แร็กนาร็อก สงครามอวสานโลก

 
รู้สึกว่ามีคนเรียกร้องที่จะอ่านตำนานแร็กนาร็อกใช่มั้ยครับ เกมนี้เมื่อก่อนผมติดด้วยแหละ แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะแก่แล้ว พอดีพรุ่งนี้ผมลางาน งั้นเดี๋ยวผมจะเล่าตำนานแร็กนาร็อกให้ฟังก็แล้วกันครับ ถ้าจะเล่ากันจริงจังเรื่องมันยาวมากอ่านไม่ไหวแน่ เล่าคร่าวๆ นะครับ
 
แร็กนาร็อก(Ragnarok) เป็นตำนานเกี่ยวกับสงครามครั้งใหญ่ระหว่างเทพและอสูรจนทำให้เกิดการอวสานของโลก เป็นตำนานของสแกนดิเนเวีย ในปกรณัมของชาวเหนือหรือชาวไวกิ้ง คำว่า “แร็กนาร็อก” ก็เป็นภาษาสแกนดิเนเวียโบราณ มาจากคำว่า “แร็กนา” คือ พระเจ้า กับคำว่า “ร็อก” คือ โชคชะตา
 
ทำไมถึงเรียกว่าอย่างนั้นน่ะเหรอครับ มันมีเหตผลุและประเด็นน่าสนใจที่ว่า สงครามล้างโลกครั้งนี้ เหล่าเทพต่างก็รู้ดีจากคำทำนายอยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ใครจะต้องสู้กับใคร และสุดท้ายทุกฝ่ายจะต้องตาย แต่ก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดสงครามนี้ได้ ทำได้แค่ต่อสู้ให้ถึงที่สุดเท่านั้น มันถึงเรียกว่า สงครามแห่งการเผชิญโชคชะตาของเหล่าเทพ

 
วันแร็กนาร็อกนี่หมายถึงตอนอวสานแล้ว แต่ก่อนเล่าตอนอวสาน เรามาเล่าเรื่องการกำเนิดกันนิดหน่อยก่อนดีกว่านะครับจะได้ไม่งง
 
ในตำนานนี้เขาว่า ในตอนเริ่มแรกโลกแบ่งออกเป็นสองดินแดน คือแดนทางเหนือที่หนาวเย็นมีแต่หิมะ(Niflieim) และดินแดนทางใต้ที่เป็นเพลิงร้อนลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา(Muspelheim) ส่วนตรงกลางนั้นทีแรกยังไม่มีอะไร เป็นอากาศเวิ้งว้างว่างเปล่า(Ginnungagap)
 
ต่อมาแม่น้ำสิบเอ็ดสายของทางเหนือก็ไหลลงมายังดินแดนตรงกลางกลายเป็นธารน้ำแข็งทับถมจนเต็ม แล้วแพร่ขยายไปยังดินแดนทางใต้ เมื่อถูกเพลิงร้อนน้ำแข็งก็ละลายกลายเป็นยักษ์ยิมีร์(Ymir) และแม่วัวอูดุมลา (Audumla) ยักษ์ตัวแรกนี้ก็ดื่มนมแม่วัวเป็นอาหาร ส่วนแม่วัวก็เลียกินน้ำแข็งเป็นอาหารจึงมีชีวิตอยู่ได้
 
กล่าวกันว่ายักษ์น้ำแข็งรุ่นต่อๆ มานั้นเกิดจากเหงื่อของยิมีร์ที่กลายเป็นน้ำแข็ง ส่วนวัวอูดุมลาเลียน้ำแข็ง เลียไปเลียมาละลายกลายเป็นคนชื่อ บูริ(Buri) เป็นได้ยังไงผมก็ไม่รู้นะ มันคือความมหัศจรรย์ของเทพนิยายน่ะครับ ต่อมาบูริก็มีบุตรชื่อ บอร์(Bor) ซึ่งได้นางยักษ์น้ำแข็งตนหนึ่งเป็นภรรยา และมีบุตรด้วยกันสามคน คือ โอดิน(Odin) วิลิ(Vili) และ วี(Ve) สามคนนี้ถือว่าเป็นเทพเจ้าชุดแรก
 
แต่เทพเจ้าเกิดใหม่นี้ไม่ชอบยักษ์น้ำแข็งที่มีนิสัยดุร้าย โอดินกับน้องๆ จึงฆ่ายิมีร์และพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกยักษ์น้ำแข็งจนหมด เหลือเพียงยักษ์สามีภรรยาคู่หนึ่งที่หนีรอดไปได้ และเป็นต้นกำเนิดยักษ์น้ำแข็งรุ่นต่อมา
 
เมื่อฆ่าพวกยักษ์น้ำแข็งเสร็จเรียบร้อย โอดินก็ลากเอาร่างของยิมีร์มายังดินแดนตอนกลางซึ่งรกร้างว่างเปล่า เอาเนื้อของยิมีน์มาสร้างเป็นแผ่นดิน กระดูกเอามาทำเป็นภูเขา เชือดเอาเลือดมาทำเป็นแม่น้ำและทะเล กระโหลกทำท้องฟ้า สมองทำเป็นก้อนเมฆ เอาเปลวไฟจากดินแดนทางใต้โยนขึ้นฟ้าทำเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ จากนั้นจึงสร้างมนุษย์ผู้ชายจากไม้แอช ให้ชื่อว่า อัสค์(Ask) และสร้างผู้หญิงจากต้นเอล์ม ให้ชื่อว่า เอมบลา(Embla) ถือเป็นการสร้างโลกครั้งแรกของเทพเจ้าในตำนานนี้
 
ทีนี้โลกก็ได้กำเนิดขึ้นแล้วนะครับ

โลกที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว แต่มีถึงสามชั้น โดยมีต้นไม้สูงใหญ่แข็งแรงชื่อต้นยิกดราซิล(Yggdrasil) ที่มีรากและกิ่งก้านอยู่ในโลกแต่ละชั้นคอยยึดดินแดนในชั้นต่างๆ ให้อยู่ด้วยกันอย่างมั่นคง

 
โลกทั้งสามชั้นนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็นเก้าส่วน(เก้าโลก) เป็นโลกชั้นบนสุดสามโลก ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า และพวกเอลฟ์ขาว
 
เป็นโลกชั้นกลางสี่โลก เป็นที่อยู่ของมนุษย์ ยักษ์น้ำแข็ง คนแคระ และเอลฟ์ดำ

และชั้นล่างสุดสองโลก เป็นที่อยู่ของคนตาย และยักษ์ไฟ

มากล่าวกันถึงโอดินเทพบิดรคนสำคัญของเรากันดีกว่า โอดินนี้เป็นเทพผู้มีดวงตาแค่ข้างเดียว มีอาวุธคู่มือเป็นหอก มีพาหนะเป็นม้าแปดขาชื่อสลิปนีร์(Sleipnir) และมีกาสองตัว ชื่อฮูกินน์(Huginn แปลว่า ความคิด) และมูนินน์ (Muninn แปลว่า ความจำ) และมีภรรยาชื่อฟริกก์

เหตุที่โอดินมีดวงตาข้างเดียวก็เพราะว่า ครั้งหนึ่งเทพีแห่งชะตากรรม ได้บอกโอดินว่า โลกจะล่มสลายลงในวันมหาวินาศ (วันที่เกิดสงครามแร็กนาร็อกนั่นแหละ) โอดินจึงพยายามหาวิธีป้องกัน เขาพยายามเสาะหาความรู้ต่างๆ เขายอมสละดวงตาข้างหนึ่งเพื่อจะได้ดื่มน้ำในบ่อแห่งปัญญา ยอมไปขโมยเหล้าแห่งบทกวีของพวกยักษ์ และยอมแขวนตัวเองไว้กับต้นยิกดราซิลเก้าวันเก้าคืนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความตาย และตระเตรียมกองทัพนักรบ ซึ่งเป็นวิญญาณของผู้กล้าที่ตายในสงคราม โดยสร้างวังชื่อวัลฮัลลา ซึ่งมีกำแพงเป็นหอกทอง และมีหลังคาเป็นโล่ทองให้วิญญาณนักรบเหล่านั้นอยู่

โอดินมีบุตรคนสำคัญชื่อ ธอร์(Thor) เป็นนักรบที่เก่งที่สุดและมีค้อนสายฟ้าเป็นอาวุธ นอกจากนี้ก็มีบัลเดอร์(Balder) เทพแห่งแสงสว่างและความดี และโฮเดอร์(Hoder) เทพแห่งความมืด เป็นบุตรด้วย นอกจากนั้นก็มีบุตรคนอื่นๆ อีกหลายคนตามแบบฉบับของเทพนั่นล่ะครับ

ในหมู่เทพนั้นยังมีบุตรของยักษ์น้ำแข็งอยู่ตนหนึ่งชื่อว่า โลกิ(Loki) แต่เพราะโลกิสาบานเป็นพี่น้องกับโอดินจึงได้รับยกย่องให้เป็นเทพองค์หนึ่งด้วยเหมือนกัน โลกินั้นรูปงามและมีสติปัญญาเฉียบแหลม แต่นิสัยไม่ดีชอบเล่นตลกกลั่นแกล้งผู้อื่นจนเกินเลย และชอบสร้างปัญหาขัดแย้งอยู่บ่อยครั้ง

โลกิมีภรรยาชื่อซิกิน(Sigyn) แต่ก็ยังแอบไปเป็นชู้กับนางยักษ์ตนหนึ่งชื่ออังร์โบดา(Angrboda) จนให้กำเนิดบุตรสามตน เป็นสุนัขป่าดุร้ายตัวใหญ่มากชื่อเฟนริร์(Fenrir) มังกรสมุทรขนาดยักษ์จอร์มังกันด์(Jormungand) และราชินีนรกชื่อเฮล(Hel) ผู้มีร่างครึ่งหนึ่งเป็นหญิงงามอีกครึ่งเป็นซากศพเน่าเหม็น

เมื่อมีลูกออกมาแปลกประหลาดน่ากลัวอย่างนี้ เหล่าเทพก็คิดหนักกลัวสิครับ เกรงว่าปล่อยไว้จะเป็นภัยร้ายแรงแน่ๆ จึงจับเฟนริร์มัดไว้ด้วยเชือกวิเศษ จับจอร์มังกันด์โยนลงทะเล และขับไล่เฮลลงไปยังโลกชั้นล่างซึ่งเป็นที่อยู่ของคนตาย นางจึงได้ไปเป็นราชินีแห่งนรกและคนตายทั้งปวง เมื่อเป็นเช่นนี้โลกิก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับเทพเจ้าที่เปราะบางอยู่แล้วยิ่งแย่ลง

เรื่องบาดหมางครั้งใหญ่เริ่มขึ้นเมื่ออยู่มาวันหนึ่งบัลเดอร์ เทพแห่งแสงสว่างและความดี ผู้เป็นที่รักของเหล่าเทพทั้งหลายฝันว่าตนเองจะตาย จึงไปเล่าให้โอดินและฟริกก์ฟัง โอดินจึงลงไปยังโลกชั้นล่างเสาะหาวิญญาณนักพยากรณ์คนหนึ่ง และนักพยากรณ์คนนั้นก็บอกว่าบัลเดอร์จะต้องตายแน่นอน ฟริกก์ผู้เป็นมารดาจึงเที่ยวไปพบสรรพสิ่งทั้งปวงในโลก เพื่อขอให้ทุกสรรพสิ่งสาบานว่าจะไม่ทำร้ายบัลเดอร์

ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ พืช สัตว์ เทพ มนุษย์ เอลฟ์ วิญญาณ ทั้งโรคภัยไข้เจ็บต่างก็ยอมสาบานกันหมด เว้นแต่ต้นมิสเซิลโท(กาฝากชนิดหนึ่ง) เท่านั้นที่ไม่ยอมสาบาน

จากนั้นบัลเดอร์และเหล่าเทพทั้งหลายต่างก็สบายอกสบายใจว่าบัลเดอร์คงไม่ตายแน่นอน เพราะไม่มีสิ่งใดจะทำร้ายเขาได้ ต่างก็เล่นสนุกหยอกเย้าบัลเดอร์ด้วยการโยนสิ่งของต่างๆ ใส่เขา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้สร้างความระคายให้แก่เขาเลย

โลกิเห็นเช่นนั้นก็เกิดความอิจฉา เที่ยวไปหลอกถามจนรู้ว่ามิสเซิลโทไม่ได้ร่วมในการสาบานครั้งนี้ จึงเอากิ่งมิสเซิลโทมาทำเป็นลูกศร แล้วหลอกให้โฮเดอร์(ซึ่งตาบอด) ยิงศรมิสเซิลโทใส่บัลเดอร์ ศรนั้นปักที่หัวใจทำให้บัลเดอร์ตายในที่สุด

ฟริกก์ลงไปยังโลกชั้นล่างเพื่อขอวิญญาณของบุตรคืนจากราชินีนรกเฮล แต่นางตั้งเงื่อนไขว่าหากทุกสิ่งในโลกร้องไห้ให้กับบัลเดอร์ นางจึงจะยอมคืนวิญญาณให้ ดังนั้นทุกสิ่งในโลกจึงพากันร้องไห้ ยกเว้นนางยักษ์ตนหนึ่งที่ไม่ยอมร้อง เพราะยักษ์ตนนั้นคือโลกิปลอมตัวมา เมื่อเฮลเห็นว่ายังมีผู้ที่ไม่ร้องไห้ นางจึงไม่คืนวิญญาณของบัลเดอร์

เมื่อบัลเดอร์ตายลง เหล่าเทพทั้งหลายก็อยู่ในอาการโศกสลดอยู่นาน จนต้องมีการจัดงานรื่นเริงเพื่อคลายทุกข์ แต่งานนั้นไม่ได้เชิญโลกิ เพราะเขาชอบก่อความวุ่นวาย เรื่องนี้ทำให้โลกิโกรธมากและเข้ามาอาละวาดทำหยาบคายในงาน และแฉจุดอ่อนของเทพทุกองค์ ทำให้เหล่าเทพรู้ว่าโลกินี้เองเป็นตัวการฆ่าบัลเดอร์ จึงออกล่าโลกิและนำตัวมาตัดสินโทษ

โทษของโลกินี้หนักหนามาก โดยเหล่าเทพสาปบุตรคนหนึ่งที่เกิดกับซิกิน(ภรรยาหลวงของโลกิ มีบุตรด้วยกันสองคน) ให้เป็นหมาป่า แล้วให้ไปกัดน้องชายตนเองจนตาย จากนัน้ก็เอาเครื่องในของบุตรที่ตายมาพันธนาการโลกิไว้กับก้อนหินแหลมคมในถ้ำ เอางูพิษพันไว้ที่หินย้อยเหนือศีรษะ แล้วให้งูนั้นหยดพิษลงมาใส่ใบหน้าของเขาอยู่อย่างนั้น เป็นโทษทัณฑ์ที่ทรมานมาก แต่ซิกินผู้เป็นภรรยา ก็เพียรเอาชามมารองพิษงูไว้ ไม่ให้พิษของมันหยดใส่โลกิ แต่พอชามเต็มนางก็ต้องเอาออกไปเททิ้ง ตอนนั้นพิษก็จะตกลงบนหน้าของโลกิอยู่ดี

 
การตายของบัลเดอร์ และบทลงโทษของโลกิ เป็นสัญญาณเริ่มต้นของสงครามแร็กนาร็อก เพราะเหล่ายักษ์น้ำแข็งต่างก็เจ็บแค้น ฝ่ายเทพต่างก็โกรธเคือง เกิดเป็นกลียุค พวกยักษ์ดุร้ายขึ้น มนุษย์รบพุ่งฆ่าฟันกันเองอย่างไร้เหตุผลและไร้เกียรติ เหล่าเทพเกลียดชังยักษ์น้ำแข็งและเริ่มกระหายสงคราม ทุกอย่างปั่นป่วนเกิดเป็นฤดูหนาวยาวนานถึงสามปี สร้างความยากลำบากไปทั่วทุกดินแดน
 
ฝ่ายนางยักษ์อังร์โบดา(ชู้รักของโลกิ) หลังจากลูกๆ ที่น่ากลัวทั้งสามถูกเอาตัวไปลงโทษก็ได้ไปเก็บเอาลูกหมาป่าสกอลล์ และฮาติ มาเลี้ยงแทนลูกตัว โดยเอาศพผู้คนที่ตายเกลื่อนกลาดในกลียุคมาให้พวกมันกิน หมาป่าทั้งสองจึงไม่ได้อดอยากเหมือนอย่างสัตว์ทั่วๆ ไปในยุคนั้น แต่กลับเติบโตแข็งแรงมีรูปร่างสูงใหญ่จนสามารถไล่งับดวงตะวันและดวงจันทร์ได้ พวกมันกลืนกินทั้งดวงจันทร์และดวงตะวันเข้าไปในคำเดียว ทำให้โลกตกอยู่ในความมืดมิด
 
ความมืดได้ทำลายเวทย์มนต์ของเครื่องพันธนาการต่างๆ ทำให้ผู้ที่ต้องโทษและถูกกักขังหลุดออกมาเป็นอิสระรวมทั้งโลกิและสัตว์ประหลาดชั่วร้ายทั้งสิ้นทั้งปวงด้วย ก็หลุดจากที่คุมขังออกมาหมดเลย เมื่อได้เป็นอิสระแล้ว ความแค้นจากความทุกข์ทรมานที่ยาวนานก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของโลกิและพวกอสูร ถึงตอนนี้เหล่าเทพต่างก็รู้ดีว่าสงครามแห่งโชคชะตาได้เริ่มขึ้นแล้ว…
 
ฝ่ายเทพนำโดย โอดิน ธอร์ เหล่าเทพทั้งหลาย และวิญญาณนักรบจากวัลฮัลลา ส่วนฝ่ายอสูรนำโดย โลกิ หมาป่าเฟนริร์ งูยักษ์จอร์มังกันด์ และราชินีเฮลผู้นำวิญญาณขึ้นจากนรกมาช่วยบิดา ทั้งหมดมุ่งตรงไปยังสมรภูมิรบที่ทุ่งวิกริด(Vigrid) วันแห่งกาลอวสานหรือแร็กนาร็อกก็ได้เริ่มต้นขึ้น
 
เหล่าเทพเป่าแตรศักดิ์สิทธิ์เรียกระดมพลเทพและนักรบวิญญาณ ทุกฝ่ายต่างเตรียมตัวออกศึกเต็มกำลัง พากันคว้าเอาอาวุธคู่กายทั้งดาบ ขวาน ธนู และค้อน ตามถนัด กรูออกจากวัลฮัลลาสู่ทุ่งวิกริดก่อนที่สะพานรุ้งน้ำแข็งที่เชื่อมระหว่างโลกต่างๆ จะถูกเผาทำลาย
 
การทำลายล้างเริ่มจากสวรรค์และสะพานสายรุ้งถูกยักษ์จุดไฟเผา พญางูยักษ์จอร์มังกันด์ดีดตัวขึ้นจากน้ำทะเลที่เดือดพล่านโอบทุ่งวิกริดแล้วพ่นพิษไปทั่ว หมาป่าเฟนริร์นำฝูงหมาป่าเข้าฆ่ากัดกินมนุษย์ เฮลลอยตัวขึ้นจากรอยแยกของแผ่นดิน พาบรรดาวิญญาณขึ้นมาจากนรก เหล่าอสูรกายมีความสุขกับการได้กัดกินซากศพเป็นภาพที่น่าสะอิดสะเอียน โลกิแล่นเรือที่ทำจากเล็บและกระดูกคนตายพายักษ์น้ำแข็งขึ้นสู่สังเวียน
 
ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เข้าประจันหน้ากันที่ทุ่งวิกริดเกิดเสียงโห่ร้องกัมปนาทกึกก้องแม้ต้นยิกดราซิลยังสะเทือนสั่นหวั่นไหว
 
กองทัพวิญญาณของเฮลและยักษ์เข้าห้ำหั่นเหล่าเทพ โอดินจับคู่กับหมาป่าเฟนริร์ ธอร์จับคู่จอร์มังกันด์ ไฮม์ดัลล์(ผู้เฝ้ารักษาสะพานรุ้ง)เข้าต่อสู้กับโลกิ เฟรย์เทพแห่งแสงสว่างสู้กับเซิร์ทยักษ์ไฟ ไทร์เทพแห่งสงครามสู้กับกาม(หมาเฝ้าประตูนรก)

การต่อสู้นั้นดุเดือดเลือดพล่านมาก

เฟรย์และเซิร์ทยักษ์ไฟเข้าต่อสู้กันด้วยอาวุธดาบเป็นสามารถ แต่เฟรย์ก็พลาดพลั้ง ถูกเซิร์ทแทงตาย

ไทร์และกามก็ลุยกันจนตายทั้งคู่ เช่นเดียวกับโลกิและไฮม์ดัลล์คู่ปรับตลอดกาลต่างก็ตายด้วยคมดาบของกันและกันในที่สุด

คู่ต่อสู้ที่ดุเดือดและยาวนานจนเป็นตำนานคือ โอดินและหมาป่าเฟนริร์ ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างสูสี แต่สุดท้ายโอดินก็พ่ายแพ้ให้กับความใหญ่โตของเฟนริร์ ที่ใช้ปากขนาดยักษ์ของมันขย้ำโอดินตายในคำเดียว แต่ก็ถือว่าโอดินได้ต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีแห่งเทพบิดร แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์ต้องเป็นเช่นนี้

แต่เฟนริร์ก็ไม่รอดเหมือนกันเพราะ เพราะวิดาร์(Vidar เป็นบุตรอีกคนหนึ่งของโอดิน) เทพผู้เงียบขรึมได้กระโจนเข้าใส่หมายักษ์แล้วจับปากของมันฉีกกว้าง กล่าวว่าปากของมันนั้นกว้างถึงขนาดที่ว่า กรามล่างอยู่ที่พื้นโลก กรามบนนั้นยันท้องฟ้าได้ แล้ววิดาร์ก็ให้ตัวกระแทกทีเดียวทำให้หมาป่าเฟนริร์ถูกฉีกออกเป็นสองส่วนเครื่องในกระจุยกระจายเลย

อีกคู่หนึ่งที่อึดพอๆ กัน คือคู่ของธอร์กับจอร์มังกันด์ที่ต่างก็ฉกาจฉกรรจ์ทั้งสองฝ่าย หลังจากชิงเชิงกันอยู่เนิ่นนาน ฝ่ายธอร์ก็มีชัยเหนือพญางูยักษ์ เขาสามารถใช้ค้อนสายฟ้าทุบจอร์มังกันด์จนตายอยู่แทบเท้า แต่ธอร์เองก็ถูกพิษของจอร์มังกันด์ที่พ่นออกมาอยู่ตลอดเวลาจนเอาชีวิตไม่รอด หลังจากก้าวเท้าได้เพียง 9 ก้าว ธอร์ก็ล้มลงสิ้นใจตายเช่นกัน

 
นอกจากนี้ในหมู่บริวารเทพและเหล่ายักษ์ต่างก็ต่อสู้จนตัวตายด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใครล้วนตายตกไปกันทั้งคู่ ไม่นานทุกอย่างก็แผ่วลง พร้อมกับศพของทั้งสองฝ่ายที่กองอยู่เกลื่อนกลาดเต็มพื้นพิภพ มองไปทางไหนเห็นแต่ซากศพ
 
เซิร์ทยักษ์แห่งไฟเห็นว่าฝ่ายตนไม่มีทางชนะโดยเด็ดขาด ก็กวัดแกว่งดาบเหนือศีรษะขว้างลูกไฟให้ลุกไหม้ไปทั้งเก้าโลก ทั้งแดนสวรรค์ แดนมนุษย์ และแดนนรก ทั้งตนเองต่างก็ถูกไฟเผาไหม้หมดสิ้น หวังให้ไฟนั้นล้างทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้มีเหลือ แล้วแผ่นดินก็จมหายไปใต้มหาสมุทรที่เดือดดาลด้วยเปลวเพลิง เป็นการสิ้นสุดของโลกและจักรวาลในตำนานชาวเหนือ
 
และที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เป็นตำนานของสงครามแร็กนาร็อกครับ หวังว่าคงจะสนุกและไม่งงนะ ผมก็พยายามสุดๆ แล้วนะเนี่ย
 
อ่อ แต่ไม่ใช่ว่าพอโลกอวสานแล้วทุกอย่างจะหายไปหมด เพราะตามตำนานยังมีต่ออีก คือ เขาว่าต้นไม้แห่งโลกยิกดราซิลยังคงอยู่ และมีชายหญิงคู่หนึ่งชื่อลีฟ(Lif) และลีฟธราซิร์(Lifthrasir) แอบไปกำบังตัวอยู่ในต้นไม้ทำให้รอดชีวิต นอกจากนี้ก็ยังมีเทพรุ่นลูกหลานเหลือรอดอยู่บางองค์ เช่น วิดาร์ และวาลิ บุตรของโอดิน โมดิ และแมคนิ บุตรของธอร์ มีบัลเดอร์ และโฮเดอร์ฟื้นขึ้นมาจากนรก และก่อนที่ดวงอาทิตย์จะถูกกลืนนางยังให้กำเนิดบุตรสาวไว้คนหนึ่งสามารถทำหน้าที่แทนได้
 
พอทุกอย่างถูกล้างไปหมดแล้ว แผ่นดินใหม่ก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากทะเลอีกครั้ง เป็นแผ่นดินที่เขียวขจีงดงามและอุดมสมบูรณ์ พวกยักษ์ก็ตายหมดแล้ว ต้นยิกดราซิลหยั่งรากลงไปบนผืนดินใหม่ลึกกว่าเดิม และมั่นคงกว่าเดิม ลีฟและลีฟธราซิร์ก็ออกจากที่ซ่อนมาอยู่บนโลกใหม่ให้กำเนิดมนุษย์รุ่นต่อมา เทพเจ้าที่เหลือและมนุษย์ต่างร่วมมือกันสร้างโลกใหม่และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเรื่อยมาเป็นโลกในยุคปัจจุบันนี้
 
เรื่องเล่าทั้งหมดก็จบลงเท่านี้ครับ ยาวมากๆ เลยนะเอนทรี่นี้จะอ่านกันไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ลองอ่านดูผมว่าเรื่องตำนานนี้สนุกมากเลยนะครับ หวังว่าทุกท่านคงชอบนะครับ
LOAFmaster
ภาพจาก http://paint201.deviantart.com/art/Ragnarok-125357181
และ http://mythandpopculture.wordpress.com

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

6 Responses to “แร็กนาร็อก สงครามอวสานโลก”

  1. ตำนานเทพเป็นเรื่องที่ผมชอบมากเลยเพราะว่ามันไร้ขอบเขตดี เคยเห็นหมาป่าที่ปากกว้างขนาดกรามล่างอยู่ที่พื้น กรามบนอยู่บนฟ้ารึเปล่า ถ้าอยู่ในปกรณัมไม่ถือว่าปากกว้างผิดปกตินะครับ 555+

    ใครที่ชอบอ่านเทพปกรณัมกรีกโรมัน ผมได้ยินว่าแอดมินมีโครงการเขียนหนังสือเทพนิยายฉบับยิ่งกว่าสมบูรณ์นะ เค้าว่างั้น ใครที่เคยอ่านแล้วสับสน งง ไม่เข้าใจ เดี๋ยวคอยอ่านฉบับของแอดมินกันนะ ผมหวังว่าผมคงได้อยู่จนถึงวันนั้น ไม่แก่ตายก่อน 55

    อ่านแร็กนาร็อกให้สนุกนะครับ ฝันดีทุกคนครับ

  2. Hi.Tree.Ka says:

    เพิ่งรู้ที่มา ยาวดีเหมือนกัน ขอบคุณค่ะ

  3. อ่านซะเหนื่อยเลย แต่ก็สนุกมากจ้า แถมมีแฝงโฆษณาให้ด้วย น่ารักน่าชังจริงจริ๊ง ^^”

  4. งานคุณโลฟ นายบก เชื่อมั่นว่ามันต้องสนุกแน่นอน

  5. Alz says:

    อ่านไปได้ 1/5 ก็ติดแล้ว (=w= )
    ขอแปะไว้ต่อพรุ่งนี้ละกัน ตอนนี้ง่วง… -0-

  6. Anonymous says:

    ขอบคุณมากครับ สนุกมากจริงๆ ได้เนื้อหาเพิ่มขึ้นมากเลยครับ ผมเคยอ่านมาจากที่นี้มาเนื้อเยอะกว่าหน่อย http://crazysakura.exteen.com/20070722/entry
    http://crazysakura.exteen.com/20070729/ragnarok
    (เอามาโพสไว้แบบนี้ผิดไหมครับเนี่ย ขอโทษด้วยครับ แต่อยากให้คนที่สนใจได้อ่านเพิ่มครับ)

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า