีเดียวกันนั้นเรือบรรทุกสินค้าของชาวสวีเดนได้แล่นผ่านบริเวณแหลมกู๊ดโฮปเช่นกัน ลูกเรือประจำเสากระโดงรายงานลงมาว่าเขาได้เห็นเรือประหลาดเรืองแสงอยู่ในม่านหมอก คาดว่าน่าจะเป็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน

แล้วหลังจากนั้นเขาก็ตกจากเสากระโดงลงมาตายในทันที กัปตันเรือส่งคนขึ้นไปดูอีกครั้งว่ามีเรือนั้นอยู่จริงหรือไม่ ปรากฏว่าเรือปีศาจยังคงแล่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น และอีกสองวันต่อมาลูกเรือคนดังกล่าวก็เสียชีวิตลงอย่างลึกลับ

หลังจากนั้นหลายปี มีเรือสัญชาติอเมริกันนาม Relentless ได้แล่นผ่านบริเวณดังกล่าว กัปตันเรือได้เห็นเรือ
ฟลายอิ้ง ดัทช์แมนลอยลำอยู่ จึงสั่งให้นายท้ายเรือหันหัวเรือไปทางนั้นเพื่อที่จะได้ดูมันอย่างใกล้ชิด เวลาผ่านไป นายท้ายเรือไม่ได้ทำตามคำสั่งของกัปตัน เขาถึงไปตรวจสอบดู ปรากฏว่านายท้ายเรือของเขาได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างไม่ทราบสาเหตุ และในคืนนั้นเขาก็ต้องสูญเสียลูกเรือไปอย่างลึกลับถึงสามคน

นอกจากนี้ยังมีรายงานมากมายจากผู้เดินเรือที่อ้างว่าพบเห็นเรือปีศาจลำนี้ เช่น ชาวบ้านสี่คนได้เห็นเรือลึกลับที่ดูเก่าแก่และผุพัง แต่ยังสามารถแล่นฉิวอยู่บนผืนน้ำและค่อย ๆ หายไปในความมืด และรายงานล่าสุดเมื่อปี ค.ศ.1959 จากกัปตันเรือ Staat Magelhean กล่าวว่า พบเห็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันกำลังแล่นตรงมาจนน่ากลัวว่าจะชนเข้ากับเรือของเขา เขาสั่งให้ลูกเรือเบนหัวเรือเพื่อหลบ แต่มันเข้ามาประชิดเกินไป ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมรับแรงปะทะอย่างเต็มที่ เรือปีศาจนั้นก็อันตรธานหายไปอย่างลึกลับ

ไม่ใช่เพียงผู้เดินเรืออยู่กลางทะเลเท่านั้นที่มีสิทธิ์พบเจอกับเรือปีศาจลำนี้ แม้แต่บริเวณประภาคาร Cape Light House ยังมีบันทึกอยู่หลายครั้งว่า ขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ท่ามกลางเมฆหมอกหนาทึบ เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนจะปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ บรรดาเรือที่ได้เผชิญหน้ากับมันนั้น หากโชคดีก็เพียงแค่ถูกหลอกหลอนให้หวาดกลัว หากโชคร้ายก็ถูกล่อลวงให้ออกนอกเส้นทางไปชนเข้ากับหินโสโครกใต้ท้องทะเลจนอับปางลง

และนี่คือเรื่องเล่าลึกลับของเรือปีศาจที่ถูกสาปให้ต้องแล่นลอยเรื่อยไปจนกว่าจะถึงวันสิ้นสุดของโลก แม้ไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการว่ามันยังคงมีตัวตนอยู่จริง แต่จากคำบอกเล่าของชาวเรือทั่วโลกก็เป็นบทสรุปที่น่าจะเพียงพอกับความเชื่อที่ว่า “ทุกชีวิตมิได้สิ้นสุดที่ความตาย”

บทความนี้แอดมินเขียนลงนิตยสาร Crow ฉบับที่ 2
ประจำเดือน สิงหาคม 2554

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า