เรื่องเล่าของคนเคยตาย(จากทางบ้าน)

บทความนี้ได้รับความสงเคราะห์จาก “ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม” ที่กรุณาแชร์ประสบการณ์ที่น่าสนใจให้ฟัง และยังอนุญาตให้นำมาโพสต์ให้ทุกคนได้อ่านด้วยค่ะ 

——————————————————–
 
 
 
ตอนผู้เขียนอายุ 17 ตอนนั้นผู้เขียนเป็นคนฉลาดและเรียนเก่งเพราะใส่ใจมาก ได้แข่งขันทักษะคณิตศาสตร์จนได้รางวัลระดับประเทศ และกำลังจะได้ไปแข่งระดับเอเชียที่ต่างประเทศ
 
ก่อนไปครูพาไปฉลองที่น้ำตกที่กาญจนบุรี ไปกับเพื่อนหลายคน ตอนที่เล่นน้ำอยู่บนโขดหิน มันมีที่ให้ลื่นลงไปในแอ่งน้ำและที่กระโดดลง ผู้เขียนกระโดดลงเล่นหลายครั้งจนครั้งสุดท้ายเหมือนศีรษะกระแทกบางอย่างใต้น้ำน่าจะเป็นก้อนหิน จากนั้นเหมือนความรู้สึกว่าวูบไป
 
ผู้เขียนเหมือนขึ้นมายืนอยู่บนโขดหินสูงแล้วมองลงไปตรงแอ่งน้ำข้างล่าง มีเพื่อนตะโกนบอกว่า เร็วๆเข้า ไอ้เจมันเป็นอะไรไม่รู้ มีคนดึงร่างของผู้เขียนขึ้นมาจากแอ่งน้ำ เลือดไหลออกจากศีรษะเยอะมากจนน้ำแอ่งนั้นกลายเป็นสีแดง
 
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วจนผู้เขียนคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง ตัวเองเหมือนสั่นๆเวลาเดินลำบากเหมือนจะปลิวไป ผู้เขียนพยายามเดินมาที่ร่างของตัวเองตอนที่เขากำลังจะเอาลงเปลหาม ทุกคนวุ่นวายไปหมด ครูคนหนึ่งพยายามปั๊มหัวใจและผายปอดให้ มีคนมุงดูอยู่เพียบ
 
ผู้เขียนไม่ได้เห็นแค่เหตุการณ์ตรงนั้น แต่เห็นหลายที่พร้อมกันและได้ยินหลายอย่างพร้อมๆกัน เห็นเจ้าหน้าที่อุทยานกำลังกันคนออกจากทางรถให้รถกู้ภัยวิ่งเข้ามาสะดวก เห็นคนที่เริ่มทยอยกันมาดู ได้ยินทุกคนกำลังออกความเห็นกัน เพื่อนบางคนน้ำตาซึมเพราะตกใจ เห็นครูโทรไปที่บ้าน เห็นแม่รับโทรศัพท์แล้วตกใจ ผู้เขียนไม่รู้ว่าเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ไกลออกไปได้ยังไง และได้ยินเสียงที่ไกลออกไปได้ยังไง สิ่งที่น่าทึ่งคือผู้เขียนได้ยินเสียงความคิดด้วย ครูกำลังตกใจและหวาดกลัวความรับผิดชอบ เพื่อนบางคนคิดว่าผู้เขียนตายแล้ว
 
ผู้เขียนนั่งลงไปบนร่างของตัวเองแล้วนอนลงไปแบบที่เคยเห็นในหนังผีตอนวิญญาณกลับเข้าร่าง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นร่างกับวิญญาณยังแยกกันอยู่อย่างสิ้นเชิง ผู้เขียนพยายามขยับให้เข้าที่คิดว่ามันคงพอช่วยได้แต่ก็ไม่ได้ผล แถมรู้สึกว่าความรู้สึกต่างๆที่คงเหลืออยู่ก็น้อยลง ผู้เขียนเคลื่อนไหวได้ยากลำบากเชื่องช้าและทุกอย่างรอบๆก็เริ่มเป็นไปอย่างรวดเร็วเหมือนกรอเทป เหมือนโลกหมุนแล้วผู้เขียนก็กระเด็นออกไป
 
ร่างถูกเคลื่อนไปที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ผู้เขียนกำลังพุ่งขึ้นที่สูงจนมองเห็นส่วนบนของภูเขา บางครั้งก็ลอยเข้าไปในอุโมงค์สว่างจ้า แล้วหยุดในห้องกว้างๆที่มีคนอื่นอยู่เต็มจึงถามพวกเขาว่านี่คือที่ไหน ผมตายแล้วหรือ นี่นรกหรือสวรรค์ มีคนเดินมาเปิดประตูแล้วผู้เขียนก็เห็นอีกข้างหนึ่งของประตู เป็นที่มืดกว้างใหญ่เหมือนให้เลือกว่าจะอยู่ตรงนี้หรือจะเดินออกไป ผู้เขียนไม่รู้ว่าในที่มืดนั่นคืออะไรแต่เลือกที่จะอยู่ในห้องสว่างๆกับคนจำนวนหนึ่ง พวกเขาไม่พูดคุยกันแต่สื่อสารกันด้วยความคิด ผู้เขียนมองออกไปรอบๆห้องนั้นขยายออกไปไม่สิ้นสุด
 
ผู้เขียนติดอยู่ที่นั่นนานมาก เหมือนผ่านไปหลายวัน คอยดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ชายคนหนึ่งก็บอกว่าเขาอายุแสนกัป และคนอื่นๆพยายามอธิบายให้ฟังว่ากัปหนึ่งมันนานแค่ไหน มันเข้าใจยากเพราะตอนนั้นผู้เขียนไม่รู้จักคำว่ากัปเลย ผู้เขียนอายุ 17 และมั่นใจในตัวเองสูงมากและคิดว่าชีวิตหลังความตามมันไร้สาระมาตลอด เขาบอกว่าโลกเกิดแล้วดับก็ยังไม่เท่าเวลากัปหนึ่ง แล้วอะไรคือเรื่องไร้สาระ บางครั้งพวกเขาก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายกลุ่มควันสว่างที่ผู้เขียนแค่รู้ว่าเขามีชีวิต แต่ระบุประเภทไม่ได้
 
ผู้เขียนได้ยินเสียงคนร้องไห้ เป็นเสียงแม่ เหมือนอยู่ใกล้มากแต่ผู้เขียนไม่รู้ว่าจะไปตามเสียงนั่นที่ไหน ผู้เขียนเปิดประตูแล้วถูกดูดเข้าไปในความมืด รู้สึกเหมือนถูกลากผ่านความมืดอย่างรวดเร็ว แล้วเห็นพ่อแม่กำลังยื้อไม่ให้หมอฉีดยาศพ ผู้เขียนเห็นร่างซีดเขียวของตัวเอง เครื่องช่วยชีวิตทุกอย่างกำลังถูกพยาบาลถอดออกทีละชิ้น มันคงผ่านมาหลายวันน่าสงสัยว่าทำไมพวกเขายังไม่เผากันอีก
 
แม่ร้องเสียงแหลมแล้วผลักหมอออกจากร่างผู้เขียน ผู้เขียนรู้สึกถูกดูดเข้าไปในรูเล็กๆ แล้วสำลักน้ำ เจ็บที่ศีรษะและลำคอ ดิ้นรนตะกายขึ้นจากน้ำ มีคนดึงมือและแขนขา มีคนกระแทกที่หน้าอก แล้วผู้เขียนก็ตื่นขึ้นบนเตียง พยายามขยับตัวที่ยากมาก พยาบาลร้องอย่างตกใจที่เห็นผู้เขียนลืมตา แม่เข้ามากอดแล้วร้องไห้จนเป็นลม เครื่องช่วยชีวิตทุกอย่างถูกนำมาติดที่ตัวผู้เขียนอีกครั้ง และนั่นคือการมีชีวิตครั้งที่สอง
 
หลายเดือนผ่านไปก็หายเป็นปกติ มีคนเล่าให้ฟังว่าผู้เขียนหยุดหายใจเกือบทันทีหลังจากหัวกระแทก แต่หมอก็จัดการดึงให้สัญญาณชีวิตกลับมาได้และยื้ออยู่อย่างนั้นถึงสามวันก่อนที่จะตายลงอีกครั้ง และฟื้นขึ้นมา มันเป็นความโชคดีและโชคร้ายจริงๆ
 
โชคดีที่ผู้เขียนตื่นมาด้วยอาการครบสามสิบสองไม่เอ๋อ ถึงจะมีความจำหายไปในระยะเวลาสั้นๆอยู่พักหนึ่ง และกลับเป็นปกติภายในไม่นาน โชคดีที่ไม่ตายและพ่อแม่ก็ไม่ต้องเสียใจ
 
แต่พูดถึงความโชคร้าย มันบรรยายยาก ผู้เขียนเชื่อว่าสิ่งที่ไปเห็นเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ฝันไปถึงมันจะให้ความรู้สึกเลือนลางตอนตื่นมา และถ้ามันเป็นเรื่องจริงแล้วอะไรที่ไม่จริง ผู้เขียนเริ่มสงสัยในเรื่องเหนือโลกและเริ่มศึกษาสิ่งที่นอกเหนือเรื่องที่คำนวณได้ ความใฝ่หาชื่อเสียงและเป้าหมายชีวิตที่เคยมีน้อยลง จนรู้สึกว่าตัวเองไม่ใส่ใจจะทำอะไรกับชีวิต จนคนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นจากผลการเรียนที่ตกต่ำลงและชีวิตที่เคยต้องเนี้ยบตลอด ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็กต์ กลายเป็นเรียบง่ายเปะปะผิดปกติ ผู้เขียนไม่รู้สึกถึงความสุข ความทุกข์ และรสชาติอาหาร มากเท่าที่เคยรู้สึก คืออยู่ไปเพราะคนอื่นต้องการ กินไปเพราะร่างกายเรียกร้อง แม่พาไปเชคสมองหลายครั้งหมอบอกว่าอาจเป็นเพราะได้รับการกระทบกระเทือน แต่ตัวผู้เขียนเองรู้ดีว่าไม่ใช่
 
ตอนนั้นผู้เขียนอายุ 17 และตอนนี้อายุ 31 ถึงอีก 50 ปีข้างหน้าจะยังไม่ตายก็น่าจะอายุ 80 กว่า แล้วมันจะมีความหมายอะไรถ้าเทียบกับเวลา 1 กัป ที่ผู้เขียนมารู้ทีหลังว่ามันนานประมาณ 3.2768×10(ยกกำลัง24) ปี ถ้ามดตัวหนึ่งที่อายุ 7 วันไม่มีความหมายอะไรกับเราเท่าไหร่ คนอายุ 80 คงไม่ต่างกับมัน แค่สร้างรอยสะกิดเล็กๆในช่วงหนึ่งของเศษเวลาแล้วจากไป เกิดมาเพื่อสร้างชื่อบันทึกไว้ในโลกงั้นรึ โลกเองก็อายุสั้นและไร้ค่าเหมือนกัน ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่พอที่จะสุขหรือทุกข์กับมัน ผู้เขียนไม่ชอบความรู้สึกนี้ แต่มันล้างออกไปไม่ได้ เพราะมันเป็นความรู้สึกของคนที่เคยสัมผัสบางอย่างที่อยู่เหนือปกติวิสัยเท่านั้น
 
มีพระบอกให้ผู้เขียนหัดสั่งสมาธิ จึงทำตาม และพบว่ามันช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาก ผู้เขียนรู้จักจินตนาการว่าตัวเองนั่งอยู่ข้างนอก มองลูกบอลแก้วกลมๆที่มีชีวิตคนอื่นกำลังดำเนินอยู่และดับลง วนเวียนอยู่แบบนั้นในเวลาสั้นๆและมันเป็นเรื่องตลกมากจริงที่ครั้งหนึ่งเคยยินดีมากกับชัยชนะในเกมตอบปัญหาคณิตศาสตร์
 
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
 
——————————————————–
 
 
บทความนี้ไม่มีการตัดหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาค่ะ มีแก้ไขคำผิดและลบคำซ้ำนิดหน่อย เพราะคุณไม่ประสงค์ออกนามเขียนได้ดีอยู่แล้วค่ะ ^^

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า