เลนินกราด…อดตาย แต่ไม่แพ้

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ราว 70 ปีที่แล้ว) เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1941 กองทัพฮิตเลอร์ซึ่งกำลังบุกผ่านรัสเซีย พยายามเข้ายึดเมืองเลนินกราด (Leningrad) เนื่องด้วยเมืองเลนินกราดตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอ่าวฟินแลนด์ (เมืองเลนินกราดคือเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กในปัจจุบัน) รวมทั้งเป็นเมืองที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียต ฮิตเลอร์จึงสั่งการอย่างเด็ดขาดว่า ให้ทำลายเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง และฆ่าสังหารประชาชนทุกคน อย่าให้มีเหลือรอดไปได้

ชีวิตของชาวเมืองเลนินกราดราว 3 ล้านคน ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในทันที แต่ชาวเมืองก็ไม่ได้ถอดใจยอมแพ้ กลับตระเตรียมการพร้อมรับมืออย่างแข็งขัน ชาวเมืองประมาณ 1 ล้านคนถูกเกณฑ์ไปสร้างป้อมปราการรวมถึงแนวลวดหนามยาว 635 กิโลเมตร และคูสนามเพลาะต่อสู้รถถังระยะทาง 700 กิโลเมตร แถมยังมีกองทัพแดงขนาดใหญ่ นำโดยจอมพลกิออร์กี้ ชูคอฟ และกองกำลังทางอากาศขนาดเล็กพร้อมต่อสู้ “สู้จนกว่าจะตายและไม่อนุญาตให้ใครสักคนร้องขอชีวิตหรืออาหารจากพวกมัน”

เมื่อเผชิญกับแนวการป้องกันแน่นหนาเช่นนี้ กองทัพเยอรมันเองก็ไม่อยากสูญเสียไพร่พลทหารโดยใช่เหตุ ล้มเลิกความคิดที่จะบุกเมือง แต่เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมเมืองแทน โดยหวังว่าเมื่อชาวเมืองเริ่มอดอยากอ่อนแรงก็จะเข้ายึดเมือง การปิดล้อมเมืองนี้กินเวลายาวนานถึง 872 วัน แต่เยอรมันก็ไม่อาจยึดเอาเมืองเลนินกราดมาได้

ทันทีที่เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมเมือง ก็เหมือนเป็นฝันร้ายของชาวเมืองเลนินกราด พวกเขาได้รับความเดือดร้อนอย่างมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงฤดูหนาวแรก เมืองเลนินกราดก็เริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิง น้ำ ไฟฟ้า และอาหาร โชคไม่เข้าข้างเมื่อฤดูหนาวของปี 1941 และ 1942 กลายเป็นปีที่หนาวมากผิดปกติ

ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ชาวเมืองได้รับปันส่วนแบ่งของอาหาร เป็นขนมปังเพียง 125 กรัม/วัน ซึ่งไม่พอแม้แต่จะแก้หิวสักหนึ่งมื้อ ดังนั้นชาวเมืองจึงต้องกินหนู รองเท้าหนังวัว สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่กาวทากระดาษปิดผนังเป็นอาหารประทังชีวิต ทั้งยังมีรายงานว่ามีการกินเนื้อมนุษย์ที่ตายแล้วด้วย

โชคยังดีที่เมืองเลนินกราดได้รับเสบียงส่วนหนึ่งจากอเมริกาซึ่งขนส่งโดยใช้เส้นทางข้ามทะเลสาบลาโดกาที่กลายเป็นน้ำแข็ง ไม่เช่นนั้นชาวเมืองทั้งหมดคงต้องอดตายจนไม่มีเหลือ แต่ก็ยังคงมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

ถึงอย่างนั้นชาวเมืองเลนินกราดก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงพยายามใช้ชีวิตตามปกติเหมือนยามสงบได้อย่างเหลือเชื่อ นักเรียนนักศึกษายังคงไปโรงเรียน ฝ่ายทหารก็ยังคงป้องกันเมืองอย่างเข้มแข็ง

ดมิทรี ชอสตาโควิช นักประพันธ์ดนตรีชื่อก้อง ชายหนุ่มผู้อยากออกไปร่วมรบแนวหน้า แต่ไม่สามารถทำได้เพราะสายตาไม่ดี เขาจึงคิดวิธีการต่อสู้ข้าศึกด้วยเสียงดนตรี  โดยการเริ่มประพันธ์ซิมโฟนีเลนินกราด เพื่อปลุกปลอบขวัญชาวเมือง สถานีวิทยุเปิดซิมโฟนีบทนี้บ่อยมากตามความตั้งใจของเขา

ยิ่งไปกว่านั้น สถาปนิกของเมืองยังคงออกแบบและก่อสร้างอาคารที่คิดจะสร้าง โดยไม่สนว่าเมืองนี้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกสักกี่วัน ทางการเองก็กระตุ้นให้ผู้ชายโกนหนวดเคราให้เรียบร้อย เพราะเคราถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้สิ้นหวังและการยอมแพ้

ตราบใดที่ยังมีชีวิตย่อมมีความหวัง การดิ้นรนเมื่อความอยู่รอดของชาวเลนินกราดไม่สูญเปล่า เมื่อกองกำลังของโซเวียตผลักดันกองทัพเยอรมันกลับไป ปฏิบัติการปิดล้อมเมืองจึงได้ยุติลงเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1944 ไม่สามารถระบุจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายที่แน่นอนได้ แต่ก็ประเมินว่ามีประชาชนและทหารราว 1.5 ล้านคนเสียชีวิตเนื่องจากความอดอยากและการสู้รบตลอดเวลากว่าสองปี ที่ยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ และนั่นนับเป็นสถิติที่สูงเป็นประวัติการณ์สำหรับเมืองยุคใหม่ 
[Shostakovich Plays His Leningrad Symphony, 1942]
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “เลนินกราด…อดตาย แต่ไม่แพ้”

  1. Roy Mustang says:

    นี่แหละ รักชาติยิ่งชีพของจริงล่ะนะ

    เอ้า..!! จะส่องละนะ !!

  2. Anonymous says:

    น่าสนใจมากค่ะ ขอบคุณค่ะ
    Little Bull

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า