ใครคือผู้ที่เชื่องช้าที่สุด?

ครั้งหนึ่ง มีเต่าชราตัวหนึ่ง เดินออกมาตากอากาศเล่นตามเนินทรายริมชายหาด มันคลานต้วมเตี้ยม ๆ ในจังหวะที่ช้าเหลือเกิน ช้าจนแทบจะมองไม่ออกว่ามันกำลังเคลื่อนที่อยู่ ในขณะนั้นเอง นกนางนวลเกเรสามตัวมองเห็นเต่าเข้าก็คิดอยากแกล้งเล่น จึงบินวนรอบ ๆ เจ้าเต่า แล้วโฉบลงมาจนชิดหัวเต่า พลางหัวเราะชอบใจในความเชื่องช้าของเต่า
 
“ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับข้า” เจ้าเต่าร้อง “พวกเจ้าไม่มีความเคารพยำเกรงต่อผู้ใหญ่เลยหรืออย่างไร? อาการเชื่องช้าของข้าคือการแสดงถึงความเป็นปราชญ์ของข้ารู้หรือไม่ บุคคลยิ่งมีความเชื่องช้าเพียงใด ก็ยิ่งมีความรอบรู้มากขึ้นเพียงนั้น บุคคลใดยิ่งรวดเร็วเร่งรีบ ก็ยิ่งโง่ เอาล่ะ คราวนี้รู้แล้วซินะว่าพวกเจ้าเป็นอย่างไร”
 
นกนางนวลยิ่งหัวเราะใหญ่ แล้วพากันบินจากไป
 
 
ขณะนั้นหอยทากตัวหนึ่ง ได้ยินเต่าพูดเช่นนั่น จึงพูดขึ้นว่า “ท่านว่าบุคคลยิ่งเชื่องช้า ก็ยิ่งปราดเปรื่องรอบรู้ใช่ไหม? แหม น่าสนใจจัง ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ที่จริงตัวข้าคือสัตว์ที่ฉลาดปราดเปรื่องมากที่สุดในโลก”
 
“เจ้าช่างพูดอะไรเหลวไหลอย่างนั้น” เต่าว่า “เจ้ากำลังจะบอกว่าตัวเองเชื่องช้ากว่าฉันใช่ไหมล่ะ?”
 
“แน่นอนอยู่แล้ว” หอยตอบ “และถ้าท่านต้องการ เราก็อาจจะมาลองวิ่งแข่งกันดูก็ได้ ใครวิ่งช้ากว่า คนนั้นก็ชนะ”
 
“ก็ได้” เต่าพูด “ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นให้ชัดเจนเลย เห็นก้อนหินใหญ่โน่นไหม ถ้าข้าให้สัญญาณว่า วิ่ง ปุ๊บ เราจะต้องคลานปั๊บ ทันทีนะ ใครคลานไปถึงทีหลัง คนนั้นก็ชนะ”
 
“ตกลงตามนั้น” เจ้าหอยตอบรับ
 
“ถ้างั้นก็เริ่มกันได้ เอ้า ระวัง…วิ่ง!” เต่าร้องให้สัญญาณ
 
แล้วการวิ่งชิงแชมป์ความเชื่องช้าก็เริ่มต้นขึ้น ก้อนหินนั้นตั้งอยู่จากออกไปเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้นเอง เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทั้งสองก็ยังวิ่งไม่ถึง เพราะทั้งคู่ก็ต่างพยายามคลานให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นเป็นเรื่องแสนลำบากยากเย็น เพราะผ้าเผลอเคลื่อนตัวเร็วไปนิดเดียว ก็อาจจะเป็นผู้แพ้ได้ ถ้ามองกันตอนนี้แทบดูไม่รู้เลยว่าทั้งสองกำลังเคลื่อนตัว แต่ความจริงก็คือพวกมันกำลังเคลื่อนที่กันอยู่
 
หลังจากเวลาผ่านไปสองชั่วโมง ระยะทางเหลืออีกครึ่งหนึ่ง ตอนแรกดูเหมือนหอยจะเป็นฝ่ายแพ้ เพราะหอยมักจะเดินนำหน้าไปประมาณหนึ่งในสิบมิลลิเมตรตลอดเวลา แต่พอครึ่งหลังหอยเริ่มทำคะแนน นั่นคือมันคลานอยู่หลังเต่าประมาณสองมิลลิเมตรครึ่งอย่างชัดเจน
 
เจ้าเต่าเห็นอย่างนั้นก็เพิ่มความพยายามมากขึ้น ขาของมันเริ่มสั่น เพราะต้องอดกลั้นขยักแรงไว้ตลอดเวลา ฝ่ายหอยก็เช่นกัน การพยายามไม่ออกแรงทำให้มันเหน็ดเหนื่อนจนหน้าซีดเลยทีเดียว
 
ตะวันเริ่มลับขอบฟ้า เวลากลางคืนก็มาถึงขณะทั้งสองเดินทางมาถึงก้อนหินพอดี หอยหรือเต่ากันแน่ที่เป็นผู้ชนะ ไม่มีใครบอกได้ ความเหน็ดเหนื่อยทำให้ทั้งสองหมดแรงจนหนังตาปิด เมื่อได้พักจนค่อย ๆ หายเหนื่อย ทั้งเต่าและหอยก็พบว่า ต่างก็ได้มาถึงก้อนหินแล้วทั้งคู่
 
“ท่านรู้ไหม ข้าคิดว่าเราทั้งสองมีฝีมือเท่ากัน” เจ้าหอยพูดขึ้นในที่สุด
 
“ใช่” เจ้าเต่าพูดไปพลางหอบหายใจไปพลาง “ก็เหมือนจะเป็นเช่นนัน แต่ดูคล้ายกับว่าก่อนที่ข้าจะหมดสติไปนั้น ข้ารู้สึกเหมือนว่าเจ้าได้ไปแตะก้อนหินก่อนข้านะ ดังนั้นข้าจึงคิดว่า ข้านี่แหละเป็นฝ่ายชนะ เสียใจด้วยนะ”
 
“โอ้โฮ! ถึงขนาดนั้นเลยเรอะ สกปรก โกหกที่สุด เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น” เจ้าหอยท้วง “พูดออกมาได้ ข้าไม่อยากจะพูดเลยนะ เพราะเห็นว่าท่านเป็นคนแก่คนเฒ่า จึงสงสาร ถ้าเล่นแบบนี้ ข้าจะพูดตรง ๆ เสียเลย เพราะ ท่านเป็นผู้มาถึงก้อนหินเป็นคนแรก แล้วก็ฟุบหมดสติไป ก็เลยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่ข้าสิเห็นอย่างชัดเจนโดยตลอด ข้าจึงเป็นผู้ชนะ”
 
“ไม่ใช่” มีเสียงสูงแหลมพูดดังขึ้นใกล้ ๆ กับเจ้าหอย “ข้าต่างหากคือผู้ชนะ” ปรากฏว่าเป็นเสียงของไส้เดือนที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากทราย “ข้าเข้าแข่งขันด้วยตลอดแต่อยู่ใต้พื้นดิน เพิ่งมาถึงนี่แหละ ข้าจึงเป็นผู้ที่เชื่องช้าที่สุด และฉลาดที่สุด จงอย่าแปลกใจไปเลย”
 
“ใครว่ายะ ไม่ใช่พวกเจ้าสักหน่อยที่ช้าที่สุด” อีกเสียงแหลมบางพูดขึ้นมาทางข้างหลังของไส้เดือน “ข้าต่างหากคือผู้ชนะ” พลันก็ปรากฏแมลงตัวจิ๋วไต่ต้วมเตี้ยมออกมา มันยืนด้วยสองขาหลังอย่างภูมิใจ แล้วอธิบายว่า “ข้าเองก็เข้าแข่งขันอยู่เหมือนกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น รีบเอามงกุฎชัยชนะหรือเหรียญ หรืออะไรก็ตามที่เตรียมไว้เป็นรางวัลมาให้ข้าซะดี ๆ เพราะข้าคือผู้ชนะที่แท้จริง”
 
“ไม่ใช่” เต่าพูดพร้อมสั่นหัว “ข้าไม่เห็นด้วยกับที่ว่ากันมาทั้งหมด รับไม่ได้ มันแสนจะน่าขบขัน” ว่าแล้วเจ้าเต่าก็คลานออกไปจากที่นั่นอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
ฝ่ายเจ้าหอยก็หดหน้ากลับไปใต้เปลือกโดยไม่พูดอะไรสักคำเดียว
 
ไส้เดือนมุดลงดินด้วยความโมโห
 
“ขี้โกงนี่ ขี้โกงกันทั้งนั้น” แมลงตัวจิ๋วร้องพร้อมกัยเดินจากไปด้วยความโกรธ
 
เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ได้มีตัวไรที่อยู่ในทรายตัวเล็กจิ๋วเดินมาที่ก้อนหินนั้น เจ้าไรตัวนี้ก็เข้าแข่งขันชิงความเชื่องข้าด้วยเหมือนกัน มันไต่ขึ้นไปบนก้อนหิน แล้วร้องด้วยเสียงแหลมจี๊ดว่า
 
 
“ชนะแล้ว ชนะแล้ว ข้าคือผู้ที่เชื่องช้าที่สุด ข้านี่แหละคือผู้ชนะ”
 
อย่างไรก็ตาม เสียงของตัวไรนั้นมันก็เบาบางเกินกว่าที่ใครจะได้ยิน ถึงแม้จะมีใครอยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่อาจได้ยิน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครได้ยินหรือได้เห็นเจ้าไร มีแต่ก้อนหินเท่านั้นที่ได้ยิน
 
“น่าเศร้า น่าเศร้าเหลือเกิน” เจ้าไรคิด “เป็นอันว่าในที่สุดก็จะไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่รู้ว่า ข้าก็ได้เข้าร่วมแข่งขันด้วยเช่นกัน และข้าก็คือผู้ที่เชื่องช้า และฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในโลก…”
 
เรื่องและภาพ: แอร์วิน โมเซอร์ (Erwin Moser)

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า