เร็วกว่าแสง…

300,000 กิโลเมตรต่อวินาท
เรื่องที่น่าสงสัยบางเรื่องก็ตอบได้ยาก เช่นว่า ทำไมแสงจึงจะต้องเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที (นิยามไว้ว่า 299,792 เมตรต่อวินาที) เรารู้เพียงว่าในอวกาศที่ว่างเปล่า นั่นถือเป็นความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในจักรวาลแล้ว
อันที่จริงความเร็ว 299,792 กิโลเมตรต่อวินาที เป็นเพียงค่าคงที่พื้นฐานเท่านั้น ความเร็วของแสงไม่อาจเกินนั้นได้ก็จริง แต่อาจเดินทางช้ากว่านั้นได้เมื่อมันเดินทางผ่านสสารอย่างแก้วหรือน้ำ ความเร็วของมันจะลดลงได้อย่างฮวบฮาบจนเหลือประมาณ 200,000 กิโลเมตรต่อวินาที (แน่นอนว่าเราก็ไม่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างอยู่ดี)
แต่การทดลองที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในอเมริกา นักฟิสิกส์ชาวเดนมาร์กชื่อ ลีน ฮู สามารถทำให้แสงหยุดนิ่งได้ในก๊าซระดับอะตอมที่เย็นจัด ก่อนทำให้มันเคลื่อนที่ต่อได้อีกในเวลาถัดมา นั่นก็เพราะว่าแสงนอกจากจะเป็นคลื่นแล้วมันเป็นเป็นอนุภาคด้วยนั่นเอง
เท่าที่มนุษย์สามารถยืนยันได้ ณ ขณะนี้คือแสงถือเป็นสิ่งที่สามารถเดินทางได้เร็วที่สุด แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการทดลองจากทีมวิจัยเซิร์น(CERN) ระบุว่ามีอนุภาคชนิดหนึ่งเรียกว่า “นิวทริโน” เป็นอนุภาคมวลน้อย(แทบจะไม่มีมวลเลย) สามารถเดินทางเร็วกว่า 299,792 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่ยอมรับกันว่าเป็นขีดจำกัดของจักรวาล(cosmic speed limit) แต่การทดลองนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด และคณะทดลองก็ยังคงเรียกร้องให้นักฟิสิกส์ทั่วโลกร่วมกันพิสูจน์ เพราะหากได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงได้เมื่อใด วงการวิทยาศาสตร์ทั้งหลายคงได้สั่นสะเทือน เนื่องจากปัจจุบันเราใช้ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ(Special theory of relativity) ที่เสนอโดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันอยู่ และที่ผ่านมาจากการทดลองหลายพันหลายหมื่นการทดลอง ที่พยายามหาความเร็วของอนุภาคต่าง ๆ บนโลกนี้ก็ยังไม่เคยมีผลการทดลองใดฝ่าฝืนขีดจำกัดของไอน์สไตน์ดังกล่าว
นอกจากนิวทริโนแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่กล่าวกันว่าสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสง แต่ไม่ได้รับความสนใจในวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มากนัก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะอธิบาย พิสูจน์ หรือนำมาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์ทางกายภาพได้ นั่นก็คือ “จิต” หรือเรียกอีกอย่างว่า “กายละเอียด” อย่างไรก็ตามก็มีนักจิตวิทยาและนักฟิสิกส์หลายคนทีเดียวที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการนำบุคคลที่อ้างว่ามีความสามารถพิเศษในการถอดจิตได้มาทำการทดลอง โดยให้ถอดจิตไปสำรวจดวงดาวต่าง ๆ ในอวกาศก่อนที่จะทำการสำรวจจริงด้วยเทคโนโลยี และผลปรากฏว่าพวกเขาสามารถให้รายละเอียดได้ตรงกับการสำรวจจริง(ที่เกิดขึ้นภายหลัง)ทุกประการ นอกจากนี้พวกเขายังอ้างว่าสามารถเดินทางไปยังดาวที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายปีแสงได้เพียงชั่ววินาที

เหตุผลที่การสำรวจอวกาศด้วยการถอดจิตไม่ได้รับความสนอกสนใจเท่าที่ควร ทั้งที่มันดูจะเป็นวิธีการที่ง่ายแถมยังไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น มันไม่ใช่ว่านักวิทยาศาสตร์นั้นใจแคบ ไม่ยอมเปิดกว้าง แต่ปัญหาที่จะตามมาคือ ถึงแม้ว่าคำกล่าวอ้างเหล่านั้นจะเป็นจริง แต่เราจะตอบข้อสงสัยของทุกคนอย่างไร จะพิสูจน์อย่างไร สุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยเทคโนโลยีอยู่ดี ที่สำคัญหากคนเหล่านั้นได้รับการยอมรับนับถือ จะมีผู้แอบอ้างมากมายจนยากที่จะแยกแยะความจริงได้ ทุกหน่วยงานคงต้องวุ่นวายกับการตรวจสอบภัยพิบัติเป็นล้าน ๆ แบบจากคำกล่าวอ้างที่ส่วนมากไม่เป็นจริง ลองคิดดูง่าย ๆ หากนักวิทยาศาสตร์ประกาศว่าดาวหางจะชนโลกพรุ่งนี้ เหตุผลคือ รู้มาจากสามัญชนคนหนึ่งที่ถอดจิตไปดูอนาคต มันคงฟังดูตลกและน่าอึดอัดใจจริง ๆ
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า