แอดมิน…ลูกคิด…จิตแพทย์

เมื่อคืนแอดมินเก็บห้อง เจอของชิ้นหนึ่งที่กระตุ้นให้นึกถึงช่วงเวลาแปลก ๆ ในชีวิต ที่บางครั้งก็ลืมไปแล้ว บางครั้งนึกขึ้นมาได้แต่มันคล้าย ๆ กับฝันไป

 

สิ่งนั้นก็คือ…”ลูกคิด” ของสถาบันแห่งหนึ่ง

 

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่เกิดขึ้นตอนบ่ายวันหนึ่งในชั่วโมงศิลปะที่แสนทรมาน ตอนนั้นโรงเรียนมัธยมที่แอดมินเรียนอยู่ยังเป็นโรงเรียนเอกชนกึ่งอุปถัมภ์ (คือมีเด็กส่วนหนึ่งจ่ายค่าเทอมแต่เด็กบางส่วนได้เรียนฟรีด้วยความอุปการะของคณะภราดา) ในบางวิชาจึงมีนักบวช(บราเดอร์)มาช่วยสอนฟรี และบุคคลเหล่านี้ก็มักจะเข้มงวดเกินไป

 

พวกเราไม่ชอบครูสอนศิลปะเลย เพราะเขามักจะติเตียนไปเสียหมดทุกอย่าง หลังจากวิจารณ์ภาพวาดของแอดมินอย่างดุเดือดแล้วเดินจากไป เด็กชายคนหนึ่งก็หันมาทำหน้านิ่ว พลางทำมือเป็นสัญลักษณ์ “ปีศาจ” แล้วกลอกตาไปทางครูคนนั้น

 

แอดมินยิ้มรับคำปลอบใจของเพื่อน แล้วหยิบจานสีแกล้งทำท่าโยนใส่ครูที่ยืนหันหลังอยู่ (ประมาณว่าชั้นก็คิดเหมือนนายนั่นแหละ) แต่บังเอิญจานสีลื่นหลุดมือไปจริง ๆ แล้วปลิวไปแปะก้นครูคนนั้นพอดิบพอดี เสียงดัง เคล้ง! ทำลายความเงียบขึ้นมา พร้อมกับสีสดใสไหลย้อยลงมาตามชุดคลุมสีขาวตรงบริเวณก้น มีเสียง เฮ… ดังขึ้นแล้วเงียบลงทันที

 

คงไม่มีใครตกใจมากไปกว่าแอดมินอีกแล้ว ในโลกนี้ถ้ามีใครสักคนที่อยากทำตัวมีปัญหาล่ะก็ ตัดแอดมินไปได้เลยคนหนึ่ง เพราะเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายและใช้ชีวิตแบบธรรมดามาก จะมีแปลกอยู่บ้างก็ตรงที่ไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนคนไหนจริงจัง แต่ชอบใช้เวลาส่วนมากอยู่กับ ดร.แก่ ๆ คนหนึ่งที่สอนวิชาเคมี เพราะเขามักมีเรื่องแปลก ๆ เล่าให้ฟังอยู่เสมอ เขามีคำตอบให้กับทุก ๆ คำถาม เราถูกคอกันมาก เพราะฉันชอบถามและเขาก็ชอบที่จะตอบ กลางวันแอดมินจะรีบทานข้าวแล้วไปช่วยงานเขาที่ห้องแล็ป เพื่อจะได้ฟังเรื่องสนุก ๆ ทุกวัน จนทุกคนมองว่าแอดมินมีพฤติกรรมที่ “น่าเป็นห่วง”

 

ถ้าทุกคนมองว่าคุณ “น่าเป็นห่วง” และ “ไม่ปกติ” ทุกความผิดของคุณไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ จะเล็กน้อยธรรมดาแค่ไหน จะถูกเหมารวมว่ามันคือ “ความผิดปกติ” และด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้ มันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่(ได้ไงไม่รู้) เมื่อครูฝ่ายปกครองแนะนำให้แม่พาแอดมินไปพบจิตแพทย์ซะบ้าง

 

มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย???… ช่วงนั้นเครียดมาก เพราะในความรู้สึกของเด็กคือ ทุกคนมองว่าเราบ้ารึเปล่าเนี่ย ทั้งที่เราไม่ได้(ตั้งใจ)ทำอะไรผิดซักหน่อย มีคนเดียวที่เข้าใจแอดมินคือ ดร. คนนั้น เขาแอบกระซิบว่า “ถ้าเป็นผมนะ ผมจะทำการทดลองเล็ก ๆ กับจิตแพทย์”

 

คืนนั้นแอดมินก็เลยวางแผนทำตารางบันทึกผลการทดลองขึ้นเพื่อจดบันทึกการตอบสนองของจิตแพทย์ โดยเอาพฤติกรรมของตนเองเป็นตัวแปร ได้ผลยังไงก็เอามาเป็นหัวข้อในการสนทนากับเพื่อนวัย 50 อย่างสนุกสนาน ดร. สนใจเรื่องนี้มาก เขาจะหัวเราะเสียงดังทุกครั้งที่แอดมินยิงมุขตลก และช่วยกันคิดว่าต่อไปจะทดลองพูดอะไรให้หมอฟังดี (แอดมินติดนิสัยการจดบันทึกการทดลองมาจาก ดร.คนนี้แหละ)

 

หลังจากพบจิตแพทย์ครั้งที่สอง ความสนุกสนานก็สร้างเรื่องใหญ่ เพราะแอดมินถูกตัดสินว่าเป็นอะไรซักอย่างไม่รู้ ที่เกี่ยวกับอารมณ์และสมาธิเนี่ยแหละ และถูกแนะนำให้ไปบำบัดด้วยการเรียนอะไรบางอย่างที่ช่วยฝึกสมาธิ (เอ้า…ซวยแล่ว)

 

ก็พอดีตอนนั้นมันมีโรงเรียนสอนพิเศษหลักสูตรใหม่(ใหม่มากในตอนนั้น แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเปิดกิจการอยู่รึเปล่า) ที่โฆษณาว่าสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของเด็กออกมาได้ด้วยการสอนให้เด็ก “จินตนาการ” ซึ่งมีอุปกรณ์คือ “ลูกคิด” พอเรียนเสร็จเด็กจะมีสมาธิและกลายเป็นอัจฉริยะ บลา ๆ ๆ (ว้าว)

 

หลักสูตรนี้เค้ารับเด็กอายุ 7-14 ปี เรียนรวมกัน (ตอนนั้นแอดมินก็ประมาณ 13 แล้ว) ปฐมนิเทศของเค้าหรูหรามาก มีเด็กที่ผ่านการเรียนไปแล้วขึ้นมาโชว์ความสามารถที่อภิมหามหัศจรรย์เวอร์บนเวที เด็กพวกนี้ก็ประมาณว่า คิดเลขเร็วเวอร์ สามารถแก้โจทย์ยาก ๆ ได้ภายในไม่กี่วินาที แถมยังมีความจำดีสุดอภิมหาอลังการ สามารถจดจำคำ หรือภาพที่ไม่เคยเห็นได้หมดทุกอย่าง และยังเรียงลำดับได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง ผู้ปกครองดูแล้วอยากจะขายบ้าน ขายรถ ขายที่นา ขายควาย เพื่อส่งลูกมาเรียนหลักสูตรนี้กันทุกคน (เพราะมันแพงเวอร์ด้วยในตอนนั้น แถมยังมีถึง 4 ระดับ ต้องเรียนไต่ขึ้นมาจากระดับที่ 1)

 

แอดมินบอกแม่ ไม่เรียนหรอก มันแพงมากนะเสียดายตังค์ แต่ตอนนั้นแม่ถูกครอบงำไปแล้ว แบบอยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ แถมหมอโรคจิตยังบอกว่าลูกเป็นอะไรไม่รู้(ความผิดปกตินี้มันคงซับซ้อนมาก…ก็แหงล่ะ) ก็อยากให้ลูกได้เรียน กัดฟันจ่ายเงินค่าเล่าเรียน ได้ลูกคิดมาหนึ่งราง พร้อมเสื้อยืด เสื้อแขนยาว และพรีเมียมอื่น ๆ อีกมากมาย (เอาวะ เรียนก็เรียน เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่)

 

ช่วงปิดเทอมก็ได้ไปเริ่มเรียน…

 

นรกมีจริง… ในชั้นเรียนครอสนั้นมีแต่เด็กเล็กเป็นส่วนมาก เด็กที่โตกว่า 10 ปี มีอยู่ไม่กี่คน นอกนั้น 7-8 ขวบ การเรียนการสอนจึงเป็นไปอย่างหน่อมแน้มยังกับจับปูใส่กระด้ง ยอมรับว่าไปด้วยอคติ เพราะมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้คือบทลงโทษในความผิดที่เราไม่ได้ตั้งใจทำ…

 

แต่การสอนของเค้าก็เข้าท่าอยู่นะ คือ เค้าจะสอนให้คิดเลขโดยใช้ลูกคิดจนคล่องก่อน จากนั้นก็ไม่ให้จับลูกคิดอีก ให้มองอย่างเดียวแล้วจินตนาการเอา ต่อจากนั้นก็จะเลิกให้ใช้ลูกคิดไปเลย ให้จินตนาการเองทั้งหมด ตรงนี้ต้องยอมรับว่าคนที่คิดค้นลูกคิดนั้น ปราดเปรื่องมาก มันเป็นอุปกรณ์ที่ดีซะยิ่งกว่าดี ไวกว่าเครื่องคิดเลข ถึงขนาดบอกโจทย์เสร็จเด็กจะให้คำตอบได้เลย (อันนี้ถือว่าไม่หลอกลวงผู้บริโภค)

 

ส่วนเรื่องความจำ เค้าจะใช้วิธีให้เด็กลำดับเหตุการณ์เป็นเรื่องราว เช่น ถ้าให้ดูภาพ 10 ภาพ ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย เราก็จะผูกให้มันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกันให้ได้ เป็นต้นว่า มีภาพ ไม้กวาด ต้นไม้ และ กระป๋อง ก็ให้คิดว่า “วันหนึ่งในขณะที่เรากำลังกวาดบ้าน เห็นต้นไม้กำลังจะตาย ก็เลยไปหยิบเอากระป๋องมารดน้ำ…” ทำแบบนี้ จะช่วยให้เด็กจำได้ว่ามีภาพอะไรบ้าง และภาพไหนอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ โดยที่ทำยังไงก็ไม่มีทางสับสน (เรื่องนี้แอดมินรู้สึกว่ามันหลอกนิด ๆ เพราะการจดจำที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันมันมีรูปแบบที่ต่างออกไป)

 

นอกจากนี้ก็ยังมีทริกซ์อื่น ๆ อีกมากมาย ที่มันก็ใช้ได้จริง แต่ก็เหมือนการเล่นกลนั่นแหละ คือบนเวทีมันใช้ได้จริง แต่ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงด้วยหรือเปล่า??? อืม ก็อาจจะได้มั้งถ้าฝึกฝน แต่แอดมินคิดว่ามันทำให้คนธรรมดากลายเป็นอัจฉริยะดังคำโฆษณาไม่ได้หรอก สรุปว่าผลที่ได้รับ มันค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่เขา(พยายาม)ให้ผู้ปกครองคาดหวังอยู่หลายขุมเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ซะทีเดียว

 

ความทรมานคือ แอดมินต้องไปนั่งเรียนแบบนั้น แบบว่าเรียนไป เล่นไป เล่านิทาน เล่นเกมแบบเด็กเล็ก ฯลฯ ขำมุขตลกที่ผู้สอนเล่นกับเด็กซ้ำ ๆ ซึ่งตอนนั้นแอดมินอายุ 13 แล้วมันก็ไม่ขำแล้ว (แต่ต้องขำนะ นาทีนี้ไม่ขำไม่ได้ เดี๋ยวถูกประเมินว่าผิดปกติ ต้องถูกส่งไปบำบัดที่ไหนอีกก็ไม่รู้ แย่แน่)

 

4ครอสผ่านไป เย้ (นึกสงสัยตัวเองว่าปกติขึ้นบ้างรึยัง)… ทีนี้มันยังมีหลักสูตรใหม่งอกขึ้นมาอีก เป็นหลักสูตรเพิ่ม EQ มีการโฆษณาว่าการที่เด็กจะประสบความสำเร็จได้เนี่ย มี IQ อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมี EQ ซู้งสูงด้วย และใครได้เรียนหลักสูตรนี้รับรอง EQ พุ่งมากมายมหาศาล อ่ะ…แม่แอดมินก็อยากให้ลูกได้เรียนอีก อยากให้ลูกมี EQ ซู้งสูงแบบลูกชาวบ้านเค้าบ้าง

 

ครอสนี้ เลอะเทอะมากกกกกก วิธีการสอนคือ ให้เด็กวาดภาพ แต่ไม่ใช่วาดธรรมดา ๆ เหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นการวาดแบบไร้ขีดจำกัด(โอ้โห) โดยผู้สอนจะผสมสีใส่ถังใหญ่ ๆ แจกคนละถัง เสร็จแล้วให้เด็กใช้มือเปล่า ๆ นี่แหละ จุ้มลงไปในถังสีแล้วละเลงลงบนโต๊ะจนพอใจ แล้วก็เอากระดาษวาดภาพแปะลงไปบนโต๊ะ เสร็จแล้วมันก็จะได้ภาพอะไรไม่รู้ออกมา แล้วก็ให้ตั้งชื่อตามจินตนาการ นอกจากนั้นก็มีการเล่นอื่น ๆ อีกเยอะนะ ที่เค้าคิดว่าเล่นแล้วมันจะเพิ่ม EQ ได้ อันนี้ไม่ไหวจริง ๆ เพราะเด็ก ๆ เล่นกันหนุกหนานเละเทะมาก คือมันคงจะเพิ่ม EQ เด็กจริง ๆ แต่หลังจากถูกเด็กสะบัดสีใส่หัว 2-3 ครั้ง EQ ของแอดมินก็ลดลงจนเข้าขั้นวิกฤติ

 

หลักสูตรพวกนี้มันอาจจะดีจริง ๆ ก็ได้ แต่ตอนนั้นมันยังใหม่มาก และราคาสูงเกินไป ทำให้ในหนึ่งคลาสมีการกำหนดช่วงอายุที่กว้างเกินไปเพื่อให้มีคนเรียนมากที่สุด และมากพอกับการลงทุน

 

ในที่สุดทุกอย่างก็จบลง พร้อมกับสิ้นสุดวันหยุดซัมเมอร์ วันหยุดยาวที่รอคอยหมดไปกับความทรงจำและประสบการณ์แปลก ๆ การทำจานสีหลุดมือมันช่างน่ากลัวจริง ๆ – -“

 

เปิดเทอม…

 

พักเที่ยง แอดมินเดินเข้ามาในห้องแล็ป ภาพที่คุ้นเคยคือภาพ ดร.กำลังล้างอุปกรณ์ในซิงค์ล้างมือ แอดมินโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่ยังเห็นเขาอยู่ที่นั่น

 

ดร. : ดูเฉานะ มีซัมเมอร์ที่ไม่ดีสินะ?

แอดมิน : หนูไปฝึกเป็นคนปกติมาค่ะ

ดร. : (หัวเราะลั่น) แล้วเป็นไง

แอดมิน : ก็…ดีค่ะ

ดร. : ช่างเถอะน่า…โลกนี้มีคนธรรมดามากพอแล้ว

 

เขาอุตส่าห์เก็บลูกวอลนัทที่ทางบ้านส่งมาให้ไว้ให้แอดมินดู 3 ลูก เพราะคิดว่าเด็กไทยคงไม่เคยเห็น แอดมินหยิบมันจากมือที่เหี่ยวย่นด้วยกาลเวลาของเขา เสื้อคลุมนักบวชที่บางจนแทบไม่มีเนื้อผ้าอยู่แล้วเต็มไปด้วยรอยปะชุน แสดงถึงความลำบากของการอุทิศตัวให้เด็กจำนวนหนึ่งได้เรียนหนังสือ เขาเป็นคนเก่งและไม่เหมาะกับที่นี่เลย แต่ใครล่ะจะมีสิทธิ์ตัดสินว่า ใคร เหมาะสมกับ ที่ไหน…

 

มันจริงอย่างที่เขาว่า…โลกนี้มีคนธรรมดามากพอแล้ว

 

แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

6 Responses to “แอดมิน…ลูกคิด…จิตแพทย์”

  1. Hi.Tree.Ka says:

    อยากเจอ ดร. คนที่ว่าัจัง ^__^ แต่ก็อย่างว่านะ การที่เราทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น ๆ ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่เรากระทำ เสียงส่วนมากใช่จะถูกต้องมากกว่าเสียงส่วนน้อยเสมอไป

  2. สวัสดีครับ ผม ดร. ครับ

  3. คนอะไร้… – -“

  4. Hi.Tree.Ka says:

    หือ?… ดร. อายุยืนจังนะคะ ป่านฉะนี้ ไม่ 70+ เลยรึคะ? ตะบันหมากคงไม่ไหวแล้ว สงสัยต้องตะบันน้ำกินแว้วววว

    สวัสดีค่ะ ดร. ล้อเล่นเน้อออ

  5. Alz says:

    รู้สึกดี ที่ได้อ่านประโยคสุดท้าย
    มีกำลังใจขึ้นมาเยอะเลย T^T

  6. มันเป็นที่มาของสโลแกนแอดมินเลยนะคะเนี่ย ^^

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า