แฟชั่นพิลึกพิลั่นหลุดโลก

เชื่อเถอะว่าเรื่องความสวยความงามและแฟชั่นเนี่ยเป็นนามธรรมจริง ๆ และมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยอย่างรวดเร็ว อะไรที่ทำแล้วคิดว่าดูดีในวันนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจจะถูกมองเป็นเรื่องตลกก็ได้ เหมือนกับแฟชั่นที่เคยฮอตในอดีตบางอย่างก็พิลึกสุด ๆ อย่างที่แอดมินจะขุดเอามานำเสนอในวันนี้ เป็นต้นว่า…

ทรงผมแบบหรูหราอลังการ

ทรงผมแบบลอมฟาง อันเป็นที่นิยมของสาว ๆ ในยุคศตวรรษที่ 17-18 มันเป็นทรงผมสุดอลังการ คือ ต้องพองและสูงใหญ่ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ยิ่งดี สมัยนั้นเน้นทรงผมและวิกที่ตกแต่งแบบวิลิศมาหรา วิธีทำคือลงแป้งให้แข็ง และหวีไปติดกับแผงที่ทำด้วยขนม้าหรือโครงลวดที่ตั้งสูง จากนั้นลงด้วยแป้งฝุ่นสีขาวและตกแต่งตามใจชอบ บางคนถึงกับนำกรงที่มีนกจริง ๆ มาเลี้ยงไว้บนศีรษะ บ้างก็จำลองปราสาท ตุ๊กตา หรือไม่ก็สร้างเป็นสนามรบเอาไว้บนศีรษะกันเลย และเนื่องจากผมทรงนี้ต้องใช้เวลาตกแต่งเป็นเวลานาน ผู้หญิงสมัยนั้นจึงต้องเก็บทรงผมสุดอลังการเอาไว้เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ๆ โดยไม่สระออก แน่นอนว่ามันได้กลายเป็นสวรรค์ของเห็บเหา หนอน และเชื้อรา จึงทำให้ทรงผมแบบนี้ค่อย ๆ หมดความนิยมไป

การแต่งหน้าสไตล์พระราชินีอลิซาเบธ

ปัจจุบันสไตล์การแต่งหน้าแบบเกาหลีอาจจะกำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น แต่งเป็นแพ็กเกจเดียวกันจนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ล้างหน้าออกแล้วอาจจำกันไม่ได้ แต่หากย้อนกลับไปในสมัยศตวรรษที่ 15 การแต่งหน้าสไตล์พระราชินีอลิซาเบธที่หนึ่งต่างหากที่ถือว่าฮอตสุด ๆ หากใครเคยเห็นพระพักตร์ของพระองค์คงรู้สึกว่าผู้หญิงสูงศักดิ์คนนี้มีสไตล์ที่ไม่ธรรมดาเลย ด้วยสีแดงแป๊ดของพระเกศา และความขาวซีดเหมือนซากศพของพระพักตร์ ทำให้สาว ๆ ที่เห็นต่างอยากเลียนแบบพระองค์กันทั้งนั้น 
วิธีแต่งคือผู้หญิงจะใส่วิกสีแดงแป๊ด และตบแป้งบนใบหน้าให้ขาวจั๊วะ บางคนก็ลงทุนทำผิวให้ขาวซีดเหมือนผีด้วยการทาตะกั่วบนใบหน้า แต่ตะกั่วนั้นมีพิษ ทำให้ฟันผุกร่อน ผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว และกัดผิวชั้นนอกจนเป็นแผล และเพื่อปกปิดริ้วรอยน่าเกลียดเหล่านั้น สาว ๆ ก็ต้องลงตะกั่วให้หนาขึ้น ผลสุดท้ายก็ทำให้ผมร่วงทั้งศีรษะ ตาบวมเจ็บ ปอดติดเชื้อ และตายไปหลายราย จนกระทั่งแฟชั่นการแต่งหน้าสไตล์นี้ต้องค่อย ๆ เลิกไป

ทำเท้าให้เล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม

สมัยก่อนในประเทศจีน ผู้คนต่างมองว่าสาวน้อยที่มีเท้าเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มถือว่าน่ารัก หากหญิงคนใดต้องการแต่งงานกับชายสูงศักดิ์ เท้าของหญิงนั้นจะต้องมีความยาวไม่เกิน 8 เซนติเมตร ดังนั้นจึงเกิดประเพณีการมัดเท้าขึ้น โดยจะทำตั้งแต่ตอนที่เด็กมีอายุ 3-11 ปี เท้าที่ถูกมัดเรียกว่า “เท้าบัวทองคำ” เนื่องจากหญิงสาวผู้นั้นจะมีท่าทางการเดินคล้ายกับการก้าวเดินไปบนใบบัว ซึ่งคนสมัยนั้นมองว่างดงามนัก

วิธีการมัดเท้านี้ฟังดูโหดร้ายและเจ็บปวดทรมานมาก คือเริ่มจากนำเท้าของเด็ก ๆ ไปจุ่มในน้ำสมุนไพรร้อนเพื่อทำให้เท้านุ่ม จากนั้นจึงหัก (หักกระดูกจริง ๆ) พับนิ้วเท้าสี่นิ้วยกเว้นนิ้วโป้ง และมัดติดไว้ที่ใต้เท้า หลังเท้าก็จะแตกและถูกมัดเอาไว้ด้วยกัน วิธีนี้สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และมีบ่อยครั้งที่มีการติดเชื้อ และมีผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกมัดเท้าในลักษณะนี้แล้วไม่สามารถเดินเหินได้เลย เป็นที่น่าแปลกว่าการกระทำนี้นิยมทำติดต่อกันเป็นพันปี จนกระทั่งมีกฏหมายห้ามการมัดเท้าขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1915

เอวเล็กก้นงอนด้วยคอร์เซ็ต

แฟชั่นผู้หญิงในสมัยก่อนศตวรรษที่ 20 มักจะออกมาในรูปแบบและขนาดที่แปลกพิสดาร เพราะในยุควิกตอเรียนั้น นิยมผู้หญิงที่มีรอบเอวเล็ก และก้นงอน จึงมีการทำเสื้อคอร์เซ็ตออกมาเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้รูปร่างของผู้หญิงเข้ารูปและสามารถใส่เสื้อผ้าตามแฟชั่นในสมัยนั้นได้

เสื้อคอร์เซ็ตเป็นผ้าที่เย็บติดกันแท่งไม้หรือโครงเหล็กด้านหน้า และใช้เชือกที่ร้อยอยู่ด้านหลังและด้านข้างลำตัวดึงให้แน่น เพื่อรัดรอบเอวให้เล็กพอดีกับเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ แต่การสวมใส่เสื้อคอร์เซ็ตทำให้ซี่โครงของหญิงที่สวมใส่ผิดรูป อวัยวะภายในเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม ทำให้หายใจลำบากและอาจเป็นลมเพราะขาดออกซิเจนได้ ในสมัยนั้นแม้แต่เด็กสาว ๆ ก็ยังต้องสวมใส่เสื้อคอร์เซ็ต ก่อนที่จะสวมเสื้อคอร์เซ็ตแบบผู้ใหญ่ เด็ก ๆ จะต้องสวมเสื้อคอร์เซ็ตสำหรับวัยรุ่นก่อนเพื่อปรับรูปร่างที่กำลังจะโต จึงทำให้ซี่โครงส่วนล่างเปลี่ยนรูปไปเป็นการถาวร

แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

4 Responses to “แฟชั่นพิลึกพิลั่นหลุดโลก”

  1. Anonymous says:

    อยากสวยต้องอดทน…ขอแย่แบบนี้ดีกว่าค่ะ

  2. Alz says:

    จะมีแฟชั่นของผู้ชายบ้างมั๊ย – -?
    แต่ละอย่างของพวกเธอดูอันตรายจริงๆ

    ..ลองมองตั้งแต่อดีตจนตอนนี้ คาดว่าแฟชั่นวัยรุ่นสาวๆ ในอนาคต
    คงต้องเป็นผ้าชิ้นเดียว พันรอบตัวแล้วล่ะ

  3. Roy Mustang says:

    บ้านผมก็มีนะครับ แอดมิน
    นกกรงหัวจุก บ้านผมมันชอบคาบอาหารเม็ดแล้วปาใส่หัวผมอ่ะ
    เวลาออกมาทำกับข้าว พอปาใส่ 2 – 3 เม็ด มันก็ระพือปีก
    ร้องเพลง ปิ๊บๆ ๆ น่าหมั้นไส้มากๆ >.<

  4. solaredo says:

    อ่านทรงผมแบบเรื่องแรกแล้วรู้สึกคันศรีษะเลยค่ะ
    แต่ละเรื่องทำกันไปได้ -*-

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า