แกะรอยวิวัฒนาการลึกลับของ"ขนนก"(ตอนที่1)

มหัศจรรย์แห่งวิวัฒนาการของ”ขนนก” ตอนที่1
ในปี 1861 มีการค้นพบฟอสซิลของขนนกซึ่งมีอายุกว่า 150 ล้านปี ถูกฝังอยู่ในหินปูนของเหมือนแร่แห่งหนึ่งในเยอรมนี ทำให้เกิดการถกเถียงกันเกี่ยวกับต้นกำเนิดของประดิษฐกรรมอันสง่างามแห่งธรรมชาติอย่าง”ขนนก” ว่า เพราะเหตุใดนกในยุคแรก ๆ อย่าง “อาร์คีออปเทอริกซ์” ซึ่งมีลักษณะอื่น ๆ บ่งบอกถึงความล้าหลังดึกดำบรรพ์ กลับมีขนเหมือนนกในปัจจุบันอย่างขนหางของนกแก้วแอมะซอนหน้าฟ้า
นกมีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ก็จริง แต่จุดกำเนิดของขนนกอาจเก่าแก่กว่านั้น โดยอาจย้อนขึ้นไปถึงบรรพบุรุษร่วมของทั้งไดโนเสาร์และเทอโรซอร์
พวกเราส่วนมากมักไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นความมหัศจรรย์พันลึกของธรรมชาติด้วยตาของตนเอง จะมีใครสักกี่คนที่เคยเห็นดวงตาขนาดเท่าลูกบาสเก็ตบอลของปลาหมึกยักษ์ แต่สิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งที่เราทุกคนต้องเคยเห็นอยู่เกือบทุกวัน คือเจ้าไดโนเสาร์มีบีกที่ยังคงโบยบินอยู่จนทุกวันนี้ และการที่นกมีอยู่มากมายทุกหนทุกแห่ง ทำให้เรามองข้ามมรดกที่พวกมันสืบทอดมาจากไดโนเสาร์ และประดิษฐกรรมอันชาญฉลาดแห่งธรรมชาติอย่างเรือนขน ที่ทำให้พวกมันบินได้
ขนที่ใช้บินมีรูปร่างที่ไม่สมมาตรเพื่อต้านแรงลมขณะบิน ขนส่วนปลายก้านเป็นเส้นบางและแข็ง ตรงโคนก้านเป็นเส้นยาวและยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดแรงยก สิ่งที่นกต้องทำก็แค่ปรับองศาปีกเพื่อปรับทิศทางของกระแสอากาศบริเวณเหนือปีกและใต้ปีก ซึ่งปีกของเครื่องบินก็อาศัยหลักการเหล่านี้บางประการเช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่าปีกของนกนั้นซับซ้อนและเหนือชั้นกว่าหลายขุม
ก้านขนนกแต่ละก้านจะประกอบด้วยเส้นขนซึ่งมีกิ่งขนย่อยแตกแขนงออกจากส่วนปลาย และเส้นขนคล้ายตะขอเล็ก ๆ แตกออกจากปลายกิ่งตรงขนย่อยอีกที เมื่อตะขอบนกิ่งขนย่อยแต่ละกิ่งเกี่ยวกันก็จะกลายเป็นโครงตาข่ายที่เบาและแข็งแรงยิ่ง ครั้นเมื่อต้องไซ้ขนเพื่อทำความสะอาด เส้นขนแต่ละเส้นก็จะแยกออกจากกันอย่างง่ายดาย แล้วกลับมาเรียงตัวกันใหม่อีกครั้งอย่างเป็นระเบียบ
ต้นกำเนิดของกลไกแสนมหัศจรรย์นี้เป็นปริศนามาแสนนาน เมื่อปี 1861 นับเป็นเวลาเพียงสองปีหลังจากหนังสือ “กำเนิดแห่งชีวิต (Origin of Species)” ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้รับการตีพิมพ์ คนงานเหมืองคนหนึ่งในเยอรมนีก็ได้พบฟอสซิลนกที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 150 ล้านปีก่อน ต่อมาถูกตั้งชื่อว่า อาร์คีออปเทอริกซ์ (Archaeopteryx) ซึ่งไม่เพียงแต่มีลักษณะต่าง ๆ เหมือนนกปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานในอดีต เช่น ปากมีฟัน ปลายปีกมีกรงเล็บ หางยาวที่มีกระดูกเป็นแกน ทำให้อาร์คีออปเทอริกซ์กลายเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนรูปร่างครั้งสำคัญในวิวัฒนาการ
กรณีศึกษานี้อาจทรงคุณค่ายิ่งขึ้น หากนักบรรพชีวินวิทยาค้นพบสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่กว่านี้และมีขนโบราณกว่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาพยายามค้นหามาเป็นเวลากว่า 150 ปีมาแล้ว ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่น ๆ พยายามเสาะหาคำอธิบายเรื่องต้นกำเนิดของขนนก โดยศึกษาจากเกล็ดของพวกสัตว์เลื้อยคลานรุ่นใหม่ ซึ่งนับเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของนก
ทั้งเกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานและขนของนกต่างก็แบนเรียบ จึงอาจเป็นไปได้ว่าเกล็ดของบรรพบุรุษนกอาจค่อย ๆ แผ่ออกจากรุ่นสู่รุ่น หลังจากนั้นขอบเกล็ดอาจแตกออกเป็นฝอยและแยกออกจากกันจนกลายเป็นขนนกยุคแรก
หากการเปลี่ยนรูปร่างดังกล่าวเป็นการปรับตัวเพื่อออกบินแล้วก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี ลองนึกภาพของบรรพบุรุษนกซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานสี่ขาตัวเล็ก ๆ มีเกล็ดปกคลุมลำตัว อาศัยอยู่บนยอดไม้ กระโดดจากต้นหนึ่งไปยังต้นหนึ่ง ถ้าเกล็ดของมันงอกยาวขึ้น ย่อมทำให้ลอยตัวได้ดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้ร่อนได้ไกลกว่าเดิมด้วย
ต่อจากนั้นขาหน้าก็ค่อย ๆ วิวัฒนาการขึ้นมาเป็นปีกที่สามารถกระพือขึ้นลงได้ เปลี่ยนโฉมหน้าของพวกมันจากสัตว์ที่ร่อนได้ เป็นสัตว์ที่บินได้อย่างทรงพลัง จึงอาจสรุปได้ว่าวิวัฒนาการของขนนกดำเนินควบคู่ไปกับวิวิฒนาการของการบินนั่นเอง
ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์เลื้อนคลานบนยอดไม้ สู่สัตว์ปีกบินได้ที่มีขนสำหรับบินเป็นพิเศษดังกล่าวมานี้ จะเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
-โปรดติดตามตอนต่อไป-
คลิกที่นี่ เพื่ออ่านทั้งหมด
แอดมิน
ข้อมูลจาก : National Geographic 115

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า